Help - Search - Members - Calendar
Full Version: ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายคับ
ThaiDVD.net | Hi-DEF Blu-Ray DVD HTPC Home Theater ไฮเดฟ บลูเรย์ ดีวีดี โฮมเธียเตอร์ > .:: ETC Zone ::. > ริมระเบียง(เรื่องทั่วไป)
Pages: 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11, 12, 13, 14, 15, 16
สีทอง
ไกล่เกลี่ยเรื่องเงินกู้ยืม ณ ห้องไกล่เกลี่ยศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดย..นายนำ เพ็งพอรู้ ประธานศูนย์ อ.ก.ช. จ.ตรัง


ไกล่เกลี่ยเรื่องเงินกู้ยืม ณ ห้องไกล่เกลี่ยศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี


ลูกหนี้โต้แย้งว่าจ่ายเงินค่าหนี้แล้ว เจ้าหนี้ไม่ควรใช้สิทธิเรียกร้องแต่ด้วยอำนาจแห่งมูลหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิจะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ตามสัญญา


ณ ห้องไกล่เกลี่ยศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีท่าน สุรวัฒน์ ภู่ภูมิรัตน์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี อนุญาตให้ อ.ก.ช. สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ดำเนินการไกล่เกลี่ยเรื่องเงินกู้ยืม โดย มี นายนำ เพ็งพอรู้ ประธานศูนย์ อ.ก.ช. เป็นประธาน นายจิตรกร เงาพฤษชาติพันธุ์ นิติกรงานไกล่กลี่ย


งานไกล่เกลี่ยคดีนี้ซึ่งมีมีผู้ร้องชื่อนางสาวนฤกมล พงศรีพุท เรื่อง ผิดสัญญากู้ยืมเงินระหว่าง นางสาวกรณ์ชนกส์(นฤกมล) พงศรีพุท ผู้ร้อง/เจ้าหนี้แก้วทอง ผู้ถูกร้อง/ลูกหนี้(ชื่อสมมติ)


ผู้ร้องร้องว่า ผู้ถูกร้องผิดสัญญากู้ยืมเงิน ระหว่างนางสาวกรณ์ชนกส์ พงศรีพุท เป็นผู้ร้อง/เจ้าหนี้ และนายแก้ว แก้วทอง ผู้ถูกร้อง/ลูกหนี้ กับนายทอง แก้วทอง ผู้ถูกร้อง/ผู้ค้ำประกัน ซึ่งจะกล่าวดังต่อไปนี้ ข้อ 1. นายแก้ว แก้วทอง ได้กู้ยืมเงินมาจากนางสาวกรณ์ชนกส์ พงศรีพุท สัญญาลง วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2549 เป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) โดยมีนายทอง แก้วทอง เป็นผู้ค้ำประกัน ข้อ 2. ข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงิน ผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยตามจำนวนเงินต้นและดอกเบี้ยเพียงงวดเดียวในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2549 ข้อ 3. ผู้กู้และผู้ค้ำประกันผิดสัญญากู้ยืมเงิน เจ้าหนี้จึงบอกเลิกสัญญา ข้อ 4.การกระทำของนายแก้ว แก้วทอง และนายทอง แก้วทอง ทำให้นางสาวกรณ์ชนกส์ พงศรีพุท ได้รับความเสียหายนางสาวกรณ์ชนกส์ พงศรีพุท


ด้วยอำนาจมูลแห่งหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิจะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้กล่าวคือนางสาวกรณ์ชนกส์ ย่อมมีสิทธิเรียกให้นายแก้ว แก้วทอง และนายทอง แก้วทอง ให้ชำระหนี้เงินกู้ยืม จำนวนดังกล่าวในข้อ 1. พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย นางสาวกรณ์ชนกส์ พงศรีพุท ไม่มีทางใดที่จะได้เงินค่าหนี้ จึงร้องขอให้ศูนย์ไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทเจรจาไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความเรื่องเงินค่าหนี้ รวมเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเงินจำนวน 58,687.4 บาท ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน


ฉะนั้น อ.ก.ช.ของศูนย์ฯ จึงขอนัดให้เจ้าหนี้และลูกหนี้ทั้ง 2 ฝ่าย ไปประชุมเพื่อประนีประนอมหนี้ ตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ณ ห้องไกล่เกลี่ยศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในวันที่ 29 ต.ค พ.ศ. 2551 เวลา 13.00 น.

ข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653 การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่


ข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 5 ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต


ในคดีนี้ผู้ถูกร้องโต้แย้งจ้าหนี้ว่าได้ชำระเงินค่าหนี้แล้วเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2550 เจ้าหนี้เรียนให้ประธานศูนย์ไกล่เกลี่ยทราบว่ายังไม่ได้รับเงินค่าหนี้จากลูกหนี้


ทนายฝ่ายผู้ถูกร้องชี้แจ้งกับท่านประธานศูนย์ดังนี้ ลูกหนี้และเจ้าหนี้เป็นญาติกันการกู้ยืมเงินได้ทำตามกฎหมายตามมาตรา 653 และถือว่าสัญญาสมบูรณ์ทุกประการ มาตรา 653 วรรคที่สอง ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง หรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว


การกู้ยืมครั้งนี้ลูกหนี้อ้างว่าได้ชำระเงินค่าหนี้ให้กับเจ้าหนี้แล้ว แต่เจ้าหนี้ยังไม่ได้รับเงินและการชำระนั้น ลูกหนี้ชำระเงินค่าหนี้ผิดคนหรือผิดบุคคล ลูกหนี้ฝากเงินให้กับนายพร เพื่อจะนำเงินไปชำระค่าหนี้ เมื่อนายพรได้รับเงินไปจากลูกหนี้แล้ว แต่นายพรก็ไม่นำเงินดังกล่าวไปให้กับเจ้าหนี้ ลูกหนี้อ้างว่านายพรอยู่บ้านหลังเดียวกันกับนางสาวกรณ์ชนกส์ และลูกหนี้เข้าใจว่านายพรเป็นสามีของนางสาวกรณ์ชนกส์ แต่นางสาวกรณ์ชนกส์ผู้เป็นเจ้าหนี้ปฎิเสธการชำระหนี้ทั้งหมด


การไกล่เกลี่ยถือตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายและสามารถประนีประนอมความกันได้ตามจารีตประเพณี ใช้กฎธรรมชาติ และกฎหมายที่ใช้อยู่เพื่อมาปรับช่องว่างข้อกฎหมายบางส่วนให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม


ในคดีนี้ตามข้อกฎหมายมาตรา 653 วรรคสอง เมื่อลูกหนี้นำเงินไปชำระผิดคน ความเป็นจริงก็ยังไม่ได้ชำระนั่นเอง เพราะฉะนั้นต้องตกลงในเงื่อนไขตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ปรากฏอยู่ในสัญญากู้ยืมเงิน ส่วนที่นำเงินไปชำระผิดตัวนั้น ประธานศูนย์ขอให้ผู้ถูกร้องติดตามกันเอาเอง


ส่วนหนี้จำนวนดังกล่าวที่มาร้องต่อศูนย์ก็ต้องทำตามกฎหมาย และมีสัญญาประนีประนอมเข้ามาเกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ย


ในการไกล่เกลี่ยครั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 850 อันว่าประนีประนอมยอมความนั้น คือสัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน


มาตรา 851 อันว่าประนีประนอมยอมความนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือลายมือชื่อตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่


มาตรา 852 ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปและทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน สรุปผลคดีนี้ ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในห้องไกล่เกลี่ยของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ข้อที่1 ผ่อนชำระเงินค่าหนี้เดือนละ 5,000 บาท กำหนดวันที่ 15 ของเดือน ข้อ 2 ถ้าลูกหนี้ผิดสัญญาปรับเป็นเงินร้อยละ 15 บาทต่อร้อยต่อปี ของยอดเงินต้นข้อ 3 ถ้าลูกหนี้ผัดสัญญางวดใด งวดหนึ่ง ถือว่าผิดสัญญาทุก ๆ งวด ยินยอมให้บังคับคดีได้ทันที


ทุกฝ่ายพึงพอใจ นิติกรศาล ทนายฝ่ายผู้ถูกร้อง อ.ก.ช. นำ เพ็งพอรู้ ประธานศูนย์ ได้ทำสัญญาประนีประนอม ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2551


ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชุมชน ดำเนินการไกล่เกลี่ยตามนโยบาย ของสำนักงานระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรมดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2543 ห้องไกล่เกลี่ยศาลจังหวัดยะลา จนถึงปัจจุบัน มีคดีที่มีผู้ร้องขอให้ไกล่เกลี่ย เฉพาะปี พ.ศ. 2551 มีคดีเข้ามาสู่สำนักงานแล้วประมาณ 219 คดี ดำเนินการแล้วเสร็จ 89 คดี กำลังดำเนินการ 130 คดี ดำเนินการไกล่เกลี่ยตามคำร้องขอของผู้ร้อง ภายในจังหวัดตรัง และจังหวัดใกล้เคียง เช่น ห้องไกล่เกลี่ยศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ห้องไกล่เกลี่ยศาลจังหวัดทุ่งสง ห้องไกล่เกลี่ยศาลจังหวัดปากพนัง ห้องไกล่เกลี่ยศาลจังหวัดสตูล ห้องไกล่เกลี่ยศาลจังหวัดพังงา ห้องไกล่เกลี่ยศาลจังหวัดกระบี่ ห้องไกล่เกลี่ยศาลจังหวัดยะลา ห้องไกล่เกลี่ยศาลจังหวัดยโสธร


ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชุมชน ติดต่อนาย นำ เพ็งพอรู้ อ.ก.ช. สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ประธานศูนย์ ไกล่เกลี่ย
สีทอง
ระบบไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความ

ระบบไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความมีแนวความคิดอยู่บนพื้นฐานของความสมัครใจของคู่ความ โดยผู้พิพากษาเป็นผู้ประสานให้เกิดความร่วมมือร่วมใจกัน ค้นหาสิ่งที่คู่ความทุกฝ่ายพอใจด้วยการเจรจาผ่อนปรนให้แก่กันและกันตามวิถีแห่งสังคมไทยมิใช่การค้นหาข้อเท็จจริงหรือค่าความเสียหายที่พิพากษาโต้เถียงกันด้วยการไต่สวนหรือสืบพยาน แต่กระทำโดยใช้กระบวนการที่ไม่เคร่งครัดในวิธีพิจารณาความที่ปฎิบัติต่อคดีทั่วๆไปทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 19 และมาตรา 20 ระบบการไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความเป็นกระบวนการที่ทำในศาลโดยคู่ความสามารถร้องขอให้ศาลดำเนินการไกล่เกลี่ยได้ทุกระยะและทุกชั้นศาล โดยไม่มีข้อจำกัด ค้นหาทุกสิ่งที่คู่ความทุกฝ่ยพอใจแล้วระงับข้อพิพาทด้วยการตกลงทำสัญญา ประนีประนอมยอมความกันเมื่อศาลพิพากษาตามยอมแล้วหากคู่ความฝ่ายใดไม่ปฎิบัติตาม ก็สามารถร้องขอให้บัคับคดีได้ทันทีโดยไม่ต้องฟ้องหรือร้องขอเป็นคดีขึ้นใหม่ นอกจากนี้คู่ความยังไม่รับการแบ่งเบาภาระด้วยการได้รับเงินค่าขึ้นศาลคืนทั้งหมดหรือบางส่วน ทั้งการระงับข้อพิพาทดังกล่าวเกิดจากการสมัครใจและพอใจของคู่ความไม่เกิดความรู้สึกว่าฝ่ายใดชนะฝ่ายใดแพ้คู่ความยังคงมีความรู้สึกที่ดีต่อกันเป็นการรักษาความเสียหายทางจิตใจยุติข้อพิพาทบาดหมางที่มีต่อกันเป็นหนทางทำให้คืนดีกันหรือรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้ให้มากที่สุดจึงนับได้ว่าระบบการไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความเป็นมิติใหม่ในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน

การเข้าสู่ระบบไกล่เกลี่ยคดี
มีหลักปฎิบัติ 3 ประการ
1. ผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยคดี ต้องเป็นคนละคนกับผู้พิพากษาที่จะพิจารณาคดี เพื่อทำให้คู่ความมั่นใจว่าผู้พิพากษาที่จะพิจารณาคดีไม่รู้เห็นเหตุการณ์ในการไกล่เกลี่ยสิ่งที่คู่ความต่อรองหรือยอมรับข้อเท็จจริงใดๆจะไม่มีผลต่อคดีทำให้คู่ความที่เข้าสู่ระบบการไกล่เกลี่ยกล้าที่จะเปิดเผยความจริงอันจะทำให้การเจรจาตกลงง่ายขึ้น

2. สำนวนไกล่เกลี่ยจะต้องแยกออกจากสำนวนเดิม โดยตั้งเป็นสำนวนใหม่ผูกติดกับสำนวนเดิมคล้ายกับสำนวนประเด็นเพื่อมิให้ข้อเท็จจริงที่บันทึกไว้ในการไกล่เกลี่ยปรากฎในสำนวนเดิมและหากคู่ความตกลงกันไม่ได้ก็จะปลดสำนวนไกล่เกลี่ยนั้นออกเผาทำลายเสียมิให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำไปใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้

3. ห้องไกล่เกลี่ยจะต้องแยกออกจากห้องพิจารณาคดีจัดให้มีลักษณะเป็นห้องประชุมเป็นสัดส่วนโดยเฉพาะ มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกพร้อม สร้างบรรยากาศให้เป็นกันเอง ห้องไกล่เกลี่ยที่จัดไว้เป็นการเฉพาะย่อมจะเอื้ออำนวยต่อการเจรจาขิงคู่ความให้สามารถตกลงกันได้ง่ายยิ่งขึ้น

หลักเกณฑ์ในการเข้าสู่ระบบไกล่เกลี่ยคดี
1. ตัวความ ต้องสมัครใจและเต็มใจใช้ระบบนี้ทั้ง 2 ฝ่าย ข้อตกลงที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันนั้น คู่ความทั้ง2ฝ่ายจะต้องพอใจ
2. ผู้พิพากษาผู้ไกล่เกลี่ยต้องมีความสนใจและสมัครใจที่จะเป็นผู้ไกล่เกลี่ย
3. สำนวน
-สำนวนฟ้องใหม่เมื่อโจทก์ยื่นฟ้อง เจ้าหน้าที่แผนกรับฟ้องจะมีแบบสอบถามว่าจะให้ศาลไกล่เกลี่ยหรือไม่และในหมายเรียกซึ่งส่งให้แก่จำเลยพร้อมสำเนาคำฟ้อง จะมีข้อความแจ้งจำเลยด้วยว่าหากประสงค์จะให้ศาลไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความให้ติดต่อกลับมาที่ศาล หากมีการตอบรับการไกล่เกลี่ยกลับมาก็
จะดำเนินการนำสำนวนจ่ายผู้พิพากษาทำการไกล่เกลี่ยต่อไป

- สำนวนระหว่างพิจารณา ศาลเห็นสมควรใช้ระบบไกล่เกลี่ยก็ส่งสำนวนเข้าสู่ระบบการไกล่เกลี่ยได้หรือคู่ความยื่นคำแถลงหรือแถลงด้วยวาจาขอใช้ระบบการไกล่เกลี่ย ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนก็จะส่งสำนวนเข้าสู่ระบบการไกล่เกลี่ยได้เช่นกัน

ระยะเวลาในการไกล่เกลี่ย
สำนวนควรจะอยู่ในระบบการไกล่เกลี่ยเพียง 3 เดือน อย่างช้าไม่เกิน 6 เดือน หากไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จให้ส่งคืนเข้าสู่ระบบเดิมเพื่อป้องกันมิให้มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้เป็นการประวิงคดี

ผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย
ต้องให้ผู้พิพากษาเป็นผู้ไกล่เกลี่ย เพื่อให้คู่ความทุกฝ่ายมั่นใจว่าเป็นกลางและให้ความเป็นธรรมได้ นอกจากนี้ผู้พิพากษายังชี้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้ชัดเจน ถูกต้องตรงประเด็นทั้งแนะแนวทางตกลงประนีประนอมยอมความได้ถูกต้อง เป็นธรรมตามความประสงค์ของคู่ความ
สีทอง
การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท อาจเป็นคำที่หลายคนเคยได้เห็นหรือได้ยินจากสื่อต่างๆในกรณีที่มีการพิพาทเกิดขึ้น เช่นในกรณีการพิพาทกันระหว่างนักร้องวัยรุ่นชื่อดังกับหมอดูชื่อดัง ในคดีหมิ่นประมาท ซึ่งล่าสุดศาลมีคำสั่งให้มีการไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความกันก่อนที่จะมีการไต่สวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถจะทำให้ข้อพิพาทระงับได้โดยคู่กรณีพึงพอใจทั้งสองฝ่าย คือ เป็นในแบบ WIN- WIN ในฉบับนี้จึงขอเสนอเรื่องการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเพื่อให้ผู้อ่านได้ทำความรู้จักและเข้าใจในกระบวนการการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้ดียิ่งขึ้น


การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทคือ
การยุติหรือระงับข้อพิพาทด้วยความตกลงยินยอมของคู่พิพาทเองโดยมี ผู้ไกล่เกลี่ยเป็นคนกลางคอยช่วยเหลือแนะนำและเสนอแนะแนวทางในการยุติข้อพิพาท
ผู้ไกล่เกลี่ย คือ
คนกลางที่ทำหน้าที่เสนอแนะแนวทางในการเจรจาเพื่อยุติปัญหาข้อพิพาทโดยสันติวิธี ซึ่งอาจจะเป็นผู้พิพากษา หรือบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้พิพากษาให้เป็นผู้ประนีประนอมก็ได้

วัตถุประสงค์ในการไกล่เกลี่ย

1. คู่ความยอมความ เป็นการระงับข้อพิพาททั้งหมดเมื่อคู่ความตกลงกันได้แล้ว ก็จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความและกระบวนพิจารณา ต่อจากนั้นศาลจะมีคำพิพากษาบังคับให้ตามข้อตกลงของคู่ความเรียกว่า มีคำพิพากษาตามยอม

2. โจทก์ถอนฟ้อง เป็นกรณีที่ไกล่เกลี่ยแล้วคู่ความตกลงกันได้ โดยโจทก์พอใจแล้วตกลงระงับ ข้อพิพาทด้วยการาถอนฟ้องไปเพราะไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดจากจำเลยอีก

3. คู่ความรับข้อเท็จจริง การไกล่เกลี่ยอาจทำให้คู่ความได้ทราบถึงประเด็นปัญหาข้อพิพาทที่แท้จริง แม้ไกล่เกลี่ยแล้วตกลงกันไม่ได้ทั้งหมด แต่คู่ความอาจรับข้อเท็จจริงบางประการ เป็นผลให้การดำเนินพิจารณาสืบพยานต่อไปจะกระทำเฉพาะข้อเท็จจริงที่เหลือ ซึ่งจะเป็นประเด็นปัญหาโดยแท้ของคดีเท่านั้น การรับข้อเท็จจริงนี้แม้จะไม่ทำให้ข้อพิพาทยุติลงโดยสิ้นเชิง แต่ก็มีส่วนช่วยการพิจารณาคดีสะดวกและรวดเร็วขึ้น
ข้อพิพาทที่ระงับได้ด้วยการไกล่เกลี่ย

ได้แก่ ข้อพิพาทดังต่อไปนี้
1. ข้อพิพาททางแพ่งทุกประเภท เช่น กู้ยืม ค้ำประกัน ซื้อขาย เช่าทรัพย์ ครอบครัว มรดก ฯลฯ
2. ข้อพิพาททางอาญาอันยอมความได้ เช่น บุกรุก ยักยอก ทำให้เสียทรัพย์ หมิ่นประมาท ฯลฯ
3. ข้อพิพาททางแพ่งที่เกี่ยวกับคดีอาญา สามารถไกล่เกลี่ยได้เฉพาะส่วนแพ่ง เช่น กรณีขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือ จิตใจ คดีสามารถตกลงประนีประนอมยอมความได้ในส่วนของค่าเสียหาย ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญานั้นเจ้าพนักงานตำรวจสามารถดำเนินคดีต่อไปได้
4. ข้อพิพาทอื่นๆ ได้แก่ ข้อพิพาทแรงงาน ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของประชาชน เช่น การเรียกร้องค่าจ้าง การประท้วงการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้า โรงงานกำจัดขยะมูลฝอยเป็นต้น
ข้อดีของการไกล่เกลี่ยหรือประนอมข้อพิพาท
1. สะดวก การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเป็นวิธีระงับข้อพิพาทไม่มีแบบพิธีค่อนข้างจะยืดหยุ่นและรักษาสัมพันธภาพระหว่างคู่พิพาทมากกว่าการพิจารณาคดีตามปกติของศาล
2. รวดเร็ว การไกล่เกลี่ยใช้เวลาในการดำเนินการไม่มากนักก็สามารถที่จะทราบได้ว่าคู่พิพาทจะ ตกลงกันได้หรือไม่อย่างไร หากตกลงกันได้จะทำให้คดีเสร็จสิ้นไปเร็วกว่ากระบวนการปกติ ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ก็จะส่งสำนวนคืนผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน พร้อมแจ้งผลการไกล่เกลี่ยเพื่อพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนปกติต่อไป
3. ประหยัดค่าใช้จ่าย การไกล่เกลี่ยใช้เวลาไม่มากนักทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่าง ๆ เช่น ค่าเดินทางมาศาลในแต่ละนัด ค่าป่วยการทนายความ ตลอดจนค่าดำเนินการในชั้นอุทธรณ์ ฎีกา รวมตลอดถึงชั้นบังคับคดี นอกจากนี้การประนีประนอมยอมความหรือถอนฟ้อง หากเป็นคดีแพ่งสามัญ ก็สามารถขอคืนค่าธรรมเนียมศาลเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งเป็นการแบ่งเบาภาระทางคดีของคู่พิพาทอีกประการหนึ่ง
4. รักษาสัมพันธภาพระหว่างคู่พิพาท เมื่อคู่พิพาทสามารถตกลงระงับข้อพิพาทกันได้จะทำให้ลด ข้อขัดแย้ง ข้อโต้เถียงระหว่างกัน สามารถอยู่ร่วมกัน ต่อไปซึ่งจะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย
5. สร้างความพึงพอใจให้แก่คู่ความ การไกล่เกลี่ยเป็นวิธีการที่ต้องใช้เทคนิคการเจรจาต่อรองให้ ผู้พิพาทยินยอมผ่อนปรน โอนอ่อนผ่อนตามให้แก่กันและกันโดยไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบเสียเปรียบซึ่งกันและกัน กล่าวคือ ไม่เหมือนการพิจารณาคดีตามปกติ ไม่มีการชี้ว่าฝ่ายใดถูก ฝ่ายใดผิด ฝ่ายใดแพ้ ฝ่ายใดชนะ อันก่อให้เกิดความรู้สึกเสียศักดิ์ศรี และทำให้ที่พึงพอใจของคู่พิพาท
6. รักษาชื่อเสียงและรักษาความลับทางธุรกิจของคู่พิพาท กระบวนการไกล่เกลี่ยดำเนินการ เป็นความลับ พยานหลักฐาน ข้อมูลที่นำเสนอในชั้นนี้ไม่สามารถนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานอ้างอิงในขั้นศาลได้เว้นแก่ผู้พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งจะยินยอม
7. สร้างความสงบสุขให้แก่ชุมชน การไกล่เกลี่ยสามารถทำให้คู่พิพาทกลับไปอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขตลอดจนร่วมกันพัฒนาสังคมของตนต่อไป
8. แบ่งเบาภาระทางคดีของศาล ข้อพิพาทที่สามารถตกลงกันได้ก็สามรถตกลงกันได้ก็จะทำให้คดีไม่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล คดีเสร็จไปไม่ค้างการพิจารณาเป็นส่วนมาก
9. สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ประเทศชาติ เมื่อข้อพิพาทเกิดขึ้นน้อย ปริมาณคดีที่ขึ้นสู่ศาลก็ลดลงยังให้งบประมาณในส่วนนี้ลดลง สังคมก็จะอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข สามารถร่วมกันพัฒนาชุมชน ไม่ก่อให้เกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ

วิธีการและขั้นตอนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
1. กรณีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนวันนัด
1.1 โจทก์อาจแสดงความประสงค์ต่อศาล เพื่อขอให้ศาลนำคดีเข้าสู่ระบบการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทในศาลเมื่อโจทก์ดำเนินการยื่นฟ้องคดี หรือจำเลยเมื่อได้รับสำเนาคำฟ้องหรือหนังสือเชิญชวนเข้าสู่ระบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท อาจแจ้งความประสงค์มายังศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเพื่อขอไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกับคู่พิพาท
1.2 ภายหลังที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้รับแจ้งความประสงค์ของคู่พิพาทแล้วจะประสานกับคู่พิพาทเพื่อกำหนดนัดวันไกล่เกลี่ยและแจ้งให้คู่พิพาททุกฝ่ายทราบ
2. กรณีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างการพิจารณาคดีของศาล
2.1 คู่ความสามารถขอให้ศาลใช้ระบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในเวลาใด ๆ ก็ได้ในระหว่างการพิจารณาคดีหรือศาลอาจเห็นสมควรให้ไกล่เกลี่ยคดีให้อยู่ระหว่างการพิจารณาก็ได้
2.2 ผู้พิพากษาส่งคดีเข้าสู่ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประจำศาลดำเนินการ
2.3 ผู้พิพากษาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยหรือผู้ประนีประนอมประจำศาลซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ขึ้นทะเบียนไว้ดำเนินการไกล่เกลี่ย
2.4 ถ้าตกลงกันได้อาจมีการถอนฟ้อง ถอนคำร้องทุกข์ หรือศาลมีคำพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่ความตกลงยินยอมจัดทำขึ้น
การสิ้นสุดการไกล่เกลี่ย
1. เมื่อมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความด้วยความยินยอมและพึงพอใจของคู่พิพาท
2. เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์ที่จะดำเนินการไกล่เกลี่ยต่อไป
3. เมื่อผู้ไกล่เกลี่ยสั่งให้ยุติการไกล่เกลี่ยเนื่องจากคู่พิพาทไม่สามารถตกลงกันได้
ซึ่งในระบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทนั้น สำนักกฎหมายได้นำมาใช้ในการดำเนินคดีแก่ลูกค้าด้วย เพื่อให้คดีเสร็จไปอย่างรวดเร็วบนความพึงพอใจของทั้งสองฝ่ายโดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างเป็นอย่างดี






สีทอง
คำถาม : สามีเป็นอัมพาตภรรยาจะเป็นผู้อนุบาล
กรณีนาย ก. เป็นอัมพาตไม่สามารถประกอบการงานได้และมีทรัพย์สินที่เกิดขึ้นระหว่างสมรสกับนาง ข. นางข. ภรรยาจะร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งแต่งตั้งเป็นผู้อนุบาลนาย ก. สามีและจัดการทรัพย์สินของนาย ก. ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้จะต้องร้องขอต่อศาลใด?


คำตอบ :
การร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้บุคคลใดเป็นคนไร้ความสามารถ และแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาล ต้องได้ความว่าบุคคลนั้นเป็นบุคคลวิกลจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 28 ทั้งนี้ คำว่า "บุคคลวิกลจริต" ตามมาตรา ๒๘ มิได้หมายเฉพาะถึงบุคคลผู้มีจิตผิดปกติ หรือตามที่เข้าใจทั่ว ๆ ไปว่าเป็นบ้าเท่านั้น แต่หมายรวมถึงบุคคลที่มีกิริยาอาการผิดปกติ เพราะสติวิปลาส คือ ขาดความรำลึก ขาดความรู้สึก และขาดความรู้สึกผิดชอบด้วย เพราะบุคคลดังกล่าวนี้ไม่สามารถประกอบกิจการของตน หรือประกอบกิจการส่วนตัวของตนได้ทีเดียว หากบุคคลดังกล่าวเพียงแต่มีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบแต่ยังไม่ถึงขั้นวิกลจริตก็ยังไม่อาจร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถได้

การที่บุคคลใดมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือประพฤติสุรุ่ยสุร่ายเสเพลเป็นอาจิณ หรือติดสุรายาเมา หรือมีเหตุอื่นใดทำนองเดียวกันนั้น จนไม่สามารถจะจัดทำการงานโดยตนเองได้หรือจัดกิจการไปในทางที่อาจจะเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนเองหรือครอบครัว คู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้ปกครอง ผู้ซึ่งปกครองดูแลบุคคลนั้นอยู่ หรือพนักงานอัยการ สามารถร้องขอต่อศาล ให้ศาลสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และแต่งตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้พิทักษ์ก็ได้ตามมาตรา 32 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

กรณีที่ป่วยเป็นอัมพาต ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาไว้ในคำพิพากษาฎีกาที่ 912/2520 ดังนี้ ค.อายุ ๗๔ ปี ป่วยเป็นโรคเบาหวาน และเป็นอัมพาตมานานประมาณ ๑๓ เดือน มือเท้าข้างขวาและร่างกายแถบซีกด้านขวาเคลื่อนไหวไม่ได้ เคลื่อนไหวได้เฉพาะแถบซีกด้านซ้าย ลุกขึ้นยังไม่ได้ นั่งได้ คลานไปในระยะใกล้ๆ ได้ เข้าใจคำถามได้ดี สามารถตอบคำถามได้บ้าง แพทย์รักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้น จึงเป็นบุคคลไม่สามารถจะจัดการงานของตนเองได้เพราะกายพิการ สมควรถูกสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความพิทักษ์ของผู้ร้อง

การที่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ กับเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถเกิดผลในทางกฎหมายต่างกันดังนี้

เมื่อศาลได้มีคำสั่งให้บุคคลใดเป็นคนไร้ความสามารถแล้ว หากคนไร้ความสามารถทำนิติกรรมใดๆ ผลของการทำนิติกรรมดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆียะ ตามมาตรา ๒๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ถ้ามีความจำเป็นในการจัดการทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถตามมาตรา 1574 อาทิ

(1) ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนอง ปลดจำนอง หรือ โอนสิทธิจำนองซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้
(2)กระทำให้สุดสิ้นลงทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งทรัพยสิทธิของคนไร้ความสามารถ อันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์
(3) ก่อตั้งภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บกิน ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอื่นใดในอสังหาริมทรัพย์
(4) จำหน่ายไปทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งสิทธิเรียกร้องที่จะให้ได้มา ซึ่งทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้ หรือสิทธิเรียกร้องที่จะให้ทรัพย์สินเช่นว่านั้นของคนไร้ความสามารถปลอดจากทรัพยสิทธิที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินนั้น
(5)ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินสามปี
(6)ก่อข้อผูกพันใดๆที่มุ่งให้เกิดผลตาม(1)(2)หรือ(3)
(7)ให้กู้ยืมเงิน
(8)ให้โดยเสน่หา เว้นแต่จะเอาเงินได้ของผู้เยาว์ให้แทนผู้เยาว์เพื่อ การกุศลสาธารณะ เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา ทั้งนี้ พอสมควรแก่ฐานานุรูปของผู้เยาว์
(9)รับการให้โดยเสน่หาที่มีเงื่อนไขหรือค่าภาระติดพัน หรือไม่รับการให้โดยเสน่หา
(10) ประกันโดยประการใด ๆ อันอาจมีผลให้ผู้ไร้ความสามารถต้องถูกบังคับ ชำระหนี้ หรือทำนิติกรรมอื่นที่มีผลให้ผู้เยาว์ต้องรับเป็นผู้รับชำระหนี้ของบุคคลอื่นหรือแทนบุคคลอื่น
ผู้อนุบาลต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้กระทำการดังกล่าว

กรณีศาลมีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถยังมีความสามารถที่จะทำนิติกรรมใด ๆ ได้ด้วยตนเอง เว้นแต่นิติกรรมบางประการที่ต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนจึงจะกระทำได้ อันได้แก่

(1) การนำทรัพย์สินไปลงทุน

(2) รับคืนทรัพย์สินที่ไปลงทุน ต้นเงิน หรือทุนอย่างอื่น

(3) กู้ยืมหรือให้กู้ยืมเงิน ยืมหรือให้ยืมสังหาริมทรัพย์อันมีค่า

(4) รับประกันโดยประการใดๆ อันมีผลให้ตนต้องถูกบังคับชำระหนี้

(5) เช่าหรือให้เช่าสังหาริมทรัพย์มีกำหนดระยะเวลาเกินกว่าหกเดือน หรือ อสังหาริมทรัพย์มีกำหนดระยะเวลาเกินกว่าสามปี

(6) ให้โดยเสน่หา เว้นแต่การให้ที่พอสมควรแก่ฐานานุรูป เพื่อการกุศล การสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา

(7) รับการให้โดยเสน่หาที่มีเงื่อนไขหรือค่าภาระติดพัน หรือไม่รับการให้โดยเสน่หา

(8) ทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจะได้มาหรือปล่อยไปซึ่งสิทธิในอสังหาริมทรัพย์หรือใน สังหาริมทรัพย์อันมีค่า

(9) ก่อสร้างหรือดัดแปลงโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือซ่อมแซมอย่างใหญ่

(10) เสนอคดีต่อศาล หรือดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ

(11) ประนีประนอมยอมความหรือมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย

แต่กรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะกระทำการอย่างหนึ่งใดได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลจะสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการนั้นแทนตนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับผู้อนุบาลมาใช้บังคับแก่ผู้พิทักษ์โดยอนุโลม ดังนั้นหากมีการจัดการทรัพย์สินของผู้เสมือนไร้ความสามารถ ตามมาตรา 1574 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้พิทักษ์ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลจึงจะกระทำการเหล่านี้ได้

ซึ่งการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ หรือขอทำนิติกรรมแทนคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ ต้องยื่นต่อศาลเยาวชนและครอบครัวที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือ ศาลศาลเยาวชนและครอบครัวที่มูลคดีเกิด หากจังหวัดใดไม่มีศาลเยาวชนและครอบครัว หรือไม่มีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลจังหวัดต้องยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดนั้นๆ

กรณีที่ยังไม่มีคำสั่งศาลว่า นาย ก. ผู้เป็นสามี เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ในการจัดการสินสมรสดังต่อไปนี้

(1) ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนองปลดจำนอง หรือโอนสิทธิจำนอง ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์อันอาจจำนองได้

(2) ก่อตั้งหรือกระทำให้สิ้นสุดลงทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บกิน หรือภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์

(3) ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินสามปี

(4) ให้กู้ยืมเงิน

(5) ให้โดยเสน่หา เว้นแต่การให้ที่พอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา

(6) ประนีประนอมยอมความ

(7) มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย

(8) นำทรัพย์สินไปเป็นประกันหรือหลักประกันต่อเจ้าพนักงานหรือศาล

สามีและภริยาต้องจัดการร่วมกัน หรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง การจัดการสินสมรสนอกจากสามีหรือภริยาจัดการได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง

สีทอง

กฎหมายเกี่ยวกับการตาย

สิ่งที่จะต้องทำหลังจากการตาย
เมื่อมีการจบสิ้นชีวิต หรือมีการตายเกิดขึ้นผู้ที่มีความเกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้
๑. ต้องแจ้งการตาย(ภายใน ๒๔ ชั่วโมง)
๒. ต้องจัดการมรดกของผู้ตาย


ผู้มีหน้าที่แจ้ง แบ่งออกเป็น ๒ กรณี ดังต่อไปนี้
๑. กรณีตายในบ้าน เจ้าบ้านหรือผู้พบเห็นหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย มีหน้าที่แจ้งการตายต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้ง ภายใน ๒๔ ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ตายหรือเวลาที่พบเห็นศพ
๒.กรณีตายนอกบ้าน บุคคลที่ไปรับหรือผู้พบศพหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย มีหน้าที่ที่จะแจ้งการตายต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือ ตำรวจ ตามแต่สะดวกในโอกาสแรก ภายใน ๒๔ ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ตายหรือเวลาที่พบศพ

สถานที่แจ้งการตาย
๑. กรณีตายนอกเขตเทศบาล ให้แจ้งการตายที่สำนักงานทะเบียนตำบล ส่วนมากจะตั้งอยู่ที่บ้านกำนันหรือบ้านของผู้ใหญ่บ้าน
๒. กรณีตายในเขตเทศบาล ให้แจ้งการตายที่สำนักงานท้องถิ่นเทศบาล ซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงานเทศบาล
๓. กรณีตายในกรุงเทพมหานคร ให้แจ้งตายที่สำนักงานทะเบียนเขตท้องที่ ซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงานเขต
๔. กรณีตายในต่างประเทศ ให้ผู้รู้เห็นการตายไปแจ้งการตาย ณ สถานกงสุลหรือสถานฑูตไทย ณ ประเทศนั้นๆ

หลักฐานที่จะต้องแสดงในการแจ้งตาย
๑. หนังสือรับรองการตายหรือสาเหตุการตายของแพทย์ หรือพนักงานตรวจศพ หรือพนักงานสอบสวนกรณีตายโดยอุบัติเหตุ
๒. บัตรประจำตัว หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ของผู้แจ้งและของผู้ตาย
๓. สำเนาทะเบียน (กรณีคนในท้องที่ตายในท้องที่)
๔. จะต้องทราบว่า ศพของผู้ตายจะดำเนินการอย่างไร? (ฝัง เก็บ เผา ที่ไหน เมื่อไร)
๕. หนังสือรับรองการแจ้งการตายของกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน (กรณีตายในท้องถิ่นที่มีกำนันและผู้ใหญ่บ้า
น)


การแจ้งการตายเกินกำหนดเวลา
ผู้แจ้งการตายจะต้องไปยื่นคำร้องแจ้งการตายต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้ง และจะต้องทราบข้อมูลเช่นเดียวกับแจ้งการตายในกำหนดเวลา โดยจะต้องนำหลักฐานเช่นเดียวกับการแจ้งตายในกำหนดเวลาไปแสดง พร้อมทั้งต้องนำพยานบุคคลสอบสวนสาเหตุที่ไม่แจ้งภายในกำหนด คือ เจ้าบ้าน หรือผู้พบศพ และพยานผู้รู้เห็นอย่างน้อย ๒ คน


หลักฐานการรับแจ้ง

เมื่อนายทะเบียนรับแจ้งการตายแล้ว จะออกใบมรณบัตรให้แก่ผู้แจ้งเก็บไว้เป็นหลักฐาน


การจำหน่ายชื่อผู้ตาย

การจำหน่ายชื่อผู้ตายออกจากทะเบียนบ้านนั้น ต้องนำใบมรณบัตรตอนที่ ๒ ไปจำหน่ายชื่อผู้ตายตามภูมิลำเนาที่ผู้ตายมีชื่อในทะเบียนบ้านนั้น


การจัดการมรดกผู้ตาย

เมื่อมีการตายเกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นการตายตามธรรมชาติ หรือตายโดยผลของกฎหมาย คือ สาปสูญ ทรัพย์สินของผู้ตายจะกลายเป็นมรดกตกทอดไปยังทายาทที่มีชีวิตอยู่ต่อไป กฎหมายที่เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะมรดก แต่มีข้อยกเว้นไม่ให้ใช้บังคับ ในกรณ๊ที่โจทก์และจำเลยเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม และมีภูมิเนาอยู่ใน ๔ จังหวัดภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล
ทรัพย์มรดกหรือมรดก คือ ทรัพย์สินของผู้ตาย ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์(ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้)สังหาริมทรัพย์(ทรัพย์ ที่เคลื่อนที่ไม่ได้) ลิขสิทธิ์ สิทธิในเครื่องหมายการค้า ค่าแห่งความนิยมที่ถือว่าเป็นทรัพย์สิน หุ้นในห้างหุ้นส่วนบริษัท สิทธิเรียกร้องอันมีค่าหรือราคาเป็นเงินได้ หน้าที่และความรับผิดชอบต่างๆ
แต่ในบางกรณี สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่างๆของผู้ตาย อาจไม่ใช่มรดกก็ได้ เพราะเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายที่จะต้องกระทำเอง เช่น การเขียนภาพ การร้องเพลง เป็นต้น
ผู้มีสิทธิ์ได้รับมรดก
เมื่อบุคคลตาย มรดกของผู้ตายจะตกทอดให้แก่ใครนั้น พิจารณาจากความตั้งใจของผู้ตายเป็นสำคัญว่า มีความประสงค์จะยกมรดกให้แก่ใคร ให้เป็นไปตามพินัยกรรม แต่ถ้าผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ จึงจะพิจารณาตามกฎหมาย ซึ่งได้แก่ญาติพี่น้องของผู้ตาย
ดังนั้น ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามกฎหมาย จึงแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ
๑. ทายาทที่มีสิทธิตามกฎหมาย เรียกว่า ทายาทโดยธรรม
๒. ทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรม เรียกว่า ผู้รับพินัยกรรม
ทายาทโดยธรรม หมายถึง บุคคลที่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตามกฎหมาย โดยจะต้องเป็นคู่สมรสและญาติของผู้ตายเท่านั้น
คู่สมรส คู่สมรสที่มีสิทธิได้รับมรดกนั้น ต้องเป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย และมีสิทธิได้รับมรดกเสมอ ไม่ว่าผู้ตายจะมีทายาทลำดับใด
ญาติ ญาติที่มีสิทธิได้รับมรดกมี ๖ ประเภท เรียงลำดับผู้มีสิทธิ์ได้รับมรดกก่อนหลังดังนี้
๑. ผู้สืบสันดาน (ผู้สืบสายโลหิตโดยตรงลงมาของเจ้าของมรดก ได้แก่ บุตร หลาน เหลน และสืบต่อไปจนขาดสาย)
๒. บิดามารดา
๓. พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
๔. พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน
๕. ปู่ ย่า ตา ยาย
๖. ลุง ป้า น้า อา
ญาติที่สนิทที่สุดมีสิทธิได้รับมรดกเหนือกว่าญาติที่อยู่ห่างออกไป หากญาติที่สนิทที่สุดยังมีชีวิตอยู่ ญาติที่สนิทรองลงไปจะไม่มีสิทธิได้รับมรดกเลย

บุตรที่มีสิทธิรับมรดกได้จะต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งประกอบไปด้วย
๑. บุตรที่เกิดจากบิดามารดาที่เป็นสามีภรรยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย
๒. บุตรที่เกิดจากบิดาได้จดทะเบียนตามกฎหมายว่าเป็นบุตรก่อนบิดาตาย
๓. บุตรที่ศาลพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นบุตรของบิดาก่อนบิดาตาย
๔. บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้แสดงรับรองว่าเป็นบุตร
๕. บุตรบุญธรรมที่จดทะเบียนโดยถูกต้องตามกฎหมาย

ตามที่ได้ชมหนังเรื่อง Happy birthday นั้น ได้เห็นถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของ หนุ่มสาวคู่หนึ่ง นั่นคือ พระเอกและนางเอกของเรื่อง

ซึ่งมีเหตุการณ์ที่จะวิเคราะห์หรืออกความคิดเห็น คือ

ทั้งสองคนได้รักกันและนัดเจอกันที่ร้าน ร้านหนึ่ง ซึ่งวันนั้นเป็นวันเกิดของพระเอกด้วยความที่สองคนนั้นรักกัน และได้สัญญากันว่า

จะดูแลกันให้ดีทีสุด จนกว่าจะจากกันไป แต่แล้วนางเอกก็ประสบอุบัติเหตุขึ้นในขณะที่จะเอาของขวัญวันเกิดมาให้พระเอก

ในเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้นางเอกเปลี่ยนไป คือไม่สามารถหายใจด้วยตัวเอง
(สมองตาย)ได้ซึ่งพระเอกก็ทำทุกอย่างเพื่อที่จะไม่ให้นางเอกจากไป

ซึ่งพ่อและแม่ของนางเอกนั้น จะทำการถอดเครื่องช่วยหายใจออก เพื่อที่จะไม่ให้ลูกสาวต้องทนทรมาน

เหตุการณ์นี้ได้มีกฏหมายประกาศใช้มานานแล้วในต่างประเทศ ผู้ซึ่งเป็นผู้ปกครองหรือบิดา มารดามีสิทธิเหนือใครที่จะตัดสินใจ แต่ความเห็นของผม มีความคิดเห็นตรงกับกฏหมายที่ใช้กัน

เพราะมีความคิดเห็นว่า ในเหตุการณ์อย่างนั้น (สมองตาย) ไม่ควรที่จะทนทรมานผู้ป่วยหรือรักษาต่อไป คนที่มีสิทธิตัดสินใจคือ พ่อ แม่ของผู้ป่วย เพราะคนเรานั้นต้องยอมรับในกฏนี้ ซึ่งแต่ละศาสนาก็สอนมาอย่างนั้นเหมือนกันทุกศาสนา เป็นเรื่องหรือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องเผชิญหรือสู้กับมัน คนที่อยู่ก็ต้องต่อสู้กับชีวิตต่อไป
gf260
สวัสดีครับ

ผมขอถามหน่อยครับ ไม่ทราบว่าถ้าจะปรึกษาเกี่ยวกับ เรื่องหมู่บ้านจัดสรร ทำผิดสัญญา ได้ไหมครับ
สีทอง
QUOTE(gf260 @ May 24 2010, 09:22 PM) *
สวัสดีครับ

ผมขอถามหน่อยครับ ไม่ทราบว่าถ้าจะปรึกษาเกี่ยวกับ เรื่องหมู่บ้านจัดสรร ทำผิดสัญญา ได้ไหมครับ


ผิดสัญญาเรื่องอะไรครับ ขอรายละเอียดมากกว่านี้หนอ่ยครับ
gf260
ขอบคุณครับ

เรื่องทีเป็นปัญหาอยู่ตอนนี้คือ ทางโครงการสร้างบ้านและถนนภายในโครงการ ต่ำกว่าที่ได้ขออนุญาติจัดสรรที่ดินไว้ครับ

เรื่องมันเริ่มต้น เมื่อปีที่แล้ว ช่วงฤดูฝน เกิดฝนตกในโครงการอย่างหนัก แล้วก็เกิดน้ำท่วมโครงการครับ




หลังจากนั้นก็เลยมีการพูดคุยกันระหว่างลูกบ้าน ว่าทำไมโครงการที่เป็นโครงการใหม่ ถึงมีปัญหาน้ำท่วมได้ จึงได้มีการให้วิศวะกรที่เป็นเจ้าของบ้านในโครงการ

ลองทดสอบวัดค่าระดับของถนนในโครงการ จึงพบว่า ระดับถนนในโครงการต่ำกว่าระดับถนนหน้าโครงการ เฉลี่ย 45 ( 30-70 ) cm. โดยด้านหน้าโครงการจะสูง

และบ้านที่อยู่ด้านในสุดของโครงการจะต่ำสุด ( โดยเฉลี่ย )

จากนั้นจึงได้เริ่มมีการรวบรวมเอกสารต่างๆ เช่น หนังสือขออนุญาติจัดสรรที่ดิน แบบแปลนโครงการ แบบระบบบำบัดและระบายน้ำของโครงการ เพื่อนำมาศึกษา

แล้วก็พบว่า เนื้อหาของหนังสืออนุญาติจัดสรรที่ดินระบุว่า ถนนภายในโครงการต้องสูงเท่ากับถนนสาธารณะด้านหน้าโครงการ และระดับบ้านจะต้องสูงกว่าถนน 20-

30 เซ็นติเมตร ( อันนี้จำตัวเลขไม่ได้ แต่เอกสารมีครับ ) จึงได้ยื่นเรื่อง ไปยัง สคบ. และ ศูนย์ดำรงธรรม แล้วก็ยังไม่มีการแก้ไขในจุดนี้ครับ

นี่เป็นรูป ที่ทางราชการ ได้เข้ามาตรวจสอบ เรื่องระดับครับ



โดยภายหลังตรวจสอบ ก็พบว่าต่ำจริง โดยทางสำนักงานที่ดิน ก็ได้ออกหนังสือระบุชัดเจนว่า ต่ำจริง ( เอกสารมีครบครับ )

แต่ก็ยังคงไม่มีการแก้ปัญหาใดๆครับ ล่าสุด เมื่อช่วงสัปดาห์ก่อนสงกราน ทางคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน ได้เรียกตัวแทนลูกบ้าน เข้าไปชี้แจงปัญหา รวมถึงได้เรียกตัว

แทนของโครงการเข้าไปด้วย ภายหลังการประชุม ก็มีการส่งรายงานการประชุมกลับมาให้ลูกบ้าน โดยในรายงานการประชุม ก็มีการระบุชัดว่าทางโครงการยอมรับข้อ

ผิดพลาดในจุดนี้ ( เอกสารมีครับ วันนั้นรองผู้ว่าราชการเป็นประธาน )

โดยตลอดมาทางโครงการมักจะเลี่ยง ไม่ตอบ ๆม่เสนอทางแก้ปัญหาในเรื่องระดับต่ำ โดยจะมุ่งไปดูปัญหาเรื่องระบบการระบายน้ำ บำบัดน้ำ เพื่อป้องกันน้ำท่วม

มากกว่า ซึ่งในเรื่องนี้ก็มีการแก้ไข ทำให้ไม่ตรงกับเอกสารขออนุญาติจัดสรรที่ดินด้วยครับ โดยเดิมโครงการขออนุญาติเชื่อมท่อระบายน้ำโครงการ กับท่อระบายน้ำเดิม

ที่มีอยู่แล้ว แต่ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ทางโครงการไม่เชื่อมท่อตามที่ขอไว้ แต่ได้สนับสนุน อบต. ให้สร้างท่อใหม่ ตามรูปครับ





นอกจากนี้ ยังเกิดความสงสัยในระบบบำบัดน้ำเสียของทางโครงการด้วย เนื่องจากทางโครงการให้แบบมา แล้วก็ส่งวิศวะมาอธิบายระบบแล้ว พบว่า ปกติระบบจะมีการ

สูบน้ำจากบ่อพัก เพื่อเข้าระบบบำบัดน้ำก่อนปล่อยออกท่อสาธารณะด้วยแรงดันตามธรรมชาติ จากสูงไปต่ำ แต่ในความจริง ระบบกลับต้องอาศัยปั๊มน้ำฉุกเฉินซึ่งออก

แบบมาให้ทำงานแค่ช่วงที่ฝนตกหนักน้ำระบายไม่ทันเท่านั้น ซึ่งปัจจุบัน ปั๊มน้ำฉุกเฉิน ถูกใช้เพื่อสูบน้ำออกตลอดเวลา แม้ช่วงที่ไม่มีฝนตก ตลอดหน้าร้อน ซึงก็จะส่ง

ผลต่อค่าใช้จ่ายส่วนกลางในอนาคตอีก (ส่วนนี้ก็มีสำเนาแบบบ่อบำบัดด้วยครับ)

นี่เกี่ยวกับระบบบำบัดน้ำครับ



ผลกระทบที่เกิดขึ้นตอนนี้ อย่างง่ายๆ คือ มีน้ำขังในท่อระบายน้ำ เกิดกลิ่นเหม็น และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงด้วยครับ

ทั้งที่เป็นหน้าร้อน ไม่มีฝนมานาน แต่ก็พบว่าน้ำขังอยู่ในท่อระบายน้ำ เกือบเต็มความจุของท่อเลยครับ





โอย พิมเหนื่อย msn-cry.gif

เอกสารอาจจะต้องขอสงวนไว้ก่อนนะครับ แต่แจ้งให้ทราบไว้ประกอบ ว่ามีเอกสารต่างๆตามนั้น

รวมถึงสำเนาหนังสือต่างๆที่ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆด้วย

สุดท้าย อยากทราบว่า จะดำเนินการให้ถึงที่สุดได้อย่างไรบ้าง ครับ thumbdown.gif


ปล. สามารถติดตามและให้คำแนะนำเพิ่มได้ที่ จิ้มเบาๆตรงนี้นะครับ
สีทอง
QUOTE(gf260 @ May 24 2010, 11:18 PM) *
ขอบคุณครับ

เรื่องทีเป็นปัญหาอยู่ตอนนี้คือ ทางโครงการสร้างบ้านและถนนภายในโครงการ ต่ำกว่าที่ได้ขออนุญาติจัดสรรที่ดินไว้ครับ

เรื่องมันเริ่มต้น เมื่อปีที่แล้ว ช่วงฤดูฝน เกิดฝนตกในโครงการอย่างหนัก แล้วก็เกิดน้ำท่วมโครงการครับ




หลังจากนั้นก็เลยมีการพูดคุยกันระหว่างลูกบ้าน ว่าทำไมโครงการที่เป็นโครงการใหม่ ถึงมีปัญหาน้ำท่วมได้ จึงได้มีการให้วิศวะกรที่เป็นเจ้าของบ้านในโครงการ

ลองทดสอบวัดค่าระดับของถนนในโครงการ จึงพบว่า ระดับถนนในโครงการต่ำกว่าระดับถนนหน้าโครงการ เฉลี่ย 45 ( 30-70 ) cm. โดยด้านหน้าโครงการจะสูง

และบ้านที่อยู่ด้านในสุดของโครงการจะต่ำสุด ( โดยเฉลี่ย )

จากนั้นจึงได้เริ่มมีการรวบรวมเอกสารต่างๆ เช่น หนังสือขออนุญาติจัดสรรที่ดิน แบบแปลนโครงการ แบบระบบบำบัดและระบายน้ำของโครงการ เพื่อนำมาศึกษา

แล้วก็พบว่า เนื้อหาของหนังสืออนุญาติจัดสรรที่ดินระบุว่า ถนนภายในโครงการต้องสูงเท่ากับถนนสาธารณะด้านหน้าโครงการ และระดับบ้านจะต้องสูงกว่าถนน 20-

30 เซ็นติเมตร ( อันนี้จำตัวเลขไม่ได้ แต่เอกสารมีครับ ) จึงได้ยื่นเรื่อง ไปยัง สคบ. และ ศูนย์ดำรงธรรม แล้วก็ยังไม่มีการแก้ไขในจุดนี้ครับ

นี่เป็นรูป ที่ทางราชการ ได้เข้ามาตรวจสอบ เรื่องระดับครับ



โดยภายหลังตรวจสอบ ก็พบว่าต่ำจริง โดยทางสำนักงานที่ดิน ก็ได้ออกหนังสือระบุชัดเจนว่า ต่ำจริง ( เอกสารมีครบครับ )

แต่ก็ยังคงไม่มีการแก้ปัญหาใดๆครับ ล่าสุด เมื่อช่วงสัปดาห์ก่อนสงกราน ทางคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน ได้เรียกตัวแทนลูกบ้าน เข้าไปชี้แจงปัญหา รวมถึงได้เรียกตัว

แทนของโครงการเข้าไปด้วย ภายหลังการประชุม ก็มีการส่งรายงานการประชุมกลับมาให้ลูกบ้าน โดยในรายงานการประชุม ก็มีการระบุชัดว่าทางโครงการยอมรับข้อ

ผิดพลาดในจุดนี้ ( เอกสารมีครับ วันนั้นรองผู้ว่าราชการเป็นประธาน )

โดยตลอดมาทางโครงการมักจะเลี่ยง ไม่ตอบ ๆม่เสนอทางแก้ปัญหาในเรื่องระดับต่ำ โดยจะมุ่งไปดูปัญหาเรื่องระบบการระบายน้ำ บำบัดน้ำ เพื่อป้องกันน้ำท่วม

มากกว่า ซึ่งในเรื่องนี้ก็มีการแก้ไข ทำให้ไม่ตรงกับเอกสารขออนุญาติจัดสรรที่ดินด้วยครับ โดยเดิมโครงการขออนุญาติเชื่อมท่อระบายน้ำโครงการ กับท่อระบายน้ำเดิม

ที่มีอยู่แล้ว แต่ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ทางโครงการไม่เชื่อมท่อตามที่ขอไว้ แต่ได้สนับสนุน อบต. ให้สร้างท่อใหม่ ตามรูปครับ





นอกจากนี้ ยังเกิดความสงสัยในระบบบำบัดน้ำเสียของทางโครงการด้วย เนื่องจากทางโครงการให้แบบมา แล้วก็ส่งวิศวะมาอธิบายระบบแล้ว พบว่า ปกติระบบจะมีการ

สูบน้ำจากบ่อพัก เพื่อเข้าระบบบำบัดน้ำก่อนปล่อยออกท่อสาธารณะด้วยแรงดันตามธรรมชาติ จากสูงไปต่ำ แต่ในความจริง ระบบกลับต้องอาศัยปั๊มน้ำฉุกเฉินซึ่งออก

แบบมาให้ทำงานแค่ช่วงที่ฝนตกหนักน้ำระบายไม่ทันเท่านั้น ซึ่งปัจจุบัน ปั๊มน้ำฉุกเฉิน ถูกใช้เพื่อสูบน้ำออกตลอดเวลา แม้ช่วงที่ไม่มีฝนตก ตลอดหน้าร้อน ซึงก็จะส่ง

ผลต่อค่าใช้จ่ายส่วนกลางในอนาคตอีก (ส่วนนี้ก็มีสำเนาแบบบ่อบำบัดด้วยครับ)

นี่เกี่ยวกับระบบบำบัดน้ำครับ



ผลกระทบที่เกิดขึ้นตอนนี้ อย่างง่ายๆ คือ มีน้ำขังในท่อระบายน้ำ เกิดกลิ่นเหม็น และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงด้วยครับ

ทั้งที่เป็นหน้าร้อน ไม่มีฝนมานาน แต่ก็พบว่าน้ำขังอยู่ในท่อระบายน้ำ เกือบเต็มความจุของท่อเลยครับ





โอย พิมเหนื่อย msn-cry.gif

เอกสารอาจจะต้องขอสงวนไว้ก่อนนะครับ แต่แจ้งให้ทราบไว้ประกอบ ว่ามีเอกสารต่างๆตามนั้น

รวมถึงสำเนาหนังสือต่างๆที่ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆด้วย

สุดท้าย อยากทราบว่า จะดำเนินการให้ถึงที่สุดได้อย่างไรบ้าง ครับ thumbdown.gif


ปล. สามารถติดตามและให้คำแนะนำเพิ่มได้ที่ จิ้มเบาๆตรงนี้นะครับ


เท่าที่ผมอ่านรายละเอียดทั้งรูปถ่ายและคลิป ถือว่ามีหลักฐานแน่นหนาพอสมควรนะครับ

เรื่องพวกนี้เป็นคดีผู้บริโภค ก่อนอื่นต้องถามก่อนว่า คุณต้องการให้เจ้าของบ้านจัดสรร ปรับปรุงพื้นที่

หรือให้ใช้ค่าเสียหาย ถ้าเป็นคดีผู้บริโภค เราสามารถฟ้องคดีได้เองครับ คดีพวกนี้จะรวดเร็วกว่าคดีปรกติครับ

การร้องเรียนเข้าไปตามหน่วยงานต่างๆจะช้าเพราะต้องต่อคิวของคนที่ร้องเรียนก่อนเรานะครับ

คดีผู้บริโภคนี้ เป็นกฎหมายใหม่ที่เิกิดขึ้นมาไม่นานนี้ เป็นกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภตอย่างเราๆท่านๆ

ที่โดนผู้ประกอบการเอาเปรียบ ถามว่าทำไมต้องฟ้องร้องคดี อย่างที่ผมกล่าวตอนต้อนว่าคดีผู้บริโภคจะพิจารณาเร็วกว่า

ปรกติกว่าคดีทั่วๆไป ถ้าเราชนะคดี ก็จะนำคำพากษาของศาลมาบังคับให้จำเลยปฎิบิติตาม เช่นศาลมีคำสั่งให้เจ้าของหมู่บ้าน

ปรับปรุงถนนหรือท่อะบายน้ำให้เสร็จภายใน90วันนับจากมีคำิพิพากษา อันนี้ผมยกตัวอย่างนะครับ ผมก็ไม่อยากสนับสนุนให้คนเรา

ต้องมาสู้ความกันหรอกครับ แต่เมื่อคุยกันดีๆ เขาไม่ยอมทำ เราก็ต้องอาศัยอำนาจกฎหมายในการบังคับ

ล่าสุดผมก็ฟ้องสตูดิโอแต่งงานไป ศาลนัดวันที่14มิถุนายน 2553 ผมฟ้องเมื่อวันที่30เมษายน2553

เป็นคดีผู้บริโภคเหมือนกัน ผมว่าก็รวดเร็วพอสมควรนะครับ สำหรับคดีผบ(ผู้บริโภค)

ยังไงรบกวนติดต่อผมกลับด้วยแล้วกันจะได้คุยรายละเอียดกัน เบอร์โทรผมให้ทางpmแล้วครับ
สีทอง
จากเรื่องข้อพิพาทที่เกิดขึ้นข้างบน ผมขอยกตัวอย่างคำฟ้องของคดีผู้บิโภคให้ไว้ดูแล้วกันครับ


ตัวอย่างคำฟ้องคดีผู้บริโภค/คดี สคบ./คดีผิดสัญญาซื้อขาย เรียกทรัพย์คืน

ศาลแขวงพระนครเหนือ

นาง พ.ที่ 1 ,นาง บ.ที่ 2, นาง น. ที่ 3 โจทก์
บริษัท บ. จำเลย

เรื่อง พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522, ผิดสัญญาเช่า
จำนวนทุนทรัพย์ - บาท

ข้อ 1. จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภท บริษัท จำกัด มีนาย ส. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อ และประทับตราสำคัญของจำเลย กระทำการแทนและผูกพันจำเลย ดำเนินธุรกิจให้เช่าพื้นที่เพื่อทำการค้า รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนของนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานคร เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1
ข้อ 2. จำเลยได้จัดทำพื้นที่สำหรับเป็นแหล่งช็อปปิ้ง ใช้ชื่อโครงการว่า ... บนที่ดินโฉนดเลขที่ ... และแบ่งพื้นที่เป็นห้อง หรือเป็นล็อค เปิดให้พ่อค้าแม่ค้า ได้เช่าพื้นที่ขายสินค้า(ประเภทสินค้าและเครื่องประดับ) แก่ประชาชนทั่วไป โดยโฆษณาประชาสัมพันธ์ ให้คำมั่นสัญญาต่าง ๆ ในลักษณะหลอกลวงด้วยข้อความอันเป็นเท็จต่อโจทก์ทั้งสาม และผู้เช่ารายอื่น เช่น
2.1 จะจัดให้มีที่จอดรถสำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการมากกว่า 120 คัน
2.2 จะมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ตามสื่อต่าง ๆ เช่น รายการตามสถานีวิทยุ
ต่าง ๆ กว่า 50 สถานี ,ป้ายริมทางและรถโฆษณา
2.3 จะจัดให้มีป้ายรถประจำทาง ตู้เอทีเอ็ม รวมทั้งจัดพื้นที่ให้มีสภาพแวดล้อม
เหมือนกับสวนลุมไนท์บาซ่าร์
2.4 จะจัดพิธีเปิดโครงการ และแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน
2.5 จะตกแต่งสถานที่สวยงาม และอำนวยความสะดวกให้เจ้าของร้านค้าและประชาชน เช่น ปูพื้นบริเวณพื้นที่ขายสินค้า รวมทั้งมีพัดลมเพดาน ที่บังแดด จัดเก็บขยะ
2.6 จะจัดให้มีคอนเสิร์ตการแสดงของวงดนตรีต่าง ๆ
2.7 หากผู้เช่าพื้นที่ทำสัญญาแล้ว ต้องการคืนพื้นที่ ทางจำเลยยินดีคืนเงินให้
นอกจากนั้นยังหลอกลวงว่าตลาดนัดบริเวณรอบห้างฯ ...ได้ปิดกิจการแล้ว และจะไม่เปิดให้บริการอีก แต่ในความเป็นจริง จำเลยรู้อยู่แล้วว่าตลาดนัดรอบห้าง...จะต้องเปิดให้บริการอีก รายละเอียดจะเสนอต่อศาลในชั้นพิจารณาคดี
ข้อ 3. โจทก์ทั้งสามหลงเชื่อจึงเข้าจองพื้นที่และทำสัญญาเช่าพื้นที่กับโจทก์ ดังต่อไปนี้
โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาเช่าเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2551 ห้องหมายเลข...
โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาเช่าเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2551 ห้องหมายเลข...
โจทก์ที่ 3 ทำสัญญาเช่าเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2551 ห้องหมายเลข...
โดยสัญญามีระยะเวลาการเช่า 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 25512 จนถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2554 เหมือนกันทุกฉบับ โดยจำเลยเก็บเงินกินเปล่าห้องละ 85,000 บาท รายละเอียดการเช่าปรากฎตามสำเนาสัญญาเช่าเอกสารท้ายฟ้องหมาย 2-5 และสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารท้ายฟ้อง หมายเลข 6-9
ข้อ 4. เมื่อโจทก์ทั้งสามได้ทำสัญญาเช่าพื้นที่กับจำเลย และรับมอบพื้นที่จากจำเลยเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2551 จำเลยเปิดให้ขายสินค้าได้ในวันที่ 30 ตุลาคม 2551 จำเลยไม่เคยปฏิบัติตามสัญญาที่ได้ประชาสัมพันธ์หรือให้คำมั่นไว้ตามข้อ 2 และการส่งมอบสถานที่ให้โจทก์ได้ครอบครองก็อยู่ในสภาพที่ไม่เรียบร้อย กล่าวคือการถ่ายเทอากาศไม่ดี หลังคารั่ว ไม่สามารถป้องกันน้ำฝนได้ มีฝุ่นมากและใช้งบประชาสัมพันธ์ที่น้อยเกินไป ขาดประสบการณ์ในการบริหารและการจัดการที่ดีพอ โจทก์ต้องตกแต่งห้องเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมากกว่าที่จะควรทำ และประกาศสำคัญที่จอดรถไม่เพียงพอด้วยสาเหตุหลายประการดังกล่าว อันเป็นความผิดของจำเลย ประชาชนจึงไม่เข้ามาซื้อสินค้า ทำให้โจทก์ทั้งสามไม่สามารถขายสินค้าได้ ตามเจตนารมณ์ของการเข้าทำสัญญาเช่า และตามที่จำเลยได้ประชาสัมพันธ์หรือให้คำมั่นไว้กับโจทก์ทั้งสาม และผู้เช่ารายอื่น การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย ดังนี้
โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายจากเงินกินเปล่าในการเช่าห้อง 2 ห้อง ๆละ 85,000 บาท เป็นเงิน 170,000 บาท ค่าตกแต่งห้องและค่าเช่าห้องตั้งแต่ 15 ตุลาคม 2551-14 ธันวาคม 2551 เป็นเงินจำนวน 80,000 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหายทั้งหมด 250,000 บาท
โจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหายจากเงินกินเปล่าในการเช่าห้อง จำนวน 85,000 บาท ค่าเช่าห้องตั้งแต่ 15 ตุลาคม 2551-14 ธันวาคม 2551 เป็นเงินจำนวน 11,000 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหายทั้งหมด 125,500 บาท

โจทก์ที่ 3 ได้รับความเสียหายจากเงินกินเปล่าในการเช่าห้อง จำนวน 85,000 บาท เป็นเงิน 170,000 บาท ค่าตกแต่งห้องและค่าเช่าห้องตั้งแต่ 15 ตุลาคม 2551-14 ธันวาคม 2551 เป็นเงินจำนวน 95,000 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหายทั้งหมด 180,000 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหายที่จำเลยต้องชำระให้โจทก์ทั้งสาม จำนวน 552,500 บาท (ห้าแสนห้าหมื่นสองพันห้าร้อยบาทถ้วน) ซึ่งโจทก์ขอถือเอาทุนทรัพย์ในคดีนี้ รายละเอียดจะเสนอต่อศาลในชั้นพิจารณาคดี
ข้อ 5. โจทก์ทั้งสามได้ให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่า และเรียกให้ชำระค่าเสียหายจากจำเลย ซึ่งจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว ปรากฏตามสำเนาหนังสือบอกเลิกสัญญาและทวงถามให้ชำระหนี้ พร้อมใบตอบรับหนังสือดังกล่าวแล้ว ปรากฏตามสำเนาหนังสือบกเลิกสัญญาและทวงถามให้ชำระหนี้ พร้อมใบตอบรับจดหมายลงทะเบียนทางไปรษณีย์ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 11-15 แต่จำเลยยังคงเพิกเฉย โจทก์ไม่มีทางอื่นใดที่จะบังคับให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวให้โจทก์ได้ จึงต้องขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

คำขอท้ายฟ้องคดีผู้บริโภค
ขอศาลได้โปรดออกหมายเรียกจำเลยมาพิจารณาพิพากษาและบังคับจำเลยตามคำขอต่อไปนี้
1. ให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 250,000 บาท ชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 122,500 บาท ชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 180,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งหมด 552,500 บาท (ห้าแสนห้าหมื่นสองพันห้าร้อยบาทถ้วน) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปกว่าจะชำระเงิน



สีทอง
ตัวอย่างคำฟ้องคดีผู้บริโภค/คดีสคบ./ผิดสัญญาซื้อขาย

ศาลจังหวัดธัญบุรี

บริษัท ร. โดนนาย ส. กรรมการผู้มีอำนาจ โจทก์
หจก.บ. ที่ 1, นาย ค. ที่ 2 จำเลย

เรื่อง ผิดสัญญาซื้อขาย รับสภาพหนี้
จำนวนทุนทรัพย์ 290,168 บาท 92 สตางค์

ข้อ 1.โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้าเครื่องเหล็ก เครื่องทองเหลือง ทองแดงทุกชนิด ท่อเหล็ก เหล็กเส้น เหล็กฉากและเหล็กแผ่น โดยลำพังมีนาย ส. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท สามารถกระทำการแทนบริษัทได้ รายละเอียดปรากฎตามสำเนาหนังสือรับรองการเป็นนิติบุคคลของโจทก์ เอกสารแนบท้ายคำฟ้องหมาย 1
จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการ รับเหมาก่อสร้างทุกประเภท งานโครงสร้าง ระบบไฟฟ้า และสิ่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องชนิด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งต้องรับผิดในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนอย่างไม่จำกัดจำนวน มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 สามารถกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ รายละเอียดปรากฎตามสำเนาหนังสือรับรองการเป็นนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 เอกสารแนบท้ายคำฟ้องหมาย 2
ข้อ 2. เมื่อระหว่างวันที่ 3 ธันวาคม 2548 ถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2548 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้สั่งซื้อสินค้าประเภทเหล็กตัวซีพับ เหล็กแบน แป๊ปโปร่ง เพลา จากโจทก์เพื่อนำไปใช้ในกิจการของจำเลยทั้งสองจำนวนหลายครั้งหลายคราว รวมเป็นเงินค่าสินค้าจำนวนทั้งสิ้น 242,194.50 บาท (สองแสนสี่หมื่นสองพันหนึ่งร้อยเก้าสิบสี่บาทห้าสิบสตางค์) โดยจำเลยทั้งสองได้รับสินค้าที่สั่งซื้อทั้งหมดไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้วและตกลงว่าจะชำระราคาค่าสินค้าให้โจทก์ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่จำเลยทั้งสองได้รับสินค้าจากโจทก์ในแต่ละครั้ง
การซื้อสินค้าทุกครั้งมีรายละเอียดวันที่ซื้อ ชนิด ปริมาณ และราคาสินค้า ตลอดจนกำหนดวันชำระเงินค่าสินค้า รายละเอียดปรากฏตามสำเนาใบกำกับภาษี/ใบแจ้งหนี้/ใบส่งของ เอกสารแนบท้ายคำฟ้องหมาย 3
ข้อ 3. เมื่อหนี้ค่าสินค้าถึงกำหนดชำระในแต่ละครั้ง โจทก์เรียกให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์หลายครั้ง แต่จำเลยทั้งสองคงเพิกเฉย ต่อมาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2549 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ตกลงทำหนังสือรับสภาพหนี้กับโจทก์ โดยยอมรับว่ามีหนี้ค้างชำระค่าสินค้าเป็นเงินจำนวน 242,194.50 บาท (สองแสนสี่หมื่นสองพันหนึ่งร้อยเก้าสิบสี่บาทห้าสิบสตางค์) แต่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการชำระหนี้ไว้ รายละเอียดปรากฎตามสำเนาหนังสือรับสภาพหนี้ เอกสารแนบท้ายคำฟ้องหมาย 4
หลังจากที่จำเลยทั้งสองตกลงทำหนังสือรับสภาพหนี้ โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ค่าสินค้าตามหนังสือรับสภาพหนี้หลายครั้ง แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2552 และเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2552 โจทก์ได้มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามเพื่อให้จำเลยทั้งสองชำระเงินค่าสินค้า จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามแล้ว เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2552 และเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2552 แต่จำเลยทั้งสองยังคงเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์ รายละเอียดปรากฎตามสำเนาหนังสือบอกกล่าวทวงถามและไปรษณีย์ตอบรับ เอกสารแนบท้ายคำฟ้องหมาย 5 และ 6 ตามลำดับ

ข้อ 4. การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้าที่จำเลยทั้งสองได้สั่งซื้อไปจากโจทก์ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทั้งในฐานะส่วนตัวและในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งต้องรับผิดในบรรดาหนี้ของห้างอย่างไม่จำกัดจำนวน มีหน้าที่ต้องร่วมกันชำระเงินค่าสินค้าให้แก่โจทก์ จำนวน 242,194.50 บาท (สองแสนสี่หมื่นสองพันหนึ่งร้อยเก้าสิบสี่บาทห้าสิบสตางค์) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2549 จนถึงวันฟ้อง เป็นเวลา 964 วัน คิดเป็นดอกเบี้ย จำนวน 47,974.42 บาท (สี่มื่นเจ็ดพันเก้าร้อยเจ็ดสิบสี่บาทสี่สิบสองสตางค์) รวมเป็นต้นเงินแลtดอกเบี้ย จำนวน 290,168.92 บาท (สองแสนเก้าหมื่นหนึ่งร้อยหกสิบแปดบาทเก้าสิบสองสตางค์) ซึ่งโจทก์ขอถือเป็นทุนทรัพย์ในคดีนี้ รายละเอียดปรากฏตามตารางคำนวณดอกเบี้ย เอกสารแนบท้ายคำฟ้องหมาย 7
โจทก์ไม่มีทางอื่นใดที่จะบังคับเอากับจำเลยทั้งสองได้ จึงต้องนำคดีมาฟ้องเพื่อขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

คำขอท้ายฟ้องคดีผู้บริโภค
ขอศาลได้โปรดออกหมายเรียกจำเลยมาพิจารณาพิพากษาและบังคับจำเลยตามคำขอต่อไปนี้
1. ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน แก่โจทก์จำนวน 290,168.92 บาท (สองแสนเก้าหมื่นหนึ่งร้อยหกสิบแปดบาทเก้าสิบสองสตางค์) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 242,194.50 บาท (สองแสนสี่หมื่นสองพันหนึ่งร้อยเก้าสิบสี่บาทห้าสิบสตางค์) นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์


monopl
ขอบคุณข้อมูลต่าง ๆ มากครับ ทำให้ผมหายข้องใจ
สีทอง
ตัวอย่างคำฟ้องคดีผู้บริโภค/คดีสคบ./ผิดสัญญา เรียกเงินคืน

ศาลจังหวัดธัญบุรี

นาย ส. โจทก์
บริษัท ท จำเลย

เรื่อง ผิดสัญญา เรียกเงินคืน
จำนวนทุนทรัพย์ 158,675 บาท

ข้อ 1. จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภท บริษัท จำกัด จดทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท จังหวัดปทุมธานี เดิมใช้ชื่อว่า...มีกรรมการของบริษัทมี 3 คน จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อผูกพันได้ คือนาย ส. หรือนาย ม. คนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท มีผลผูกพันบริษัทได้ เลขทะเบียนเดิมคือ... ต่อมาเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2548 ได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็น .. ทะเบียนเลขที่ ... จำเลยมีวัตถุประสงค์ดำเนินการลงทุนซื้อที่ดินแปลงใหญ่ และแบ่งแยกออกเป็นแปลงเล็ก หรือซื้อขาย แลกเปลี่ยน เช่า ให้ซื้อที่ดิน อาคารสงเคราะห์ อาคารชุด บ้าน โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างเช่นว่านี้เป็นปกติการค้า ไม่ว่าเพื่ออยู่อาศัย การค้าหรือเพื่อการอื่นใด และวัตถุประสงค์ตามที่จดทะเบียนไว้ ดังปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองบริษัทจำเลย เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1
ข้อ 2. จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจผู้ผลิตเพื่อขาย ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างเลขที่ ... เมื่อประมาณต้นปี พ.ศ. 2536 จำเลยได้ดำเนินการโฆษณาและประกาศขายห้องชุดโครงการ เคหะชุมชนคลองหลวง ซึ่งตั้งอยู่ ณ ... จำเลยอ้างว่ามีความประสงค์จะดำเนินการจัดทำโครงการสวัสดิการบ้านพักข้าราชการกองทัพอากาศขึ้นเพื่อให้พนักงานและลูกจ้างของกองทัพอากาศ ที่ยังไม่มีที่พักอาศัยเป็นตนเอง ได้มีโอกาสเป็นเจ้าของที่พักอาศัยที่มีคุณภาพในราคายุติธรรม และ จำเลยได้โฆษณาชวนเชื่อ เกี่ยวกับโครงการเคหะชุมชนคลองหลวงว่าเป็นโครงการร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน เช่น การเคหะแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กรมสวัสดิการทหารอากาศ ดังมีรายละเอียดปรากฏตามแผ่นพับโฆษณาและเอกสารเกี่ยวกับแผนผังที่ตั้ง ผังบริเวณโครงการ แบบแฟลต แบบอาคารพาณิชย์ แบบอาคารชุด ราคาขายห้องชุด โครงการเคหะชุมชน คลองหลวง จำเลยโฆษณาว่าโครงการดังกล่าวก่อสร้างในโฉฯดที่ดิน เลขที่ ... กว่า 100 ไร่ โครงการมีตลาดสด สถานที่ออกกำลังกาย สวนหย่อม โรงเรียน จำเลยเริ่มก่อสร้างภายในกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่ออกบัตรส่งเสริม ลงวันที่ 17 มกราคม 2537 ในเงื่อนไขที่ 1, ที่ 2 จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาไม่เกิน 30 เดือนนับแต่วันที่ออกบัตรส่งเสริม เริ่มก่อสร้างเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2536 คาดว่าน่าจะแล้วเสร็จเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2538
ข้อ 3. ต่อมาเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 โจทก์ตกลงทำสัญญาจองและโจทก์ผู้ซื้อ จำเลยผู้ขายได้ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการเคหะชุมชนคลองหลวงดังกล่าว จำนวน 1 ห้อง คือ ห้องชุดเลขที่ …รวมเนื้อที่ 38 ตารางเมตร ชั้นที่ 1 หลังที่ 5 ของอาคารชุดแบบ เอฟ 2 ในราคาเงินสด 456,000 บาท (สี่แสนห้าหมื่นหกพันบาทถ้วน) ผู้ซื้อตกลงชำระเงินล่วงหน้าให้แก่ผู้ขายจำนวน 114,000 บาท (หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นสี่พันบาทถ้วน) โดยแบ่งชำระเงินเป็นงวด จำนวน 27 งวด งวดละ 1 เดือนในอัตราแต่ละงวดดังนี้
- ชำระเงินล่วงหน้าในวันจองเป็นเงิน 2,000 บาท โดยชำระในวันทำสัญญานี้
- ชำระเงินช่วงหน้างวดที่ 1 ถึงงวดที่ 26 งวดละ 4,200 บาท
- ชำระเงินล่วงหน้างวดที่ 27 งวดละ 2,800 บาท โดยเริ่มชำระเงินล่วงหน้า
งวดที่ 1 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2537 เป็นต้นไปทุกเดือนจนกว่าจะครบ โดยชำระเงินดังกล่าวภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน ณ สถาบันการเงินหรือสถานที่ที่ผู้ขายกำหนด เมื่อผู้ซื้อได้ชำระเงินล่วงหน้าครบถ้วนแล้ว แต่ยังมิได้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด ผู้ซื้อจะต้องผ่อนชำระราคาที่เหลือเป็นเงินจำนวน 342,000 บาทแล้ว ผู้ขายจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อได้ประมาณกลางปี พ.ศ. 2539 ดังมีรายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือจองซื้อห้องชุด สำเนาหนังสือขอส่งสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด และสำเนาสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการเคหะชุมชนคลองหลวง เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ต่อมาเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2540 จำเลยได้มีหนังสือแจ้งค่าใช้จ่ายในการโอนให้แก่โจทก์ทราบและแจ้งว่าโจทก์ได้ชำระเงินดาวน์จำนวน 114,000 บาทครบถ้วนแล้ว คาดว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 ต่อมาเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2542 จำเลยได้มีหนังสือถึงโจทก์ให้ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวในวันที่ 19 มีนาคม 2542 นั้น ความจริงแล้วปรากฏว่า โครงการเคหะชุมชนคลองหลวงดังกล่าวที่จำเลยดำเนินการยังไม่เสร็จสมบูรณ์ตามสัญญาและตามที่จำเลยได้โฆษณาตามโบว์ชัวน์ กล่าวคือ ไม่ก่อสร้าง ตลาดสด สถานที่ออกกำลังกาย สวนหย่อม โรงเรียนอนุบาลและอื่น ๆ ยังไม่ได้ดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จ ส่วนความละเอียดโจทก์จะได้รับประทานกราบเรียนเสนอต่อศาลในชั้นพิจารณาต่อไป ดังนั้น โดยหนังสือพิมพ์ฉบับนี้โจทก์จึงขอให้จำเลยดำเนินการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้วนั้นให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือนี้หากจำเลยเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามภายในระยะเวลาดังกล่าวถือว่าจำเลย เป็นฝ่ายผิดสัญญากับโจทก์ และขอถือหนังสือฉบับนี้แทนการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาพร้อมทั้งขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 115,400 บาท (หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นห้าพันสี่ร้อยบาทถ้วน) ได้รับจากโจทก์แล้วคืนพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย ดังมีรายละเอียดปรากฏตามหนังสือขอโต้แย้งในการโอนกรรมสิทธิ์และขอให้ปฏิบัติตามสัญญา จำเลยได้รับหนังสือของโจทก์แล้วแต่ยังเพิกเฉยอยู่อีก เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5
โจทก์ขอประทานกราบเรียนต่อศาลตามความจริงว่า นับตั้งแต่วันทำสัญญา จนถึงวันที่ 3 มกราคม 2544 เป็นเวลา 6 ปี 5 เดือน จำเลยไม่ได้ดำเนินการดังกล่าวข้างต้นให้เสร็จสิ้นตามที่ได้โฆษณาไว้ ดังมีรายละเอียดตามสำเนาหนังสือบันทึกร้องเรียน เรื่อง ที่ดิน บ้ายจัดสรรที่ดิน หรืออาคารชุด โครงการ เคหะชุมชนคลองหลวงพร้อมสำเนาใบตอบรับ เอกสารหมายเลข 6
ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2544 โจทก์ได้มีหนังสือขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับโครงการเหคะชุมชนคลองหลวงต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ทำเนียบรัฐบาล ได้รับแจ้งว่าเป็นการโต้แย้งส่วนตัว หากผู้ร้องเห็นว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ย่อมจะใช้สิทธิตามศาลเพื่อจะดำเนินการแก่จำเลยด้วยตนเอง ดังมีรายละเอียดปรากฎตามสำเนาหนังสือขอความเป็นธรรม เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 7
ข้อ 4. การกระทำดังกล่าวข้างต้นของจำเลย เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กล่าวคือ การที่จำเลยก่อสร้างแฟลตห้องชุดดังกล่าวเพียงอย่างเดียว และโครงการยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ตามสัญญาและตามที่จำเลยได้โฆษณาไว้ อาทิเช่น ไม่ก่อสร้างตลาดสก สถานที่ออกกำลังกาย สวนหย่อม โรงเรียนอนุบาล และอื่น ๆ ตามสัญญาและที่โฆษณาไว้ เนื้อที่ไม่ถึง 100 ไร่ ฉะนั้นจำเลยมิได้สร้างอาคารแฟลตให้เต็มตามโครงการที่ได้โฆษณาไว้ ย่อมทำให้ทำเลที่ตั้งของอาคารแฟลตของโครงการดังกล่าวที่สร้างขึ้น แตกต่างเป็นคนละอย่างไม่เหมือนทำเลที่ตั้งตามแผนผังโฆษณา ถือได้ว่าจำเลยผิดสัญญา โจทก์ก็มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าตลาดสด สถานที่ออกกำลังกาย สวนหย่อม โรงเรียนอนุบาลและอื่น ๆ เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกของอาคารแฟลตห้องชุดหรือไม่ หรือจำเลยเคยแจ้งให้โจทก์มารับโอนห้องชุดพร้อมที่ดินที่จองไว้หรือผู้ซื้อรายอื่นยอมรับโอนห้องชุดจากจำเลย ก็ไม่ทำให้จำเลยพ้นจากการเป็นผู้ผิดสัญญาแต่ประการใด เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญากับจำเลย ทางไปรษณีย์ตอบรับจ่าหน้าซองส่งถึงจำเลย ตามภูมิลำเนา และมีผู้ลงลายมือชื่อรับไว้ ย่อมถือได้ว่าการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวของโจทก์มีผลนับแต่ที่หนังสือบอกเลิกสัญญาส่งถึงจำเลยแล้ว การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ฉะนั้นจำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวน 115,400 บาท คืนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 16 เมษายน 2548 จนถึงวันฟ้อง (10 เมษายน 2552) เป็นเวลา 5 ปี คิดเป็นเงินดอกเบี้ยจำนวน 43,275 บาท รวมเป็นเงินต้นและดอกเบี้ยจำนวน 158,675 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นแปดพันหกร้อยเจ็ดสิบห้าบาทถ้วน) และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์
โจทก์ไม่มีทางอื่นที่จะบังคับเอากับจำเลยได้ จำต้องนำคดีนี้มาฟ้องขอบารมีศาลเป็นที่พึ่งต่อไป
อนึ่ง คดีนี้มูลคดีเกิดขึ้น ณ อาคารที่ 5 ชั้นที่ 1 ห้องชุดเลขที่ 29 อาคารชุดแบบเอฟ 2 โครงการเคหะชุมชนคลองหลวง จ.ปทุมธานี โจทก์จึงขอประทานกราบเรียนศาลได้โปรดอนุญาตให้โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดธัญบุรี ซึ่งเป็นศาลที่มูลคดีเกิด ขอประทานศาลได้โปรดอนุญาต
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

คำขอท้ายฟ้องคดีผู้บริโภค
ขอศาลโปรดออกหมายเรียกจำเลยมาพิจารณาพิพากษาและบังคับจำเลยตามคำขอต่อไปนี้
1. ให้จำเลยชำระเงิน จำนวน 158,675 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นแปดพันหกร้อยเจ็ดสิบห้าบาทถ้วน) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 115,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์



gf260
ขอบคุณครับ

ปกติสะดวกให้ติดต่อช่วงกี่โมงครับ จะได้โทรไปปรึกษาครับ
สีทอง
QUOTE(gf260 @ May 25 2010, 04:19 PM) *
ขอบคุณครับ

ปกติสะดวกให้ติดต่อช่วงกี่โมงครับ จะได้โทรไปปรึกษาครับ


ตอนนี้ก็ได้ครับ ผมสะดวกตั้งแต่7โมงเช้า ถึง2ทุ่มครับ เพราะหลัง2ทุ่มผมจะปิดเครื่อง เพราะผมพักผ่อนแล้วครับ

และผมตื่นเช้าด้วย เพิ่มเติมอีกนิดหนึ่ง ถ้าวันไหนกลางวันผมปิดเครื่องแสดงว่าติดว่าความอยู่ที่ศาลนะครับ
สีทอง
กฎหมายจัดสรรคุ้มครองผู้ซื้อบ้าน
พ.ร.บ. จัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 คุ้มครองผู้ซื้อบ้าน โดยมีการบัญญัติไว้ในมาตรา 50 ผู้ซื้อบ้านจัดสรรลองนำไปศึกษาดูข้างล่างนี้



มาตรา 50 ผู้มีหน้าที่ชำระเงินค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค
ตามมาตรา 49 วรรคสอง ที่ชำระเงินดังกล่าวล่าช้ากว่าเวลาที่กำหนด จะต้องจ่ายค่าปรับสำหรับ
การจ่ายเงินล่าช้าตามอัตราที่คณะกรรมการกำหนด
ผู้ที่ค้างชำระเงินค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคติดต่อกันตั้งแต่
สามเดือนขึ้นไปอาจถูกระงับการให้บริการหรือการใช้สิทธิในสาธารณูปโภค และในกรณีที่ค้าง
ชำระติดต่อกันตั้งแต่หกเดือนขึ้นไป พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจระงับการจดทะเบียนสิทธิและ
นิติกรรมในที่ดินจัดสรรของผู้ค้างชำระจนกว่าจะชำระให้ครบถ้วน ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์
และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด

ให้ถือว่าหนี้ค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคเป็นหนี้บุริมสิทธิใน
มูลรักษาอสังหาริมทรัพย์เหนือที่ดินจัดสรรของผู้ค้างชำระ

กรมที่ดินเร่งแก้ พ.ร.บ.จัดสรรที่ดิน 2543 อุดช่องโหว่จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร หวังจูงใจผู้ประกอบการ-ลูกบ้าน เข้าสู่ระบบ เผยสถิติตั้งนิติบุคคลที่ผ่านมา แค่ 5% จากกว่า 7 พันหมู่บ้านทั่วประเทศ

นายบุญเชิด คิดเห็น รักษาราชการแทนอธิบดีกรมที่ดิน เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้กรมที่ดินได้จัดสัมมนาในหัวข้อการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร เพื่อชี้แจงให้ผู้มีส่วนร่วมเข้าใจถึงข้อดีของการจัดตั้งนิติบุคคล รวมถึงรับฟังปัญหาต่างๆ เป้าหมายเพื่อวางแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น หลังจากที่ผ่านมาพบว่ามีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเพียง 322 ราย หรือประมาณ 5% ของหมู่บ้านจัดสรรจำนวนกว่า 7 พันแห่งทั่วประเทศ


เนื่องจากกรมที่ดินต้องการจะผลักดันให้ผู้ที่อยู่อาศัยในโครงการจัดสรร รวมตัวกันจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเพื่อดูแลและบริหารจัดการสาธารณูปโภคภายในโครงการด้วยตัวเอง ซึ่งนอกจากจะทำให้สาธารณูปโภค ไม่ว่าจะเป็นถนน ทางระบายน้ำ สวนสาธารณะภายในโครงการอยู่ในสภาพที่ดีแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบการด้วย

นายสุรสิทธิ์ สหัสธรรมรังษี ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กรมที่ดิน กล่าวว่า จากการสัมมนาครั้งนี้ได้รับทราบปัญหาในหลายด้าน อาทิ ปัญหาเจ้าของโครงการไม่ส่งมอบเอกสารสิทธิที่ดินสาธารณูปโภคในหมู่บ้าน เพื่อโอนกรรมสิทธิ์ให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรไปดูแล การไม่บำรุงรักษาสาธารณูปโภค ฯลฯ ซึ่งจะได้รวบรวมปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดไปพิจารณาและหาทางแก้ไขต่อไป

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมที่ดินอยู่ระหว่างการผลักดันแก้ไขพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 (พ.ร.บ.จัดสรรที่ดิน) โดยประเด็นหลักที่จะดำเนินการ ได้แก่ 1.กรณีไม่ส่งมอบเอกสารสิทธิที่ดินสาธารณูปโภค ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์ โดยเสนอให้แก้ไขข้อกฎหมายใหม่โดยกำหนดว่ากรณีที่ไม่ส่งมอบเอกสารสิทธิดังกล่าวให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ให้ถือว่าเป็นการสูญหายและสามารถขอออกใบแทนเอกสารสิทธิ เพื่อจะได้โอนกรรมสิทธิ์แก่นิติบุคคล เพื่อให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรสามารถนำไปดูแลและบริหารจัดการได้

และ 2.กรณีหมู่บ้านจัดสรรเกิดขึ้นภายหลังปี 2543 มีปัญหาผู้ประกอบการ ล้มละลาย หรือละทิ้งโครงการ ซึ่งตามกฎหมายไม่เปิดช่องให้ลูกบ้านรวมตัวจัดตั้งนิติบุคคลได้ ดังนั้นจะแก้ไขให้มีสิทธิ์จัดตั้งนิติบุคคลได้ นอกจากนี้จะหารือกับกองนิติการ กรมที่ดิน เพื่อแก้ไข พ.ร.บ.จัดสรรฯในประเด็นอื่นๆ

อาทิ ตามมาตรา 50 ซึ่งยังมีช่องโหว่โดยระบุให้ลูกบ้านถูกระงับการใช้บริการสาธารณูปโภคในโครงการก็ต่อเมื่อค้างชำระค่าใช้จ่ายติดต่อกัน 3 เดือน แนวคิดเบื้องต้นอาจแก้ไขข้อความเป็นค้างชำระ 3 เดือน เพื่อให้นิติบุคุลหมู่บ้านจัดสรรบริหารจัดการสาธารณูปโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ฯลฯ


ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติ
สีทอง
ตอบข้อหารือ ประเด็นปัญหานิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร และข้อมูลสอบถาม


ประเด็นปัญหานิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร โดย..สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย




1. ประเด็นปัญหาการตีความอะไรคือการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค ของผู้จัดสรรที่ดิน

ความรับผิดชอบของผู้จัดสรรที่ดิน ที่มีหน้าที่ต้องบำรุงรักษาสาธารณูปโภค ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มีค่าใช้จ่ายตามประเภทและชนิดใดบ้าง

ตอบ สาธารณูปโภคภายในโครงการจัดสรร เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ท่อระบายน้ำ เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาให้คงสภาพดังที่ได้จัดทำขึ้น ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค ได้แก่ การขุดลอกท่อระบายน้ำ การซ่อมแซมถนนกรณีชำรุด การตัดต้นไม้ สนามหญ้าในสวน เป็นต้น

2. ประเด็นปัญหาการตีความ อะไรคือบริการสาธารณะ

ในกรณีที่ผู้จัดสรรที่ดิน ที่ได้รับใบอนุญาตจัดสรรตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2543 เป็นต้นไป ได้ทำการเรียก เก็บค่าสาธารณูปโภคส่วนกลาง กับสมาชิกผู้ซื้อที่ดินจัดสรรไว้ล่วงหน้า 1-2 ปี สามารถนำค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางที่เรียกเก็บจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรร นำมาเป็นค่าใช้จ่ายประเภทบริการสาธารณะ ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้ได้หรือไม่ เนื่องจากคำนิยามบริการสาธารณะ ไม่ได้ระบุชนิดและประเภทไว้อย่างชัดเจน

ตอบ “ บริการสาธารณะ ” หมายความว่า การให้บริการหรือสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการจัดสรรที่ดินที่กำหนดไว้ในโครงการที่ขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามมาตรา 23 (4)

2.1 ค่าพนักงานรักษาความปลอดภัย เป็นบริการสาธารณะ จัดเก็บได้

2.2 ค่าดูแลรักษาสวนหย่อม อาทิ ค่าพนักงานดูแลสวน ค่าปุ๋ย ค่าเคมีฉีดพ่นกำจัดแมลง ฯลฯ

เป็นบริการสาธารณูปโภค จัดเก็บไม่ได้

2.3 ค่าพนักงานรักษาความสะอาด เป็นบริการสาธารณะ จัดเก็บไม่ได้

2.4 ค่าน้ำประปาส่วนกลาง ใช้สำหรับดูแลรักษาสาธารณูปโภค จัดเก็บไม่ได้

2.5 ค่าไฟฟ้าแสงสว่างส่วนกลาง เป็นบริการสาธารณะ จัดเก็บได้

2.6 ค่าลอกท่อระบายน้ำส่วนกลาง เป็นการรักษาสาธารณูปโภค จัดเก็บไม่ได้

2.7 ค่าบริหาร/จัดการหมู่บ้าน เป็นบริการสาธารณะ จัดเก็บได้

2.8 ค่าพนักงานหมู่บ้าน เป็นบริการสาธารณะ จัดเก็บได้

2.9 ค่าจัดเก็บขยะ เป็นบริการสาธารณะ จัดเก็บได้

3 ประเด็นปัญหาการเรียกเก็บค่าบริการสาธารณะ จากผู้ซื้อที่ดินจัดสรร

3.1 หากผู้จัดสรรที่ดิน ไม่ได้เขียนรายละเอียดไว้ในแผนงานโครงการและวิธีการจัดสรร ว่าจะเรียกเก็บค่าบริการ

สาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรไว้ ในขั้นตอนการยื่นคำขอจัดสรร ผู้จัดสรรที่ดินจะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้หรือไม่

ตอบ ไม่ได้

3.2 และหากผู้จัดสรรที่ดินได้เขียนรายละเอียดไว้ในแผนงานโครงการและวิธีการจัดสรร ว่าจะเรียกเก็บค่าบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ตามอัตราที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินได้กำหนดไว้ จะถือว่าได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายแล้วจริงหรือไม่

ตอบ ถูกต้อง

4. ประเด็นปัญหาจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ( 1 ใบอนุญาตจัดสรร จดทะเบียนเป็น 2 นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร หรือหลายนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร )

4.1 กรณีที่หมู่บ้านแต่ละเฟส มีพื้นที่สาธารณูปโภคแบ่งไว้เป็นเฟส ๆอย่างชัดเจน และมีทางเข้า-ออกของหมู่บ้านแต่ละเฟส ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน จะสามารถจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร เป็น 2 นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร หรือหลายนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้หรือไม่

4.2 กรณีที่หมู่บ้านแต่ละเฟส มีพื้นที่สาธารณูปโภคแบ่งไว้เป็นเฟส ๆอย่างชัดเจน แต่มีทางเข้า-ออกทางเดียวของหมู่บ้านแต่ละเฟส จะสามารถจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร เป็น 2 นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร หรือหลายนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้หรือไม่

ตอบ การจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร จัดตั้งตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรร จากคณะกรรมการ จำนวน 1 โครงการต่อ 1 นิติบุคคล แม้ว่าจะมีการแบ่งส่วนดำเนินการออกเป็น หลายเฟส ไม่ว่าสาธารณูปโภคจะแยกกันไว้ชัดเจน หรือไม่ก็ตาม ( มาตรา 45 )

5. ประเด็นปัญหาการโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและที่ดินอันเป็นบริการสาธารณะ ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอน และภาษี อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นที่เกิดขึ้น ที่ดินที่ไม่ได้อยู่ในแผนผังโครงการที่ขอจัดสรร จะไม่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอน และ ภาษี

อื่นๆ ที่ เกี่ยวข้อง แม้ว่าจะเป็นแปลงที่ดินที่มีพื้นที่ติดต่อหรือใกล้เคียงกัน กับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร และหมู่บ้านจัด

สรร ก็ใช้ประโยชน์ ในการผ่านทาง เข้า-ออก หมู่บ้าน

ตอบ กฎหมายได้ยกเว้นให้เฉพาะที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น

6. ประเด็นปัญหาการโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภค โดยอาศัยอำนาจของเจ้าพนักงานที่ดิน ตามพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 70

หมู่บ้านที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลบ้านจัดสรรแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำการโอนที่ดิน อันเป็นสาธารณูปโภคและทรัพย์สินจากผู้จัดสรรที่ดิน เนื่องจากผู้จัดสรรที่ดินไม่ยอมมาทำการโอนที่ดินให้กับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร แต่มาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน 2543 ให้อำนาจเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขา จดทะเบียนโอนทรัพย์สินอันเป็นสาธารณูปโภคให้กับ นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้ แต่ในทางปฏิบัติเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด หรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขา ไม่สามารถดำเนินการตามมาตรา 70 ได้ จะมีวิธีการและแนวทางอย่างไรในการโอนทรัพย์สินที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคให้กับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร

ตอบ กำลังอยู่ในขั้นตอนการขอแก้กฎหมายให้สามารถบังคับได้

7. ประเด็นปัญหาจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร กรณีผู้จัดสรรที่ดินยังไม่พ้นหน้าที่ความรับผิดชอบในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค

7.1 กรณีผู้จัดสรรที่ดิน ที่ได้รับใบอนุญาตจัดสรร ตามพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินภายในโครงการที่ขอจัดสรร ให้กับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรไปหมดทั้งโครงการแล้ว หรือมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์แต่ยังไม่พ้นหน้าที่ความรับผิดชอบตามแผนงานและวิธีการที่ขอจัดสรรจะสามารถแจ้งให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทำการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้หรือไม่

ตอบ ไม่ได้

7.2 และหากผู้จัดสรรที่ดินได้แจ้งให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ไปทำการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามระยะเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินกำหนด และสมาชิกก็ได้ประชุมลงมติให้จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแล้ว แต่ผู้จัดสรรที่ดินยังไม่พ้นหน้าที่ในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค จะสามารถจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้หรือไม่ซึ่งหากเจ้าพนักงานที่ดิน สั่งให้ทำการจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้ แต่ยังไม่รับโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคจากผู้จัดสรรที่ดิน จนกว่าผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นหน้าที่ในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ เจ้าพนักงานที่ดินจะสามารถดำเนินการดังกล่าวได้หรือไม่ และหากเจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร และโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคไปแล้ว จะถือว่าขัดต่อพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 หรือไม่

ตอบ ไม่ได้ ซึ่งการตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรก็เพื่อรับโอนสาธารณูปโภคไปดูแล และเมื่อยังไม่พ้นกำหนดเวลาที่ผู้จัด

สรร จะต้องดูแลสาธารณูปโภคแต่เจ้าหน้าที่ได้จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลไปแล้วจะต้องทำหนังสือหารือสำนักส่งเสริม

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อพิจารณาต่อไป

8. ประเด็นปัญหาการแต่งตั้งคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร

8.1 การแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารงานหมู่บ้านจัดสรร จะสามารถแต่งตั้งในวันที่ประชุมใหญ่เพื่อมีมติให้จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้หรือไม่ และภายหลังการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้แล้ว คณะกรรมการหมู่บ้านที่ได้รับการแต่งตั้งในวันดังกล่าว จะมีผลเป็นคณะกรรมการหมู่บ้านจัดสรรตามกฎหมายหรือไม่

ตอบ ในการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร จะต้องมีข้อบังคับที่มีรายการต่างๆ รวมทั้งข้อกำหนดเกี่ยวกับจำนวน

กรรมการ การเลือกตั้ง วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง ก่อนดำเนินการจดทะเบียน แล้วจึงมาทำการเลือกตั้ง

คณะกรรมการ

8.2 คณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ทำไมไม่มีเอกสารจากทางราชการออกให้ เพื่อรับรองการเป็นคณะกรรมการที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย

ตอบ กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้

8.3 การแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารงานนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร หลังจากจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้แล้ว จะใช้คะแนนเสียงในการแต่งตั้ง 1 แปลงเท่ากับ 1 คะแนนเสียงได้หรือไม่

ตอบ ได้

8.4 การแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารงานนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรนั้น จะแต่งตั้งก่อนหรือหลังการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ แบบใดจึงจะถือว่าถูกต้อง

ตอบ การแต่งตั้งคณะกรรมการหลังจากจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแล้ว จึงจะถูกต้อง

8.5 การแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารงานนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรนั้น จะต้องแต่งตั้งในที่ประชุมใหญ่สมาชิกเท่านั้นใช่หรือไม่ สามารถที่จะแต่งตั้งตามวิธีการอื่นโดยไม่ต้องแต่งตั้งในที่ประชุมใหญ่ได้หรือไม่

ตอบ ใช่ คณะกรรมการจะต้องเลือกตั้งโดยที่ประชุมใหญ่สมาชิกเท่านั้น จะแต่งตั้งโดยวิธีอื่นไม่ได้

9. ประเด็นการจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ที่มีใบอนุญาตจัดสรร และไม่มีใบอนุญาตนัดสรรแต่อยู่ในพื้นที่

เดียวกัน

กรณีที่หมู่บ้านซึ่งมีพื้นที่เดียวกัน แต่ได้แบ่งพื้นที่ออกเป็นเฟส บางเฟสมีใบอนุญาตจัดสรร บางเฟสไม่มีใบอนุญาตจัดสรร แต่ทุกเฟสได้ใช้ประโยชน์ในสาธารณูปโภคร่วมกัน ดังต่อไปนี้

9.1 ได้ใช้กำแพงรอบหมู่บ้านร่วมกัน

9.2 ได้ใช้ถนนทางเข้า และทางออก สัญจรไปมาร่วมกัน

9.3 ได้ใช้ระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางร่วมกัน

9.4 ได้ใช้ท่อระบายน้ำส่วนกลางร่วมกัน

9.5 ได้ใช้พนักงานรักษาความปลอดภัยร่วมกัน

9.6 ได้ใช้พนักงานรักษาความสะอาดร่วมกัน

9.7 ได้ใช้ระบบไฟฟ้าแสงสว่างส่วนกลางร่วมกัน

9.8 ได้ใช้ระบบน้ำบาดาลส่วนกลางร่วมกัน

ในกรณีดังกล่าว ทำไมไม่สามารถจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรร่วมกันทั้ง 2 เฟส ได้

ตอบ การจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร จัดตั้งตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาต โดย 1 โครงการ จัดตั้งนิติบุคคลได้ 1 นิติบุคคล ที่ดินที่ไม่อยู่ในแผนผังโครงการไม่สามารถนำมารวมได้

สำหรับข้อ 9.1-9.8 ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรกับที่ดินที่ไม่ได้ขออนุญาตทำการจัดสรร ใช้สาธารณูปโภคร่วมกัน อาจเกิดจากจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่กัน แต่ไม่สามารถจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ร่วมกันได้ เนื่องจากกฎหมายให้จัดตั้งนิติบุคคลได้ เฉพาะที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรเท่านั้น

10. วิธีการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ ในการรับเรื่องจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร

10.1 ความล่าช้าในการรับเรื่องจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร อันก่อให้เกิดปัญหาการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ไม่ทันตามกำหนดระยะเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินได้กำหนดไว้

10.2 การรับเรื่องจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร เพื่อไปศึกษาทำความเข้าใจ ใช้ระยะเวลานานเกินไปโดยไม่ลงทะเบียนรับเรื่องไว้

10.3 สำนักงานที่ดินสาขา แต่ละจังหวัด ไม่มีความเชี่ยวชาญในการรับเรื่องจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร และไม่สามารถให้คำปรึกษาแก่ผู้มาติดต่อขอคำแนะนำได้

ตอบ การจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านเป็นเรื่องใหม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่อาจใช้เวลาบ้างในการศึกษา เพื่อจะได้ดำเนินการให้โดยถูกต้อง

11. ประเด็นการส่งหนังสือแจ้งอายัดการจำหน่ายจ่ายโอนสำหรับแปลงที่ดินซึ่ง ค้างชำระค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภค

เกิน 6 เดือน


เกิดกรณีที่ค้างชำระไม่ถึง 6 เดือน และได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงจัดสรรไปแล้ว ซึ่งยอดค้างชำระที่เกิดขึ้นจะไปเรียกเก็บกับสมาชิกรายใหม่ หรือเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิม ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นกับอาคารชุด ซึ่งจะมีหนังสือปลอดหนี้ในการโอน กรรมสิทธิ์ห้องชุด

ตอบ เรียกเก็บกับเจ้าของเดิม

12. ประเด็นปัญหาการเรียกเก็บค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภค ของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร

การเรียกเก็บค่าสาธารณูปโภคจากสมาชิกนั้น ตามกฎหมายให้เรียกเก็บเป็นรายเดือน หากที่ประชุมใหญ่สมาชิกมีมติให้เรียกเก็บค่าสาธารณูปโภคจากสมาชิกเป็นรายปี จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ เนื่องจากการเรียกเก็บเป็นรายเดือนจะก่อให้เกิดปัญหาสภาพคล่องในทางการเงิน หากหมู่บ้านนั้นไม่มีเงินทุนสำรองไว้ใช้กรณีสมาชิกชำระล่าช้า

ตอบ อัตราค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาของการจัดการสาธารณูปโภค ให้จัดเก็บเป็นรายเดือนในอัตราเท่าใด ให้กำหนดให้ชัดเจน ในทาง ปฏิบัติหากตกลงยินยอมที่จะชำระกันเป็นรายปีน่าจะทำได้

13. ประเด็นปัญหาผู้จัดสรรที่ดิน เจตนาไม่บำรุงรักษาสาธารณูปโภค เพื่อให้เข้าประเด็นตามมาตรา 70

ผู้จัดสรรที่ดิน ที่ได้รับใบอนุญาตจัดสรร ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 และไม่ได้บำรุงรักษาสาธารณูปโภค สมาชิกผู้ซื้อที่ดินจัดสรร จะทำการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ตามมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543ได้หรือไม่

ตอบ ไม่ได้

14. ประเด็นปัญหาการกำหนดอัตราค่าปรับชำระค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคล่าช้า

การกำหนดอัตราค่าปรับที่สมาชิกชำระค่าสาธารณูปโภคล่าช้า ในข้อบังคับของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรนั้นจะกำหนดอัตราค่า ปรับสูงสุดได้เท่าใดจึงจะถือว่าถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด และวิธีกำหนดอัตราค่าปรับชำระล่าช้าที่ถูกต้องตามกฎหมายกำหนดไว้อย่างไร

ตอบ การกำหนดอัตราค่าปรับ คณะกรรมการหมู่บ้านจัดสรรจะต้องกำหนดอัตราค่าใช้จ่าย และค่าปรับ เสนอให้ที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกมีมติเห็นชอบอัตราค่าปรับ ที่ดินที่ใช้เพื่ออยู่อาศัยและที่ดินเปล่า ไม่เกินร้อยละสิบของจำนวนเงินที่ค้างชำระที่ดินที่ใช้เพื่อประกอบการอุตสาหกรรม หรือประกอบการพานิชยกรรม ไม่เกินร้อยละสิบห้าของจำนวนเงินที่ค้างชำระ ( ระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร )

15. ประเด็นการเรียกเก็บค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภค ของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร กรณีที่ยังไม่ได้รับโอนที่ดินอันเป็นที่ดินสาธารณูปโภคจากผู้จัดสรรที่ดิน

15.1 หมู่บ้านที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแล้ว แต่ยังไม่ได้รับโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและทรัพย์สินจากผู้จัดสรรที่ดิน จะสามารถเรียกเก็บค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคจากสมาชิกตามข้อบังคับของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้หรือไม่





ตอบ ถ้ายังไม่โอนสาธารณูปโภค ผู้จัดสรรที่ดินก็ยังมีหน้าที่ต้องดูแลต่อไป แต่ถ้าเป็นกรณีอนุญาตจัดสรรที่ดินตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ซึ่งจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตาม มาตรา 70 วรรค 4 ก็สามารถเรียกเก็บค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคได้เลย

15.2 หมู่บ้านที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำการโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและทรัพย์สินจากผู้จัดสรรที่ดิน หากเกิดกรณีบุคคลภายนอกเข้ามาภายในหมู่บ้านและทำให้ทรัพย์สินของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเสียหาย จะสามารถแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลภายนอกได้หรือไม่

ตอบ ไม่ได้

16. นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ไม่ยอมรับโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคจากผู้จัดสรรที่ดิน

16.1 นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ไม่ยอมรับโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภค จากผู้จัดสรรที่ดิน โดยอ้างว่าผู้จัดสรรที่ดินไม่ยอมซ่อมแซมทรัพย์สินก่อนส่งมอบ

ตอบ ผู้จัดสรร มีหน้าที่ต้องดูแลรักษาสาธารณูปโภคให้อยู่ในสภาพดังที่ได้จัดทำขึ้นดังนั้น ผู้จัดสรรต้องส่งมอบสาธารณูปโภค ซึ่งอยู่ในสภาพดีดังที่ได้จัดทำขึ้น การที่นิติบุคคลไม่ยอมรับโอนสาธารณูปโภค ถือว่ามีเหตุอันควร

16.2 ผู้จัดสรรรที่ดินไม่ยอมซ่อมแซมทรัพย์สินก่อนส่งมอบและโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภค ให้กับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร โดยมีเจตนาเพื่อให้นำเงินค้ำประกันการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค 7% นำมาซ่อมแซมแทน

ตอบ ให้แจ้งคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน เพื่อแจ้งผู้จัดสรรที่ดินตามาตรา 52 ให้บำรุงรักษาให้คงสภาพดังเช่นได้จัดทำขึ้น

16.3 กรณีนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ไม่สามารถรับโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภค ให้แล้วเสร็จทันตามกำหนดระยะเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินกำหนดอาไว้ ผู้จัดสรรที่ดินสามารถที่จะโอนที่ดินอันเป็นสธารณูปโภคให้กับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น หรือ โอนให้เป็นสาธารณะประโยชน์ได้หรือไม่

ตอบ ผู้จัดสรรที่ดินจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคก่อน ( มาตรา 44 (2) )



*** ประเด็นเพิ่มเติม ภายหลัง การเสวนาอุปสรรคปัญหาการจดทะเบียนนิติบุคคลบ้านจัดสรร วันที่ 1 ธันวาคม 2547



17. ปัญหาการแต่งตั้งคณะกรรมการนิติบุคคลบ้านจัดสรร วิธีการใดที่ถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย

ตอบ การแต่งตั้งคณะกรรมการหมู่บ้านจัดสรร ต้องเป็นไปตามข้อบังคับของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรต้องมีรายการข้อกำหนดเกี่ยวกับจำนวนกรรมการ การเลือกตั้ง วาระการดำรงตำแหน่ง การเริ่มดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง และการประชุมของคณะกรรมการหมู่บ้านจัดสรรซึ่งต้องประชุมอย่างน้อยปีละสองครั้ง

18. กรณีนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ไม่สามารถรับโอนที่ดินเป็นสาธารณูปโภค ให้แล้วเสร็จทันตามกำหนดระยะเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินกำหนดไว้ ผู้จัดสรรที่ดินสามารถที่จะโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคให้กับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น หรือโอนให้เป็นสาธารณะประโยชน์ได้หรือไม่

ตอบ ระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง กำหนดให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรเมื่อได้ดำเนินการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแล้ว ให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแจ้งให้ผู้จัดสรรที่ดินทราบพร้อมทั้งกำหนดวันจดทะเบียนโอนทรัพย์สิน และส่งมอบจำนวนเงินค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภค ที่ผู้จัดสรรที่ดินต้องรับผิดชอบ โดยการดำเนินการดังกล่าวทั้งหมดต้องให้เสร็จภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 180 วันนับแต่วันที่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรายสุดท้ายได้รับจากผู้จัดสรรที่ดิน แต่หากนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรไม่สามารถรับโอนที่ดินแปลงสาธารณูปโภคแล้วเสร็จภายในกำหนด ผู้จัดสรรที่ดินก็ไม่สามารถโอนที่ดินแปลงสาธาณูปโภคหรือบริการสาธารณะให้กับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นหรือโอนให้เป็นสาธารณะประโยชน์ได้เนื่องจากตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 กำหนดให้ผู้จัดสรรที่ดินจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะให้เป็นสาธารณประโยชน์ ได้เฉพาะกรณีไม่มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเท่านั้น

19. ปัญหาการขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของนิติบุคคลบ้านจัดสรร กับเจ้าหน้าที่สรรพากรมีความไม่เข้าใจและไม่รู้ว่านิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรคืออะไร และไม่ทราบว่าเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรจะขึ้นต้นด้วยเลขอะไร

ตอบ เกี่ยวกับการขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรจะขึ้นต้นด้วยเลขอะไรจะต้องสอบถามจากเจ้าหน้าที่สรรพากรโดยตรง ส่วนเรื่องกรณีนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร กรมสรรพากรได้มีการออกพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นภาษีอากร ( ฉบับที่ 378 ) พ.ศ. 2544 เพื่อยกเว้นภาษีอากรให้แก่ผู้จัดสรรที่ดิน นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร หรือนิติบุคคล อื่น สำหรับการโอนทรัพย์สินที่เป็นสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ และการให้บริการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 และได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์สำหรับการโอนและการรับโอนทรัพย์สินที่เป็นสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ และการให้บริการในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 เพื่อเป็นแนวทางให้เจ้าหน้าที่สรรพากรปฏิบัติ

20. เจ้าหน้าที่ที่ดินไม่รับคำขอจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร แต่จะใช้วิธีการตรวจสอบและรับคำขอจดทะเบียนในภายหลัง ทำให้จดทะเบียนไม่ทันตามกำหนดระยะเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินได้แจ้งไว้

ตอบ ในการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร กฎหมายกำหนดให้ผู้จัดสรรที่ดินจะต้องแจ้งให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายทราบ โดยกำหนดระยะเวลาให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรต้องจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร และรับโอนทรัพย์สินตามบัญชีให้แล้วเสร็จ ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 180 วัน นับแต่วันที่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรายสุดท้ายได้รับแจ้ง และหากพ้นกำหนดเวลาดัวกล่าวยังไม่สามารถจัดตั้งนิติบุคคลได้ผู้จัดสรรที่ดินก็จะต้องดำเนินการตาม มาตรา 44 (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ต่อไป และในส่วนของเจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ตามเวลาที่กำหนดด้วยเช่นกัน

21. ปัญหาการโอนที่ดินอันเป็นสาธารณะประโยชน์ หลังจากที่ผู้ซื้อที่ดินไม่สามารถจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้ หากผู้จัดสรรที่ดินไม่ประสงค์จะขออนุมัติคณะกรรมการการจัดสรรที่ดินเพื่อดูแลสาธารณูปโภคต่อไป ผู้จัดสรรที่ดินจะยกทรัพย์สินที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคให้เป็นสาธารณะได้เลยหรือไม่

ตอบ หากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรไม่สามารถจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้ ตามมาตรา 44 (1) จะต้องดำเนินการ (2) คือ การขออนุมัติจากคณะกรรมการให้ดำเนินการอื่นใดเพื่อดูแลรักษาสาธารณูปโภค และประการสุดท้ายตาม (3) คือการจดทดเบียนโอนสาธารณูปโภคให้เป็นสาธารณประโยชน์ โดยจะต้องดำเนินการไปตามลำดับจะข้ามขั้นตอนหนึ่งไปไม่ได้

22. ปัญหาที่ผู้จัดสรรที่ดินเสนอแผนงานต่อคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง เพื่อขออนุมัติดูแลสาธารณูปโภคต่อไป มีเจตนาที่จะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเกินความจริง เพื่อให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรคัดค้าน

ตอบ เมื่อผู้จัดสรรที่ดินแจ้งให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร หรือ นิติบุคคลตามกฎหมายอื่นรับสาธารณูปโภคไปดูแล บำรุงรักษาแล้ว ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรไม่ประสงค์จัดตั้ง หรือจัดตั้งไม่สำเร็จ ก็เป็นสิทธิของผู้จัดสรรที่จะเสนอแผนงานต่อคณะกรรมการจัดสรรที่ดินอย่างใดก็ได้ และหากคณะกรรมการ ฯ ไม่เห็นชอบแผนงานที่เสนอ จะมีผลให้ผู้จัดสรรที่ดินสามารถโอนสาธารณูปโภคให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ได้ต่อไป

23. ไม่มีระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการยกทรัพย์สินที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภค ให้เป็นสาธารณะประโยชน์

ตอบ การจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงสาธารณูปโภคให้เป็นสาธารณประโยชน์ผู้จัดสรรที่ดินจะต้องไปยื่นคำขอโอนที่สำนักงานที่ดินที่ที่ดินตั้งอยู่ในเขต พร้อมทั้งแสดงหลักฐานว่าได้มีการดำเนินการตามมาตรา 44 (1) และ (2) แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ครบถ้วนแล้ว

24. ปัญหาเกี่ยวกับการโอนใบอนุญาตของผู้จัดสรรที่ดิน ที่ได้รับใบอนุญาตตาม ปว.286 และโอนใบอนุญาตให้กับผู้จัดสรรที่ดินรายอื่น ในระหว่างปี พ.ศ.2543 จนถึงปัจจุบัน จะมีเงินค้ำประกันการดูแลรักษาสาธารณูปโภค 7 % หรือไม่ เนื่องจากอยู่ในช่วง พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543

ตอบ ในเรื่องดังกล่าวกรมที่ดินวางแนวทางปฏิบัติไว้ คือ หากเป็นโครงการจัดสรรที่ได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับ มาตรา 43 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 กล่าวคือผู้ขออนุญาตไม่ต้องจัดหาธนาคารหรือสถาบันการเงินมาทำสัญญาค้ำประกันการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค

25. การมีมติควบรวมนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร สามารถที่จะมีมติในวันเดียวกันกับการประชุมใหญ่เพื่อมีมติจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้หรือไม่ หรือจะต้องมีการประชุมใหญ่ภายหลังจดทะเบียนได้

ตอบ การควบนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร กฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตั้งแต่สองนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรขึ้นไป ซึ่งมีพื้นที่ติดต่อกันหรือใกล้เคียงกัน และที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแต่ละแห่ง มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ควบนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ดังนั้นการมีมติควบรวมนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรไม่สามารถจะมีมติในวันเดียวกับการประชุมใหญ่ เพื่อมีมติจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้ เนื่องจากมติการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ไม่ใช่มติของสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรนั้น ดังนั้น การควบรวมนิติบุคคลจะต้องมีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรให้เสร็จเรียบร้อยก่อน

26. ปัญหาที่ดินที่จดทะเบียนเป็นภาระจำยอมให้กับหมู่บ้าน หากจะโอนให้กับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจะไม่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอน

ตอบ ตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 กำหนดให้เฉพาะการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับการโอนทรัพย์สินที่เป็นสาธารณูปโภค และบริการสาธารณะให้แก่นิติบุคคลมาตรา 44 (1) ให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมและภาษีอากร ส่วนถนนภาระจำยอมในโครงการจัดสรร ไม่ถือเป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรที่ดิน จึงไม่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมและภาษีการโอน



สีทอง
การบริหารจัดการ หมู่บ้านจัดสรรภายหลังสิ้นสุดการดูแลของบริษัทบ้านจัดสรร

รูปแบบการบริหารจัดการโครงการหมู่บ้านจัดสรร อย่างที่มีการบริหารจัดการอยู่ปัจจุบัน ก็มีอยู่ 4 วิธี ดังนี้
1. การให้บริษัทจัดสรรเดิม บริหารจัดการต่อไป
2. การจ้างบริษัทรับบริหารจัดการ เข้ามาดูแลใหม่
3. การยกพื้นที่ในหมู่บ้านเป็นสาธารณะ ให้สำนักงานเขต เทศบาล หรือ อบต. เป็นผู้ดูแล
4. การจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ตาม พรบ.จัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ขึ้นมาบริหารจัดการ
ส่วนใหญ่แล้ววิธีที่1 บริษัทจัดสรรเดิมนั้น ไม่ค่อยรับบริหารต่ออยู่แล้วเนื่องจากบริษัทดังกล่าวจะต้องหากำไรสูงสุด จึงมุ่งไปในการผลิตโครงการใหม่ขึ้นมาดีกว่า
วิธีที่2 ตอนนี้ยังมีบริษัทที่รับบริหารจัดการหมู่บ้านจัดสรร ที่มีประสบการณ์ค่อนข้างน้อย หรือ แทบจะไม่ค่อยมีเลยก็ว่าได้ เท่าที่มีก็เฉพาะอาคารใหญ่ๆ
วิธีที่3 เป็นวิธีที่พบมากที่สุดในยุคก่อนมี พรบ. จัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 เนื่องจากไม่ต้องหาผู้รับผิดชอบใดๆ ผลักภาระดังกล่าวให้กับหน่วยงานท้องถิ่น เช่น อบต. ดูแล การจัดเก็บค่าส่วนกลางก็ไม่มี มีแต่ค่าใช้จ่ายทั่วๆ ไป เช่น ค่าขยะ ค่าภาษีบำรุงท้องที่ เท่านั้น
วิธีที่4 เป็นวิธีใหม่ที่หน่วยงานของรัฐที่คิดวิธีนี้คิดว่าเป็นวิธีที่ผลักภาระได้ดูดีที่สุด ทั้งที่เราเสียภาษีให้กับท้องที่? โดยได้บรรจุไว้ใน พรบ. จัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้จัดตั้งนิติบุคคลขึ้นมามีบทบาทและหน้าที่ในนามคณะกรรมการหมู่บ้านในการบริหารจัดการ เพื่อให้มีการบริหารจัดการเอง เช่น การรักษาความปลอดภัย ความสะอาด การจัดเก็บขยะ การดูแลสาธารณูปโภค และทรัพย์สินส่วนกลาง ตลอดจนการดูแลข้อระเบียบการอยู่ร่วมกัน
บริษัทบ้านจัดสรรได้ผลประโยขน์อะไรจาก การจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร
1. บริษัทบ้านจัดสรรโยนหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ซื้อ (นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร) เป็นฝ่ายดูแลรับผิดชอบแทนทั้งหมด
2. บริษัทบ้านจัดสรรมีหน้าที่จ่ายค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ เฉพาะแปลงที่ดินซึ่งยังไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้บุคคลภายนอกเท่านั้น
3. บริษัทบ้านจัดสรรจะได้รับเงินประกันคืนจากกรมที่ดิน ซึ่งสำหรับหมู่บ้านขนาด 100 หลังขั้นไป ก็จะเป็นหลักล้านเลยทีเดียว เพราะตาม พ.ร.บ.การจัดสรร พ.ศ. 2543 เจ้าของโครงการต้องมี "แบงก์การันตี" เพื่อสร้างสาธารณูปโภคก่อนขายโครงการ 15% ของมูลค่าก่อสร้าง เมื่อสร้างแล้วเสร็จ เจ้าหน้าที่ของรัฐตรวจการใช้งานผ่านแล้ว จึงสามารถเอาแบงก์การันตี 15% คืนได้ แต่ยังต้องมีแบงก์การันตีไว้อีก 7% ของมูลค่าสาธารณูปโภคเพื่อบำรุงรักษาสาธารณูปโภคของโครงการ และเมื่อโครงการแล้วเสร็จ มีผู้อยู่อาศัยจนถึงตามกำหนดต้องส่งมอบสาธารณูปโภคให้นิติบุคคลดูแลต่อไป และต้องโอนเงิน 7% ดังกล่าวเข้าบัญชีนิติบุคคลทันที จึงคุ้มกับการที่บริษัทบ้านจัดสรรจะใช้ทุกวิธี แม้แต่การใช้นอมินี เพื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ให้สำเร็จจนได้
หลากหลายปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง “นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร” ที่ผู้ซื้อบ้านยุคใหม่ควรรู้...
ปัญหาการร้องเรียนที่เกิดภายหลังการจัดตั้งนิติบุคคลนับวันจะเพิ่มขึ้น เช่น ข้อมูลการร้องเรียนทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค [สคบ.] (2546) พบว่าคำร้องเรียนทางจดหมายเกี่ยวกับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเพิ่มขึ้นทุกปี โดยปัญหามักเกี่ยวกับ
1 ค่าซ่อมสาธารณูปโภค ใครควรจ่าย: ปัญหาที่เกิดขึ้นเกือบทุกโครงการกับการที่ บริษัทบ้านจัดสรร จะต้องส่งมอบสาธารณูปโภคต่างๆ พื้นที่ส่วนกลางเข้าสู่นิติบุคคลที่มีลูกบ้านเป็นผู้ดูแล คือ ลูกบ้านไม่รับโอน เนื่องจากไม่พอใจในสาธารณูปโภคที่ไม่คงเดิม ถนนแตกร้าว ระบบท่อน้ำ และอื่นๆ เริ่มมีปัญหา โดยในกรณีที่บริษัทบ้านจัดสรร ก็มักให้เหตุผลว่า ลูกบ้านเองก็ได้ใช้สาธารณูปโภคส่วนกลาง และเมื่อเกิดการใช้งานย่อมเสื่อมสภาพตามเวลา ซึ่งเหตุผลนี้ ลูกบ้านก็จะโต้กลับทันทีว่า สาธารณูปโภคไม่น่าจะเสียหายในเวลาอันรวดเร็ว แม้จะมีการใช้งาน แต่เป็นเพราะมีรถขนาดใหญ่ของงานก่อสร้างบริเวณโครงการด้านในซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จทีหลัง เข้าออก มากกว่าที่ทำให้ถนนเสื่อมสภาพเร็ว ไม่ใช่การใช้งานปกติของผู้อยู่อาศัย
เทคนิคของบริษัทบ้านจัดสรร ก็จะพยายามผลักดันให้มีนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร โดยอาจเป็นนอมินี เพื่อมารับมอบสาธารณูปโภคแต่โดยดี อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อตัดภาระค่าดูแลสาธารณูปโภคที่ชำรุด โดยผลักมาให้เป็นภาระจากเงินกองกลางนิติบุคคลแทน โดยสังเกตได้จากความเอื้ออารี เต้นท์ เก้าอี้ ไมค์ ฯลฯ ตลอดมา นิติบุคคลที่ดีย่อมทวงถามให้บริษัทบ้านจัดสรร จัดการซ่อมแซมทรัพย์สินสาธารณะเช่น ถนน ท่อน้ำ ฯลฯ ให้เรียบร้อย แต่ที่เป็นจริงก็คือ มีการซ่อมผิวถนนด้านหน้าและเว้นไปทำด้านหลังสุดอย่างประหลาด ผิวถนน ด้านในถัดมา ยังคงแตกเป็นเส้นๆ น่าเกลียดน่ากลัว นอกจากนี้ภายหลังการโอนทรัพย์สินส่วนกลาง บริษัทบ้านจัดสรรจะได้รับเงินประกันคืนจำนวนหลายล้านบาท จากกรมที่ดิน ซึ่งตามปกตินิติบุคคลสามารถเจรจาให้บริษัทบ้านจัดสรรมอบบางส่วนไว้สำหรับเป็นกองทุนเพื่อดูแลสาธารณูปโภค แต่อนิจจานิติบุคคลที่แสนดีนี้ก็ไม่ได้ทำอะไรเลย
2 การบ้าอำนาจของคน เมื่อมีบุคคลอันไม่ทราบหัวนอนปลายเท้า เข้ามาเป็นกรรมการหมู่บ้าน กรรมการเหล่านี้เป็นเจ้าของบ้านที่แท้จริงหรือไม่ หากติดกู้ธนาคาร ใช่คนที่ทำสัญญากู้หรือไม่ กู้แล้วทิ้งหรือโดนแบงค์ยึดหรือยัง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกตรวจสอบแต่อย่างใด หรือเค้าอาจเป็นนอมินีของบริษัทบ้านจัดสรร หรือมิฉาชีพปะปนมาก็ได้ เพราะใช้กริยาวาจาเสียงดัง ข่มขู่ พูดจาเหมือนคนไร้การศึกษา ไม่เคารพความเป็นคนของผู้อึ่น ทั้งที่เป็นสามัญชนคนธรรมดา มิได้มีอำนาจใดๆตามกฎหมาย มาทำการจัดเก็บเงินค่าส่วนกลาง เงินที่จัดเก็บมาอ้างว่าเข้าบัญชีนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร แต่ไม่มีหลักฐานการเปิดบัญชี (คงเป็นเพราะเปิดบัญชีนิติบุคคลฯไม่ได้ เพราะทะเบียนนิติบุคคลที่จดไว้ ยังไม่มีชื่อกรรมการ) แถมยังออกบิลเงินสด พอโดนทักท้วง ก็เลยไปทำตรายางมาประทับให้เห็นว่าเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พอตบตาพวกไม่รู้ประสีประสาไปได้ แท้ที่จริง บิลที่ไม่มีเลขที่ มันก็คือเศษกระดาษที่ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานใดๆได้ เพราะสามารถปลอมได้ การเสียสละมาช่วยเก็บเงินก้อนโต โดยไม่มีบัญชีนิติบุคคลฯ แนวโน้มส่อความไม่โปร่งใส เนื่องจากยังไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการถาวร ยังไม่มีการแสดงรายการค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ชัดเจน หากอนาคตเงินหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ ลูกบ้านทำได้แค่มองตาปริบๆ หรือบ่นพึมพำ งึมงำ เท่านั้น พอนานๆเข้า ก็อึมครึม จนทุกคนก็ไม่ให้ความร่วมมือ สุดท้ายก็ล้มครืน จนไม่มีกรรมการหน้าไหนอยากเข้ามารับช่วงบริหารงาน การมีเงินอยู่ในมือกรรมการนอกจากจำนวนมากเท่าที่เคยเห็นมีแต่ผลเสีย และเมื่อเสียหายแล้วสมาชิกมักไม่รู้เรื่องหรือถ้าทราบก็ไม่กล้าพูดมาก จนกลายเป็นเรื่องจ่ายเพื่อตัดความรำคาญ ซื้อความสบายใจไปที
3 การที่สมาชิกไม่ยอมจ่ายส่วนกลาง จากผลการศึกษาทางรัฐศาสตร์เรื่องประชาธิปไตยโดยตรง จึงขอสรุปว่าสมาชิกหมู่บ้านจัดสรรทุกแห่งพร้อมที่จะร่วมจ่ายค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคทั้งนั้น แต่ต้องถูกต้องโปร่งใสชัดเจน ให้เกียรติแก่สมาชิกในการมีสิทธิ์รับรู้ข้อมูล ไม่ทำเหมือนเขาเป็นตัวอะไร ทุกครั้งที่ได้ยินว่าสมาชิกหมู่บ้านเลวร้ายไม่ยอมจ่าย มักมองเห็นคนที่ไม่มีความคิด เพียงแต่ใช้ปากพูดนินทาว่าร้ายให้ผู้อื่นเสียหาย ทั้งที่น่าจะหันกลับไปมองกรรมการหมู่บ้านว่ามีลักษณะอย่างไร ทำอย่างไรสมาชิกทุกคนจึงยินดีจ่ายด้วยความเต็มใจ หากให้ความกระจ่างชัดเจนมีหลักฐาน ไม่โมเมหรือไม่บอกความจริงอย่างใดอย่างหนึ่ง การใช้จ่ายเงินทุกรายการ ต้องให้สมาชิกรับทราบโดยพร้อมเพรียง ยึดถือและเคารพในมติสมาชิกกรรมการ มีหน้าที่ทำตามมติจริงๆ ไม่ใช่แค่ในฝันเท่านั้น
4 การจ้างเหมายาม แม่บ้าน ช่างสวน: มีการเบียดบังเอาประโยชน์เฉพาะตน เช่น บางหมู่บ้านจ้างยามที่เป็นคนใกล้ชิดกับกรรมการบางคน เพื่อใช้งานส่วนตัวเป็นวินมอเตอร์ไซค์ เป็นคนรับลูกกลับจากโรงเรียน หรือช่วยนอนเฝ้าถึงในบ้านระหว่างที่ไม่อยู่ นี่ยังไม่นับพนักงานทำความสะอาด และช่างสวน อีกที่ไม่รู้ว่าได้ค่าจ้างเดือนละกี่หมื่น แล้วหักเป็นค่าหัวคิวอีกเท่าไหร่ พวกคนหาเช้ากินค่ำกลับมืด มักตามืดมัวไม่เคยทราบว่ามีคนนั่งนอนนับเงินสบายใจขณะที่เราต้องทำงานหลังขดหลังแข็ง จ่ายเงินให้คนเสวยสุข แล้วก็ยิ่งทุกข์เมื่อบ้านเราโดนงัด ข้าวของก็โดนขโมย หาความปลอดภัยไม่ได้ซักนิด
5 การใช้ พรบ.จัดสรรที่ดิน 2543 มาอ้างความชอบธรรม ก็เป็นที่ชอบอกชอบใจของคนที่เป็นกรรมการที่มีความพอใจกับอำนาจนิยม โมเมเหมาว่ากฎหมายให้กรรมการมีอำนาจกระทำการใดๆก็ได้ ยิ่งชาวบ้านที่ไม่ได้อ่านหรือไม่เข้าใจกฎหมายนี้ กรรมการได้ทีหลอกจูงสมาชิกไปไหนๆให้เป็นที่สนุกสนาน หลอกให้สมาชิกมาประชุม โดยไม่ให้รายละเอียดวาระการประชุม เพื่อทำทีเป็นร่วมออกตั้งกฎตั้งข้อบังคับ ทั้งที่ไปจัดทำเอง ที่เรียกให้มาประชุมก็แค่ต้องการให้ลงชื่อร่วมประชุมเสร็จก็เหมาะลายเซ็นว่าสมาชิกลงมติเป็นเอกฉันท์ ไม่ต้องส่งข้อบังคับจดทะเบียนต่อกรมที่ดิน (ตามกฎกระทรวง 7) ให้ใครดูทั้งนั้น ต้องการจดทะเบียนให้เสร็จเท่านั้น แล้วก็ใช้บังคับตามกฎหมายได้อย่างสบาย เงินที่เก็บมาเกินก็ใช้จ่ายกันสบาย เช่น อาจจะใช้เพื่อเลี้ยงรับรองกันในหมู่กรรมการ เอาไว้ใช้เงินช่วยงานทำบุญงานศพส่วนตัวก็ได้ ใครจะไปรู้ได้ ซึ่งไม่อยู่ในกรอบ พรบ.ที่ดิน 2543 ไม่มีคนอยากยุ่ง ไม่มีการตรวจสอบ พอสอบถามกรมที่ดินทั้งคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง คณะอนุกรรมการจัดสรรที่ดินฯ ได้ความว่าเขาไม่หน้าที่เข้าไปจัดการ จดแล้วก็แล้วกัน หมดภาระเค้าแล้ว จะต้องฟ้องศาลเอาเอง อะไรอะไรก็ต้องฟ้องศาลเอง
6 การไม่รายงานกิจการ งบดุล บัญชีรายรับรายจ่าย ซึ่งผู้สอบบัญชีได้รับรองแล้วต่อคณะกรรมการภายในสามเดือนนับแต่วันสิ้นงวดการบัญชีและประกาศรายงานดังกล่าวโดยเปิดเผยให้สมาชิกทราบ ซึ่งเป็นไปตามตามกฏกระทรวง ว่าด้วยการขอจดทะเบียนจัดตั้งการบริการการควบ และการยกเลิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ.ศ. 2543 ในข้อ 17 ซึ่งกำหนดให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรต้องรายงานกิจการ งบดุล บัญชีรายรับรายจ่าย ซึ่งผู้สอบบัญชีได้รับรองแล้วต่อคณะกรรมการภายในสามเดือนนับแต่วันสิ้นงวดการบัญชีและประกาศรายงานดังกล่าวโดยเปิดเผยให้สมาชิกทราบด้วย และให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อตรวจสอบกิจการ การบัญชี และการเงิน ของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามที่คณะกรรมการกำหนด จะเห็นได้ว่านิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรที่มีเจตนาไม่สุจริต ก็จะอ้างถึงแต่มาตรา 48 ของ พรบ. การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 เท่านั้น เพื่อประโยชน์ในการเรียกเก็บเงินจากลูกบ้าน สรุป เงินเท่านั้นที่ต้องการ การตรวจสอบไม่ต้องมีหรอกนะ ไม่บอกด้วยว่ามีอะไรที่ต้องทำ
7 มีความเป็นไปได้ถึงความไม่ชอบมาพากล และการรับสินบนการจัดตั้งนิติบุคคลจากบริษัทบ้านจัดสรร ที่จะยอมเสียเงินหลักแสนบาท จ้างเหล่ามิจฉาชีพ มากระทำการจัดตั้งเพื่อประโยชน์บางประการ อีกทั้งยังเอื้อถึงช่องทางในการหากินกับงบประมาณกองกลางอันหอมหวานในอนาคตอีกด้วย ดังเคยมีตัวอย่างมาแล้วจากในกรณีนิติบุคคลอาคารชุดที่ผู้บริหารเงินเหล่านี้ ทนความเย้ายวนของเงินที่ไม่มีคนตรวจสอบไม่ไหว จนต้องหอบเงินหนีไปเป็นคดีมากมาย สุดท้ายที่เหลือไว้ก็คือความชอกช้ำใจของเหล่าสมาชิกผู้รักความสงบ และขี้เกรงใจ / ลองพิจารณาดูเองละกันว่าจะทำงัยดีกับกรณีนี้ / หากจะจ่ายก็ต้องแน่ใจถึงความถูกต้องหลายๆอย่าง Are you sure?
สีทอง



คดีจบ! ลีเดียถอนฟ้องหมอกฤษฏ์หมิ่น


เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ศาลแพ่งจังหวัดนนทบุรี ได้ทำการตัดสินคดีที่ นักร้องสาว ลีเดีย ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง "หมอกฤษฏ์ คอนเฟิร์ม" หรือ นายศุภกฤษฏ์ ปทุมศรีวิโรจน์ หมอดูชื่อดัง

ซึ่งเป็นจำเลยในความผิด ฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณา กรณีที่ หมอกฤษฏ์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการทีวีว่า ตามดวงชะตาของลีเดีย มีเกณฑ์ตั้งครรภ์ ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง ซึ่งเป็นคดีที่ยืดเยื้อมานาน ถึง 2 ปี โดยศาลได้พิจารณาเห็นว่า จำเลย หมอกฤษฏ์ มีความผิดจริงในคดีทางแพ่ง


ซึ่งทางด้าน ลีเดีย ได้เรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 50 ล้านบาท โดยให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนหนึ่งและให้ลงขอโทษ

ผ่านหนังสือพิมพ์ เป็นเวลา 3 วัน ซึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 7 พ.ค.53 จำเลย หมอกฤษฏ์ ได้ถูกตัดสินเสียค่าปรับไปแล้ว เป็นเงิน 7.5 หมื่นบาท และรอลงอาญา 2 ปี ซึ่งเท่ากับว่า ด้านนักร้องสาว ได้ชนะคดีไปแล้วในทางอาญา

หลังนักร้องสาว ได้ออกมาจากห้องพิจารณาคดีแล้ว ได้เผยถึงความรู้สึกว่า

"จบเรียบร้อยค่ะ ไม่ต้องมาขึ้นศาลอีกแล้ว" เคลียร์กันยังไงถึงจบได้เห็นยืดเยื้อมานาน "ค่ะก็ 2 ปีกว่า เหนื่อยใจ พอใจกับผลที่ออกมาค่ะ ก็มีเงินส่วนหนึ่งจะเอาไปให้เด็กพิการซ้ำซ้อนแถวรามอินทรา" สิ่งที่เค้าทำให้ลีเดียพอใจคืออะไร "ก็คือ ดีเทลรายละเอียดอาจจะบอกไม่ได้แต่ก็ค่ะ พอใจก็เค้าจะมีลงขอโทษในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐกับเดลินิวส์ค่ะ เป็นเวลา 3 วัน"

chez_chat
กระทู้ดี มีสาระ มีประโยชน์มาก
สีทอง
บุคคลสาบสูญ




ปกติแล้วกฎหมายในเรื่องเกี่ยวกับผู้สูญหายนั้นเราไม่ค่อยได้งัดออกมาใช้กันเท่าไรนัก ยกเว้นก็แต่กรณีเกิดสงครามหรือมีภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงอย่างคลื่นยักษ์สึนามิเป็นต้น ซึ่งทำให้มีผู้สูญหายเป็นจำนวนมาก การสูญหายนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าผู้ที่สูญหายยังมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตแล้ว ดังนั้นตามกฎหมายยังไม่ถือว่าตาย ทรัพย์สินของผู้สูญหายจึงยังไม่ตกทอดเป็นมรดกไปยังทายาท และยังไม่สามารถจัดการทรัพย์สินได้

กรณีนี้จึงยังถือว่าเป็นช่องว่างทางกฎหมายอยู่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงได้บัญญัติกฎหมายในเรื่องบุคคลสาบสูญขึ้นมา ตั้งแต่มาตรา 48 ถึง 63 ซึ่งผมจะนำมาสรุปย่อเพื่อให้ท่านได้อ่านเข้าใจง่าย ดังนี้ครับ

หากปรากฏว่ามีบุคคลซึ่งอาจจะเป็นญาติพี่น้องของเราได้สูญหายไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นฐานที่เขาอยู่ โดยไม่มีใครรู้แน่ว่า บุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และไม่ปรากฏว่าบุคคลที่สูญหายไปนั้นได้ตั้งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปไว้ ผู้มีส่วนได้เสีย เช่น สามี ภรรยา พ่อ แม่ ลูกหลาน ญาติพี่น้องของบุคคลนั้น หรือพนักงานอัยการ อาจยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทำการอย่างใดอย่างหนึ่งไปพลางๆ ก่อนตามที่จำเป็นเพื่อจัดการทรัพย์สินของบุคคลผู้ไม่อยู่นั้นก็ได้ เช่น ภรรยาอาจจะขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถอนเงินจากบัญชีของสามีที่สูญหายเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว อย่างนี้เป็นต้น

หากปรากฏว่าการสูญหายนั้นได้ผ่านไปแล้วเป็นเวลา 1 ปี และไม่มีผู้ใดได้ข่าวคราวของบุคคลนั้นเลย หรือ 1 ปี นับแต่วันที่มีผู้ได้พบเห็นหรือได้ทราบข่าวมาเป็นครั้งหลังสุด ผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการ อาจยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลตั้งผู้จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ขึ้นก็ได้ กรณีนี้ขออย่าได้สับสนกับการตั้งผู้จัดการมรดกนะครับ เนื่องจากผู้จัดการมรดกใช้ในกรณีที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย แต่ผู้จัดการทรัพย์สินใช้ในกรณีสูญหาย

ผู้จัดการทรัพย์สินที่ศาลตั้งขึ้นนี้จะต้องจัดทำบัญชีทรัพย์สินของผู้สูญหายให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน นับแต่วันรับทราบคำสั่งของศาล แต่อาจจะขอร้องให้มีการขยายระยะเวลาออกไปได้หากปรากฏว่าผู้สูญหายมีทรัพย์สินจำนวนมาก หรือยังหาเอกสารไม่พบ

การจัดทำบัญชีทรัพย์สินนี้ต้องมีพยานลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องอย่างน้อย 2 คนด้วยครับ และพยาน 2 คนนี้ต้องเป็นคู่สมรสหรือญาติของผู้ไม่อยู่ซึ่งได้บรรลุนิติภาวะแล้ว แต่ถ้าไม่มีคู่สมรส หรือหาญาติไม่ได้ หรือคู่สมรสและญาติไม่ยอมมาเป็นพยาน จะให้ผู้อื่นซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วเป็นพยานให้ก็ได้ครับ

ผู้จัดการทรัพย์สินมีอำนาจเช่นเดียวกับตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไป แต่ไม่สามารถขายหรือจำนองอสังหาริมทรัพย์ ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินกว่า 3 ปีขึ้นไป การให้ทรัพย์สิน การประนีประนอมยอมความ การยื่นฟ้องต่อศาล เป็นต้น

หากมีความจำเป็นจะต้องตัดการทรัพย์สินตามที่กล่าวมาข้างต้น ผู้จัดการทรัพย์สินจะต้องร้องขอต่อศาลก่อนครับ เมื่อศาลอนุญาตแล้วจึงจะสามารถกระทำการได้ ความเป็นผู้จัดการทรัพย์สินนั้น ย่อมสิ้นสุดลงเมื่อมี 6 กรณีดังนี้


ผู้ไม่อยู่นั้นกลับมา
ผู้ไม่อยู่นั้นมิได้กลับมาแต่ได้จัดการทรัพย์สินหรือตั้งตัวแทนเพื่อจัดการทรัพย์สินนั้นแล้ว
ผู้ไม่อยู่ถึงแก่ความตายหรือศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ
ผู้จัดการทรัพย์สินเป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
ผู้จัดการทรัพย์สินลาออกหรือถึงแก่ความตาย
ผู้จัดการทรัพย์สินเป็นบุคคลล้มละลาย
ศาลถอดถอนผู้จัดการทรัพย์สิน


สำหรับการขอให้ศาลสั่งให้เป็นบุคคลสูญหายนี้ หากพ้นกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เกินกว่า 5 ปีแล้ว ผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการ อาจร้องขอต่อศาลให้เป็นคนสาบสูญได้ แต่ในกรณีที่เกิดสงคราม หรือเกิดอันตรายแก่ชีวิต เช่น ภัยพิบัติที่ภาคใต้ของเราระยะเวลาดังกล่าวจะลดลงมาเหลือเพียงแค่ 2 ปีครับ ก็สามารถยื่นคำร้องได้ และกฎหมายให้ถือว่าบุคคลดังกล่าวถึงแก่ความตายเมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่กล่าวไว้ข้างต้น
สีทอง
จำนำ


สัญญาจำนำ คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า ผู้จำนำ ส่งมอบ สังหาริมทรัพย์ให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเป็นผู้ครอบครองเรียกว่า ผู้รับจำนำ เพื่อประกันการชำระหนี้ ทรัพย์สินที่จำนำได้คือ ทรัพย์สินที่สามารถเคลื่อนที่ ได้ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ช้าง ม้า โค กระบือ และเครื่องทองรูปพรรณ สร้อย แหวน เพชร เป็นต้น ตัวอย่างเช่น นาย ก กู้เงินนาย ข จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท เอาแหวนเพชรหนึ่งวงมอบให้นาย ข ยึดถือไว้เป็นประกันการชำระหนี้เรียกว่า นาย ก เป็นผู้จำนำ และนาย ข เป็นผู้รับจำนำ ผู้จำนำอาจเป็นบุคคลภายนอก เช่น ถ้าแทนที่นาย ก จะเป็นผู้ส่งมอบแหวนเพชรให้เจ้าหนี้ กลับเป็นนาย ค ก็เรียกว่า เป็นผู้จำนำ ผู้จำนำไม่จำเป็นต้องเป็นลูกหนี้เสมอไป

ผู้รับจำนำต้องระวัง

ผู้จำนำต้องเป็นเจ้าของทรัพย์ คือมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่จำนำ ใครอื่นจะเอาทรัพย์ของเขาไปจำนำหาได้ไม่ เพราะฉะนั้นถ้ายักยอก ยืมหรือ ลักทรัพย์ของเขามาหรือได้ทรัพย์ของเขามาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประการ อื่นแล้วเอาไปจำนำ เจ้าของอันแท้จริงก็ย่อมมีอำนาจติดตามเอาคืนได้โดยไม่ ต้องเสียค่าไถ่ เพราะฉะนั้นผู้รับจำนำต้องระวังควรรับจำนำจากบุคคลที่รู้จัก และเป็นเจ้าของทรัพย์เท่านั้น มิฉะนั้นอาจจะเสียเงินเปล่า ๆ

สิทธิหน้าที่ผู้รับจำนำ

เมื่อรับจำนำแล้วทรัพย์สินที่จำนำก็อยู่ในความครอบครองของผู้รับจำนำตลอดไป จนกว่าผู้จำนำจะรับคืนไปโดยการชำระหนี้ ในระหว่างนั้น ผู้รับจำนำมีหน้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่จำนำบางประการ

๑. ต้องเก็บรักษาและสงวนทรัพย์ที่จำนำให้ปลอดภัย ไม่ให้สูญหาย หรือเสียหาย เช่น รับจำนำแหวนเพชรก็ต้องเก็บในที่มั่นคง ถ้าประมาท เลินเล่อวางไว้ไม่เป็นที่เป็นทาง คนร้ายลักไปอาจจะต้องรับผิดได้

๒. ไม่เอาทรัพย์ที่จำนำออกใช้เอง หรือให้บุคคลภายนอกใช้สอยหรือ เก็บรักษา มิฉะนั้นถ้าเกิดความเสียหายใด ๆ ขึ้นก็ต้องรับผิดชอบ เช่น เอา แหวนที่จำนำสวมใส่ไป เที่ยวถูกคนร้ายจี้เอาไปก็ต้องใช้ราคาให้เขา

๓. ทรัพย์สินจำนำบางอย่าง ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา เช่น จำนำสุนัขพันธุ์ดี โค กระบือหรือม้าแข่ง อาจจะต้องเสียค่าหญ้า อาหาร และยารักษาโรค ผู้จำนำต้องชดใช้แก่ผู้รับจำนำ มิฉะนั้นผู้รับจำนำก็มีสิทธิ ยึดหน่วงทรัพย์ที่จำนำไว้ก่อน ไม่ยอมคืนให้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วน

การบังคับจำนำ

เมื่อหนี้ถึงกำหนดลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ผู้รับจำนำก็มีสิทธิบังคับจำนำได้ คือ

๑. เอาทรัพย์สินที่จำนำออกขายทอดตลาด คือกระทำได้เองไม่ต้อง ขออำนาจเจ้าพนักงาน ซึ่งตามธรรมดาก็ให้บุคคลซึ่งมีอาชีพทางดำเนิน ธุรกิจขายทอดตลาดเป็นผู้ขาย แต่ก่อนที่จะขายทอดตลาดผู้รับจำนำจะต้อง บอกกล่าวเป็นหนังสือ ไปยังลูกหนี้ก่อนให้ชำระหนี้และหนี้ที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่น ดอกเบี้ย ค่ารักษาทรัพย์ที่จำนำ เป็นต้น ภายในเวลาอันสมควร

๒. ถ้าผู้รับจำนำจะไม่บังคับตามวิธีที่ ๑ เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้เพื่อ ไถ่ถอนทรัพย์ที่จำนำคืนไป เจ้าหนี้ผู้รับจำนำจะยื่นฟ้องต่อศาล ให้ขายทอด ตลาดทรัพย์ที่จำนำก็ย่อมทำได้ ไม่มีอะไรห้าม

ข้อสังเกต

(๑) เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดต้องนำมาชำระหนี้พร้อมด้วยอุปกรณ์ คือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ถ้ามีเงินเหลือก็คืนแก่ผู้จำนำไป เพราะเป็น เจ้าของทรัพย์ ถ้ามีเจ้าหนี้ หลายคน ผู้รับจำนำก็มีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อน เจ้าหนี้อื่น

(๒) เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้แล้วคู่สัญญาจะตกลงกันให้ทรัพย์สินที่ จำนำตกเป็นของผู้รับจำนำก็ย่อมทำได้ ถือว่าเป็นการชำระหนี้ด้วยของอื่น แต่จะตกลงกันเช่นนี้ในขณะทำสัญญาจำนำ หรือก่อนหนี้ถึงกำหนดหาได้ไม่
สีทอง
การขายฝาก คืออะไร

การขายฝาก คือ การซื้อขายอย่างหนึ่งซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกเป็นของผู้ซื้อ ฝากทันทีแต่มีข้อตกลงว่า ผู้ขายฝากอาจไถ่ทรัพย์คืนได้ภายในเวลาที่กำหนดทรัพย์สินใด ขายฝากได้บ้าง ทรัพย์สินทุกชนิดขายฝากได้ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน รถยนต์ เรือ นาฬิกา แต่การซื้อขายทรัพย์บางอย่างต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้


แบบของสัญญาขายฝาก

1. ถ้าเป็นการขายฝากอสังหาริมทรัพย์ (ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้) เช่น บ้าน หรือที่ ดิน หรือขายฝากเรือกำปั่น หรือเรือที่มีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟหรือเรือยนต์ที่มี ระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป เรือนแพที่คนอยู่อาศัย สัตว์พาหนะ เช่น ช้าง ม้า โค เป็นต้น
2. ถ้าเป็นการขายฝากสังหาริมทรัพย์ ที่มีราคา 500 บาทหรือเรียกว่า 500 บาท ขึ้นไป การขายฝากนี้จะต้องทำหลักฐานเป็นหนังสือ ให้ผู้ขายและผู้ซื้อลงชื่อไว้ในหนังสือ หรือต้องมีการวางมัดจำ หรือมีการชำระหนี้บางส่วนไปแล้ว มิฉะนั้นจะฟ้องร้องให้ศาล บังคับไม่ได้

การไถ่ทรัพย์คืนหรือการซื้อกลับคืน

1. สินไถ่ คือ จำนวนเงินที่ผู้ขายฝากต้องนำมาชำระแก่ผู้รับซื้อฝาก เพื่อขอไถ่เอา ทรัพย์คืนซึ่งอาจจะตกลงไว้ในสัญญาขายฝากหรือไม่ได้ตกลงไว้ก็ได้ และสินไถ่จะต้องเป็น เงินเสมอและไถ่ถอนกันด้วยทรัพย์สินอย่างอื่นไม่ได้
2. ระยะเวลาการไถ่คืนทรัพย์สินที่ขายฝาก
2.1 การขายฝากอสังหาริมทรัพย์ ต้องกำหนดไถ่ถอนกันภายในเวลาไม่เกิน 10 ปี
2.2 การขายฝากสังหาริมทรัพย์ ต้องกำหนดไถ่ถอนกันภายในเวลาไม่เกิน 3 ปี
3. การไถ่ทรัพย์คืนมีข้อพิจารณาดังนี้
3.1 ต้องไถ่ภายในกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ จะไถ่เมื่อเกินกำหนดแล้วไม่ได้ และกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะตกเป็นของผู้ซื้อฝากอย่างเด็ดขาด ผู้ขายฝากหมดสิทธิไถ่
3.2 ขยายกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์คืนสามารถทำได้ ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้รับไถ่
4. บุคคลที่มีสิทธิไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากคืนได้
4.1 ผู้ขายฝากหรือทายาทของผู้ขายฝาก
4.2 ผู้รับโอนสิทธิการไถ่ทรัพย์สินคืน
4.3 บุคคลซึ่งในสัญญายอมไว้โดยเฉพาะว่าให้เป็นผู้ไถ่ได้
5. บุคคลที่มีสิทธิให้ไถ่คืนได้
5.1 ผู้รับซื้อฝากหรือถ้าหากผู้รับซื้อฝากตายก่อนครบกำหนดเวลาไถ่ ผู้ขาย ฝาก ต้องไปขอไถ่จากทายาทของผู้รับฝาก
5.2 ผู้รับโอนทรัพย์สินที่ขายฝากนั้น จากผู้ซื้อฝากเดิมดอกผลของทรัพย์สิน ที่ขายฝากที่เกิดขึ้นในระหว่างการขายฝากดอกผลของทรัพย์สินที่ขายฝากซึ่งเกิดขึ้นใน ระหว่างการขายฝากย่อมตกเป็นของผู้ซื้อฝาก ค่าธรรมเนียมตอนทำสัญญาขายฝาก ผู้ซื้อฝากเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียม

สีทอง
ขายอสังหาริมทรัพย์อย่างไรไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ :: ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักงานเลขานุการกรม กรมสรรพากร



อสังหาริมทรัพย์คืออะไร

"อสังหาริมทรัพย์" หมายถึง ที่ดิน ทรัพย์อันติดกับที่ดิน หรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน รวมทั้งสิทธิทั้งหลายอันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินด้วย
จากนิยามดังกล่าว อาจแบ่งอสังหาริมทรัพย์ออกได้ดังนี้

ที่ดิน หมายถึง พื้นดินทั่วไป รวมทั้งภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ลำน้ำ ทะเลสาบ เกาะ และที่ชายทะเลด้วย
ทรัพย์อันติดกับที่ดิน ได้แก่ ไม้ยืนต้น อาคาร โรงเรือน หรือสิ่งก่อสร้างบนที่ดิน
ทรัพย์ซึ่งประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน ได้แก่ แม่น้ำ ลำคลอง แร่ธาตุ กรวด ทราย ที่มีอยู่ตามธรรมชาติหรือซึ่งมนุษย์นำมารวมไว้กับที่ดินจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นดินตามธรรมชาติ
สิทธิทั้งหลายอันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ได้แก่ กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่มีโฉนด สิทธิครอบครองในที่ดินที่ไม่มีโฉนด ภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน เป็นต้น
กระทำอย่างไรถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์

การกระทำดังต่อไปนี้เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ในระบบภาษีธุรกิจเฉพาะ

"ขาย" คือสัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่งเรียกว่า ผู้ขาย โอนกรรมสิทธิ์แห่งอสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่า ผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาอสังหาริมทรัพย์นั้นให้แก่ผู้ขาย
"สัญญาจะขาย" สัญญาจะขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้วจะนำไปฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้
"ขายฝาก" คือ สัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ขายอาจไถ่อสังหาริมทรัพย์นั้นคืนได้
การขายฝากอสังหาริมทรัพย์ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นถือเป็นโมฆะ
"แลกเปลี่ยน" คือ สัญญาซึ่งคู่กรณีต่างโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้กันและกัน
"ให้เช่าซื้อ" คือ สัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้น หรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนตามที่ตกลงกัน
"ให้" คือ สัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้ให้โอนอสังหาริมทรัพย์ของตนโดยเสน่หาให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้รับ และผู้รับยอมรับเอาอสังหาริมทรัพย์นั้น
"จำหน่าย จ่าย โอนไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่" ได้แก่ การเวนคืนที่ดิน การโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้ให้เช่าที่ดินเพื่อตอบแทนสิทธิการเช่า การบริจาค เป็นต้น

การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ได้แก่ การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้า หรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยทางใด แบ่งเป็น 2 กรณี

กรณีที่ 1 การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ผู้ขายกระทำเป็นปกติธุรกิจ ดังต่อไปนี้ ผู้ขายต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ (ตามแบบ ภธ. 01) ภายใน 30 วัน นับแต่วันเริ่มประกอบกิจการ (ได้แก่วันที่มีรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์)

การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการจัดสรรที่ดิน ได้แก่ การจำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อย มีจำนวนตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไป โดยให้คำมั่นหรือการแสดงออกโดยปริยายว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภค หรือบริการสาธารณะ หรือปรับปรุงที่ดินนั้นให้เป็นที่อยู่อาศัย ที่ประกอบการพาณิชย์ หรือที่ประกอบการอุตสาหกรรม
การขายอาคารชุดโดยเจ้าของโครงการซึ่งต้องจดทะเบียนเป็นอาคารชุดตามกฎหมายอาคารชุด
การขายอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อขาย เช่น การขายบ้าน ทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์ อาคารสำนักงาน เป็นต้น ซึ่งปลูกสร้างเพื่อขาย โดยผู้ขายต้องนำมูลค่าขายที่ดินอันเป็นที่ตั้งอาคารดังกล่าวมารวมเสียภาษีธุรกิจเฉพาะด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะมีการแบ่งแยกหรือไม่
การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะเป็นการจัดสรรที่ดิน หรือการขายอาคารชุด หรือสร้างอาคารเพื่อขายดังกล่าว แต่มีการแบ่งขายในลักษณะคล้ายคลึงกับการจัดสรรที่ดิน (เช่น สวนเกษตร การจัดสรรที่ดินที่ไม่มีโฉนดที่ดินหรือไม่ถึง 10 แปลง)

กรณีที่ 2 การขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นทางค้าหรือ หากำไรที่ผู้ขายมิได้กระทำเป็นปกติธุรกิจ ดังต่อไปนี้ ผู้ขายไม่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่ต้องยื่นแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ และเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเมื่อมีรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์นั้น

การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ หรือธุรกิจทั่วไป ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้ขายจะถือครองไว้กี่ปีก็ตามและไม่ว่าผู้ขายจะเป็นบุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น
การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบการเกษตรกรรม และได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มา
การขายอสังหาริมทรัพย์อื่นใดที่ไม่เข้าลักษณะ เป็นการจัดสรรที่ดิน หรือการขายอาคารชุด หรือสร้างอาคารเพื่อขาย หรือมีการแบ่งขายในลักษณะคล้ายคลึงกับการจัดสรรที่ดิน หรือขายอาคารชุด หรือการแบ่งขายอาคาร หรือแม้ไม่มีการแบ่งขาย แต่มีพฤติการณ์ของผู้ขายแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่าจะมีการแบ่งแยกภายหลังการขายตามกรณีที่ 1 ข้างต้น ทั้งนี้ ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มา

การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

การขายอสังหาริมทรัพย์กรณีดังต่อไปนี้ ไม่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ที่ไม่เข้าลักษณะเห็นการจัดสรรที่ดิน หรือการขายอาคารชุด หรือสร้างอาคารเพื่อขาย หรือมีการแบ่งขายในลักษณะคล้ายคลึงกับการจัดสรรที่ดิน หรือขายอาคารชุด หรือการแบ่งขายอาคาร หรือแม้ไม่มีการแบ่งขาย แต่มีพฤติการณ์ของผู้ขายแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่าจะมีการแบ่งแยกภายหลังการขาย หรืออสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ ได้แก่ การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบการเกษตรกรรม อสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย เป็นต้น
การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับมาโดยทางมรดก
การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญ ที่ผู้ขายมีชื่อในทะเบียนบ้าน และได้อาศัยเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้มา

การนับระยะเวลาการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์

ในกรณีที่ที่ดิน และอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างได้มาไม่พร้อมกันกำหนดเวลาห้าปี ให้ถือตามระยะเวลาการได้มาซึ่งที่ดินหรืออาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้มาภายหลัง

รายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์

ผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นทางค้าหรือหากำไร ต้องคำนวณและเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากราคาที่ตกลงซื้อขาย หรือราคาทุนทรัพย์เพื่อการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิหรือนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน อันเป็นราคาที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอนแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะ

ร้อยละ 3.0 ของยอดรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์และภาษีส่วนท้องถิ่นอีกร้อยละ 10 ของภาษีธุรกิจเฉพาะ รวมเป็นร้อยละ 3.3 ของยอดรายรับฯ

การยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ

กรณีผู้ขายจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ให้ยื่นแบบ ภธ. 40 เป็นรายเดือนภาษี ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ไม่ว่าจะมีรายรับหรือไม่ก็ตาม โดยให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือกิ่งอำเภอ หรือเขตท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่
กรณีมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่นแบบ ภธ. 40 เป็นรายสถานประกอบการเว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้ยื่นแบบ ภธ. 40 รวมกัน
กรณีผู้ขายได้สิทธิไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ให้ยื่นแบบ ภธ. 40 เฉพาะของเดือนภาษีที่มีรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ โดยยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือกิ่งอำเภอ หรือเขตท้องที่ที่ผู้ขายมีภูมิลำเนาตั้งอยู่

อากรแสตมป์

ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียอากรแสตมป์สำหรับรายรับที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่ถ้าได้เสียอากรแสตมป์ไปในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมก็มีสิทธิขอคืนเงินค่าอากรแสตมป์ภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่ได้เสียอากรแสตมป์ต่อสรรพากรพื้นที่ หรือสรรพากรจังหวัดแล้วแต่กรณี
เพื่อไม่ให้เป็นภาระต้องขอคืนเงินค่าอากรแสตมป์ในกรณีดังกล่าว ควรเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเสียก่อนแล้วนำหลักฐานไปแสดงต่อเจ้าพนักงานผู้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ก็จะไม่ถูกเรียกเก็บค่าอากรแสตมป์

หมายเหตุ
เอกสารนี้เป็นเอกสารแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์ หากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดต่อสอบถามได้ ณ หน่วยงานสรรพากรทุกแห่ง

แหล่งที่มา ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักงานเลขานุการกรม กรมสรรพากร สล. 0318/30
สีทอง
กฎหมายภาษีเกี่ยวกับการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ควรรู้


การเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น เป็นกรณีที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ได้นำทรัพย์สินออกหาผลประโยชน์นอกเหนือจากการอยู่อาศัยของตนเอง หรือให้ผู้อื่นนำไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม

ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. โรงเรือน อาคาร สิ่งปลูกสร้างต่างๆ

2. ที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือน อาคาร สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ซึ่งหมายถึงที่ดินซึ่งใช้เป็นที่ปลูกสร้าง โรงเรือน อาคาร และสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ และที่ดินซึ่งเป็นบริเวณต่อเนื่องกันกับโรงเรือน อาคาร สิ่งปลูกสร้างนั้นๆ และได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน

ทรัพย์สินที่ได้รับยกเว้นภาษี

1. พระราชวังซึ่งเป็นของแผ่นดิน

2. ทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาล หรือสาธารณะและทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการรถไฟโดยตรง

3. ทรัพย์สินของโรงพยาบาลสาธารณะและโรงเรียนสาธารณะ ซึ่งกระทำกิจการอันไม่ใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และใช้ในการรักษาพยาบาลและในการศึกษา

4. ทรัพย์สินซึ่งเป็นศาสนสมบัตรที่ใช้เฉพาะในศาสนกิจอย่างเดียวหรือเป็นที่อยู่ของสงค์

5. โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างของการเคหะแห่งชาติ ที่ผู้เช่าซื้อมาอาศัยอยู่เอง โดยมิได้ใช้เป็นที่เก็บสินค้าหรือประกอบการอุตสาหกรรม หรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้ประกาศกระทรวงมหาดไทย ฉบับลงวันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2535 ยกเว้นพื้นที่อ่างเก็บน้ำ เขื่อนต่างๆ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต

6. โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ ซึ่งปิดไว้ตลอดปีและเจ้าของไม่ได้อยู่เองหรือให้ผู้อื่นอยู่นอกจากคนเฝ้า ในโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง อย่างอื่นๆ หรือในที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกัน

การขอลดหย่อน ขอยกเว้น งดเว้น ขอปลด ขอลดค่าภาษี โรงเรือนและที่ดิน จะทำได้ดังกรณีต่อไปนี้

- ถ้าโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ ถูกรื้อถอนหรือทำลาย สามารถขอลดหย่อนภาษีค่ารายปีของทรัพย์สินนั้นต่ามส่วนที่ถูกทำลายตลอดเวลาที่ยังไม่ได้ทำขึ้น และโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ นั้นต้องใช้ไม่ได้

- โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ ซึ่งทำขึ้นระหว่างปีนั้น ให้ถือเอาเวลาซึ่งโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ นั้นได้มีขึ้นและสำเร็จจนควรเข้าอยู่ได้แล้วเท่านั้นมาเป็นเกณฑ์คำนวณค่ารายปี

- ถ้าเจ้าของโรงเรือนได้ติดตั้งส่วนควบที่สำคัญและมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกล เครื่องกระทำหรือเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมบางอย่าง เช่น โรงเลื่อย โรงสี ฯ ขึ้นในโรงเรือนนั้นๆ ในการประเมินให้ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีของทรัพย์สินนั้นมาเป็นเกณฑ์คำนวณค่ารายปี

- เจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นได้รับความเสียหายเพราะโรงเรือน ว่างลงหรือชำรุดจึงจำเป็น ต้องซ่อมแซมส่วนที่สำคัญ เจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นมีสิทธิขอลดภาษีได้ ทั้งนี้เป็นไปตามดุลพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่จะลดภาษีตามส่วน ที่เสียหายหรือปลดภาษีทั้งหมดก็ได้

- ถ้าเจ้าของเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินในปีที่ผ่านมาย่อมได้รับการยกเว้น งดเว้น ปลดภาษีหรือลดค่าภาษี แล้วแต่กรณี

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น คือ ผู้รับประเมิน หมายถึง เจ้าของกรรมสิทธ์ในทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีเว้นแต่ถ้าที่ดิน อาคาร และโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เป็นคนละเจ้าของกัน ให้เจ้าของกรรมสิทธิ์ในอาคาร โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี

การยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน

ให้ผู้รับประเมินยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในท้องที่ซึ่งทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปี
สีทอง
มติชน"ฟ้อง"เอเอสทีวีผู้จัดการ"ยกก๊วน ป้ายสีกล่าวเท็จ ล้มกษัตริย์-ล้มเจ้า ขอนำสืบชอบสร้างเรื่องเท็จ


เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ตัวแทนบริษัท บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นฟ้อง นายสุรวิชช์ วีรวรรณ ที่ 1, นายตุลย์ ศิริกุลพิพัฒน์ ที่ 2, บริษัท เอเอสทีวีผู้จัดการ จำกัด ที่ 3, บริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด (มหาชน) ที่ 4, บริษัท ผู้จัดการจัดจำหน่าย จำกัด ที่ 5, บริษัท เอธนิค เอิร์ธ ดอท คอม โอลดิ้ง จำกัด ที่ 6 จำเลย ในความผิดหมิ่นประมาท และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เป็นคดีดำที่ อ. 1795/2553 โดยศาลอาญานัดไต่สวน 2 สิงหาคม 2553 เวลา 9.00 น. เนื่องจากใส่ร้ายโจทก์ว่า กระทำการล้มกษัตริย์ และยังโน้มน้าวให้ผู้อ่านเชื่อว่าโจทก์มีพฤติกรรมล้มกษัตริย์ล้มเจ้า อันเป็นความเท็จ


คำฟ้อง ระบุว่า เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2553 ถึงวันที่ 28 พฤษภาคม 2553 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งหกได้บังอาจร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ


เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2553 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 6 ได้บังอาจร่วมกันใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยการโฆษณาด้วยการนำบทความเรื่อง "มติชนกับการล้มกษัตริย์" ที่จำเลยที่ 1 เขียนใส่ร้ายโจทก์ออกเผยแพร่ด้วยตัวอักษรลงในเว็บไซต์ชื่อ "www.manager.co.th" และในเว็บไซต์ชื่อ "www.astvmanager.com" ซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของกิจการหรือผู้ให้บริการ และมีจำเลยที่ 6 เป็นผู้ควบคุมคัดเลือกเผยแพร่และรับผิดชอบข้อมูลในเว็บไซต์ทั้งสองดังกล่าว



ทั้งนี้ ถ้อยคำบทความดังกล่าวมีเนื้อหายืนยันว่าโจทก์กระทำการล้มกษัตริย์ และยังโน้มน้าวให้ผู้อ่านเชื่อว่าโจทก์มีพฤติกรรมล้มกษัตริย์ล้มเจ้า อันเป็นความเท็จ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายข่าวทางอินเตอร์เน็ต เป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ทั้งนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 6 ดังกล่าวมีจำเลยที่ 3 รู้เห็นเป็นใจ สนับสนุนและยินยอมให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 6 กระทำการหมิ่นประมาทโจทก์ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในควสามควบคุมของตน


ต่อมา เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2553 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ได้บังอาจร่วมกันใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน อีกกระทงหนึ่ง กล่าวคือจำเลยที่ 1 เป็นคอลัมนิสต์เขียนบทความลงในคอลัมน์ "หน้ากระดานเรียงห้า" หน้าที่ 12 มีถ้อยคำบทความว่า "มติชนกับการล้มกษัตริย์" มีเนื้อหายืนยันว่า โจทก์กระทำการล้มกษัตริย์ และยังโน้มน้าวให้ผู้อ่านเชื่อว่า โจทก์มีพฤติกรรมล้มกษัตริย์ล้มเจ้า อันเป็นความเท็จ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายหนังสือพิมพ์ ซึ่งมีจำเลย 2 เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดทำและควบคุมเนื้อหาที่ลงในหนังสือพิมพ์และมีจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ ย่อมต้องรู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ 1 เพื่อใส่ร้ายโจทก์ดังกล่าว


สำหรับจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 นั้นรู้ว่า หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน ใส่ร้ายผู้อื่นเสมอมาจนถูกฟ้องศาลเป็นคดีความมากมาย แต่ก็ยังรับพิมพ์รับจัดจำหน่ายหนังสือพิมพ์ดังกล่าวเรื่อยมา ถือได้ว่าจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 ร่วมมือกับจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 3 หรือสนับสนุนให้จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 3 กระทำการหมิ่นประมาทโจทก์


บทความที่ นายสุรวิชช์ วีรวรรณ จำเลยที่ 1 เขียนดังกล่าว เป็นความเท็จทั้งสิ้น ความจริงโจทก์ไม่เคยกระทำการล้มกษัตริย์หรือล้มเจ้าตามที่ได้ถูกจำเลยทั้งหมดใส่ความดังกล่าว


การเขียนบทความของนายสุรวิชช์ และมีการลงเผยแพร่ในเว็บไซต์ดังกล่าวอันเป็นกิจการของจำเลยที่ 3 ซึ่งมีจำเลยที่ 6 ควบคุมดูแล กับมีการลงในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวันอันเป็นกิจการของจำเลยที่ 3 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการ แต่ไม่ได้ใช้วิจารณญาณเยี่ยงบุคคลผู้มีอาชีพสื่อมวลชน ไม่พิจารณาตรวจสอบข้อความที่จำเลยที่ 1 เขียนใส่ความโจทก์ว่าเป็นความจริงหรือไม่ แต่จำเลยที่ 6 กลับนำเอาถ้อยคำบทความที่จำเลยที่ 1 เขียนใส่ร้ายโจทก์ไปลงอยู่ในเว็บไซต์


ส่วนสำหรับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ก็นำไปลงหนังสือพิมพ์แล้วไปจ้างจำเลยที่ 4 เป็นผู้จัดพิมพ์และจ้างจำเลยที่ 5 เป็นผู้จัดจำหน่ายแพร่หลายดังกล่าว เป็นกรณีที่จำเลยทั้งหก มีเจตนาหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์โดยการโฆษณา ด้วยตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ และด้วยเอกสาร ต่อบุคคลที่สาม กล่าวคือ ถ้อยคำและบทความดังกล่าวย่อมทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ทันทีว่า โจทก์กระทำการล้มกษัตริย์ ล้มเจ้า ซึ่งไม่เป็นความจริงและเป็นเท็จทั้งสิ้น


นอกจากนี้ ถ้อยคำบทความที่จำเลยทั้งหกร่วมกันใส่ความโจทก์ดังกล่าวไม่ได้เป็นการแสดงความคิดเห็น หรือแสดงข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม และไม่เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม หรือแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมแต่อยางใด



นอกจากนี้หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวันนั้นยังมีพฤติกรรมชอบสร้างเรื่องเท็จใส่ร้ายใส่ความผู้อื่นเป็นอาจิณ โจทก์จะนำเสนอพยานหลักฐานต่อศาลในชั้นพิจารณาต่อไป


การที่จำเลยทั้งหกหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ ด้วยถ้อยคำบทความอันเป็นเท็จดังกล่าว เป็นการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งหก มีเจตนาที่จะมุ่งร้ายใส่ความโจทก์อย่างร้ายแรงโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ทำให้ประชาชนทั่วไปซึ่งได้ฟังและอ่านถ้อยคำบทความหมิ่นประมาทโจทก์ดังกล่าว ดูหมิ่น เกลียดชังโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งหกได้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงโจทก์เป็นอย่างมาก จึงขอศาลโปรดลงโทษจำเลยทั้งหกโดยสถานหนักเพื่อให้หลาบจำและจะได้ยุติพฤติกรรมดังกล่าวต่อไป


เหตุเกิดที่แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร และแขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร และทุกตำบล ทุกอำเภอ ทั่วราชอาณาจักรไทย โจทก์มิได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เพราะประสงค์จะดำเนินคดีนี้ด้วยตนเอง


สำหรับคำขอท้ายคำฟ้องอาญา ระบุว่า การที่จำเลยได้กระทำตามข้อความที่กล่าวมาในคำฟ้องนั้น ถือว่าเป็นความผิดต่อกฎหมาย และบทมาตราดังนี้ คือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 ประกอบมาตรา 88, 84, 86, 90, 91 พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 มาตรา 4 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14, 15



โจทก์ขอศาลได้ออกหมาย นัดและเรียก จำเลยมาไต่สวนมูลฟ้องและพิจารณาพิพากษาลงโทษตามกฎหมาย และขอให้ศาลสั่งและบังคับจำเลยทั้งหกลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ กรุงเทพธุรกิจ คมชัดลึก ไทยโพสต์ บ้านเมืองและสยามรัฐ ติดต่อกันเป็นเวลา 15 วัน








สีทอง
คนเสมือนไร้ความสามารถ


บุคคลที่ไม่สามารถจัดการงานของตนเองได้ เพราะกายพิการ จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ประพฤติสุรุ่ยสุร่ายเสเพลเป็นอาจิณ หรือติดสุรายาเมา และศาลได้สั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ.



การยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ

โดยหลักกฎหมายแพ่งคุ้มครองบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถมิให้ถูกเอารัด เอาเปรียบ จากบุคคลอื่น โดยกฎหมายกำหนดไว้ให้นิติกรรมบางอย่างคนเสมือนไร้ความสามารถตั้งได้รับความยินยอมของ ผู้พิทักษ์ก่อนจึงจะทำการได้ หรือศาลมีคำสั่งให้ผู้พิทักษ์มีอำนาจกระทำการนั้นแทนคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๔ และโดยเหตุที่ปัจจุบันนี้มีบิดามารดาของผู้ซึ่งเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่บุตรของตนซึ่งเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และบรรลุ นิติภาวะทางกฎหมายได้ นอกจากจะต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถเสียก่อน จึงมีประชาชนยื่นคำร้องขอให้สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน สำนักงานอัยการสูงสุดให้ช่วยดำเนินการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถมากขึ้น


กฎหมายที่เกี่ยวข้อง


ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒ บุคคลใดมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบหรือประพฤติสุรุ่ยสุร่าย เสเพลเป็นอาจิณ หรือติดสุรายาเมาหรือมีเหตุอื่นใดทำนองเดียวกันนั้นจนไม่สามารถจะจัดทำการงาน โดยตนเองได้ หรือจัดกิจการไปในทางที่อาจจะเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนเองหรือครอบครัวเมื่อบุคคล ตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๘ ร้องขอต่อศาล ศาลจะสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้


บุคคลซึ่งศาลได้สั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถตามวรรคหนึ่ง ต้องจัดให้อยู่ในความพิทักษ์ การแต่งตั้งผู้พิทักษ์ การแต่งตั้งผู้พิทักษ์ ให้เป็นไปตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการสิ้นสุดของความเป็นผู้ปกครองในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ ๕ มาใช้ บังคับแก่การสิ้นสุดของการเป็นผู้พิทักษ์โดยอนุโลม คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา



ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๖๓ ในกรณีที่ศาลสั่งให้สามีหรือภริยาเป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ภริยาหรือสามีย่อมเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ แต่เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรืออัยการร้องขอ และถ้ามีเหตุสำคัญ ศาลจะตั้งผู้อื่นเป็นผู้อนุบาลหรือพิทักษ์ก็ได้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๙/๑ ผู้ใช้อำนาจปกครอง เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตร ในกรณีที่บุตร ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถผู้ใช้อำนาจปกครอง ย่อมเป็นผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์แล้วแต่กรณี


ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๙/๑ ในกรณีที่ผู้เยาว์ ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถและศาลมีคำสั่งบุคคลอื่น ซึ่งมิใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองเป็นผู้อนุบาลให้คำสั่งนั้นมีผลเป็นการถอนผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครอง ที่เป็นอยู่ในขณะนั้น


ในกรณีที่บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะและไม่มีคู่สมรส ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ให้บิดามารดา หรือบิดา หรือมารดาเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์แล้วแต่กรณี เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น


เหตุในการยื่น


บุคคลที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ จะต้องเป็นบุคคลที่ไม่สามารถ จะจัดทำการงานของตนเองได้เพราะเหตุหนึ่งเหตุใดดังต่อไปนี้
๑. กายพิการ กล่าวคือมีร่างกายบกพร่อง เช่น แขน ขาด้วน ตาบอดหูหนวก เป็นต้น
๒. จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ กล่าวคือมีจิตใจบกพร่องได้แก่ จิตไม่ปกติเหมือนคนธรรมดา แต่ไม่ถึงกับวิกลจริต อาจจะมีความรู้สึกรับผิดชอบอยู่บ้างแต่เลอะเลือนเป็นบางครั้ง
๓. ประพฤติสุรุ่ยสุร่ายเสเพลเป็นอาจิณ กล่าวคือคนที่ชอบเที่ยวเตร่ หรือชอบเล่นการพนันล้างผลาญทรัพย์สมบัติโดยไร้ประโยชน์ อย่างไม่มีเหตุผลและไม่มีประโยชน์สมดังที่ได้ใช้ไป
๔. ติดสุรายาเมา กล่าวคือเสพจนเลิกไม่ได้โดยติดยาเสพติดทุกอย่าง เช่น ติดเหล้า ติดฝิ่น ติดกัญชา หรือติดเฮโรอีน เป็นต้น แต่ทั้งนี้จะต้องถึงขนาดที่ไม่สามารถจัดทำการงานของตนเองได้
๕. เหตุบกพร่องอื่น ๆ ทำนองเดียวกันกับข้อ ๑. ถึง ๔. เช่นบุคคลที่มีอายุมากหลงๆ ลืมๆ ช่วยเหลือตนเองไม่ได้เป็นต้น


แต่ทั้งนี้เหตุบกพร่องอื่นๆ ดังกล่าวนี้ต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังนี้ด้วย กล่าวคือ ไม่สามารถ จะจัดทำการงานโดยตนเองได้ ดังนั้น ถ้าเหตุบกพร่องในข้อ ๕. ไม่ถึงกับ ไม่สามารถจัดทำการงานโดยตนเองได้ ก็ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถได้ เช่น ภริยาเพียงกายพิการเป็นโรคอัมพาตมือเท้าตาย ไม่สามารถลุกนั่งด้วยตนเองได้ แต่พูดได้ความดี สามียื่นคำร้องขอให้ศาลจะสั่งว่าภริยาของตนเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ กรณีเพียงเท่านี้ยังไม่พอถือว่าภริยาไม่สามารถจะจัดทำการงานด้วยตนเองได้ และยังไม่ถือว่าภรรยาเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถได้


หรือ การจัดกิจการไปในทางที่จะเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนเอง หรือครอบครัวกล่าวคือ แม้บุคคลจะมีเหตุบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ หรือมีความประพฤติหรือเหตุอื่นใดทำนองเดียวกันดังกล่าวในข้อ ๑. ถึง ๕. แล้ว แต่บุคคลนั้นแม้จะยังสามารถจะจัดทำ
การงานโดยตนเองได้ ก็อาจถูกศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถได้ ถ้าบุคคลนั้น จัดกิจการไปในทางที่อาจจะเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนเองหรือครอบครัว


เขตอำนาจศาล


ในการยื่นคำร้องให้ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถนั้น มีหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับการยื่นคำร้อง ขอให้ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ คือเป็นไปตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔(๒) คือยื่นต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น ในเขตศาลหรือต่อศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล



เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง


๑.สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ที่จะยื่นคำร้องขอ ให้ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ (เขตอำนาจศาล)
๒.รายงานความเห็นของแพทย์นั้นลงความเห็นว่า ผู้ที่จะขอให้ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือน ไร้ความสามารถ เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒
๓.เอกสารหลักฐานซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างคนเสมือนไร้ความสามารถ และผู้พิทักษ์ ซึ่งอาจเป็นบิดามารดากับบุตร หรือสามีและภริยา

สีทอง
ยกตัวอย่าง ให้อ่านกันครับ

นายหนึ่งซึ่งถูกศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับในขณะที่มีสติดีและถูกต้องตามกฎหมาย ยกแหวนเพชร 1 วง ที่นายหนึ่งได้รับการยกให้โดยเสน่หาระหว่างสมรสให้แก่นายสองซึ่งเป็นเพื่อน หลังจากนั้นอีก 1 เดือน นายหนึ่งได้เขียนข้อความเพิ่มเติมยกเงินจำนวน 100,000 บาท ซึ่งได้มาจากราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นจากการขายที่ดินสินส่วนตัวของนายหนึ่ง ภายหลังที่นายหนึ่งสมรสโดยชอบต่อจากข้อความยกแหวนเพชรตามพินัยกรรมฉบับดังกล่าว โดยมิได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้ ขณะที่นายหนึ่งถึงแก่ความตาย นายสามบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายหนึ่งตายไปก่อนแล้วและนายหนึ่งไม่มีญาติอื่นอีกเลย นอกจากนายสองซึ่งบวชเป็นพระภิกษุ นายห้าซึ่งมิได้เป็นบุตรของนายหนึ่งแต่นายหนึ่งนำมาเลี้ยงเสมือนเป็นบุตรโดยมิได้จดทะเบียนรับเป็นบุตรบุญธรรม กับนายสี่ซึ่งนายสามจดทะเบียนรับเป็นบุตรบุญธรรมไว้


ให้วินิจฉัยว่า ทรัพย์สินทั้งสองรายการตามพินัยกรรมของนายหนึ่งจะตกทอดแก่ผู้ใด



ธงคำตอบ







กรณีที่นายหนึ่งถูกศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ นายหนึ่งสามารถทำพินัยกรรมได้ เพราะความสามารถหาได้ถูกจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ไม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 177/2528)

แหวนเพชรและเงินจำนวน 100,000 บาท ต่างเป็นสินส่วนตัวของนายหนึ่งเพราะแหวนเพชรเป็นทรัพย์สินที่นายหนึ่งได้รับการยกให้โดยเสน่หาระหว่างสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) ส่วนเงิน 100,000 บาท ซึ่งได้มาจากราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นจากการขายที่ดินสินส่วนตัวของนายหนึ่ง มิใช่ดอกผลของสินส่วนตัวอันจะเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (3) (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกา 1775/2512) ทรัพย์สินดังกล่าวจึงเป็นของนายหนึ่งที่จะทำพินัยกรรมได้

แม้นายหนึ่งเขียนพินัยกรรมเพิ่มเติมระบุเงินจำนวน 100,000 บาท ให้แก่นายสองโดยมิได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้ เป็นการไม่ชอบตามมาตรา 1657 วรรคสองก็ตาม แต่คงมีผลเพียงว่าไม่มีการเติมข้อความส่วนนี้เท่านั้นข้อความส่วนอื่นยังคงสมบูรณ์อยู่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6433/2546) ดังนั้น แหวนเพชรจึงตกทอดแก่นายสองตามพินัยกรรม เพราะการเป็นพระภิกษุอยู่ก็อาจรับทรัพย์ตามพินัยกรรมได้ตามมาตรา 1622 วรรคสอง

ส่วนเงินจำนวน 100,000 บาท ต้องนำมาปันให้แก่ทายาทโดยธรรมของนายหนึ่งตาม มาตรา 1620 นายสองมิใช่ทายาทโดยธรรมของนายหนึ่งตามมาตรา 1629 เพราะนายสองเป็นเพียงเพื่อน นายห้ามิได้เป็นบุตรของนายหนึ่ง และนายหนึ่งก็มิได้จดทะเบียนรับเป็นบุตรบุญธรรม จึงมิใช่ผู้สืบสันดานตามมาตรา 1627(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9003/2547) ส่วนนายสี่แม้จะเป็นบุตรบุญธรรมของนายสาม ก็ไม่มีสิทธิรับมรดกแทนที่เพราะมิใช่ผู้สืบสันดานโดยตรงตามมาตรา 1643 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2495/2540) ดังนั้นเมื่อนายหนึ่งไม่มีทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรม เงินจำนวนนี้จึงตกทอดแก่แผ่นดินตามมาตรา 1753






กฎหมายที่เกี่ยวข้อง



ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์





มาตรา 1471 " สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สิน

(1) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส
(2) ที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับ กายตามควรแก่ฐานะ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
(3) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดก หรือโดย การให้โดยเสน่หา
(4) ที่เป็นของหมั้น "



มาตรา 1474 "สินสมรสได้แก่ทรัพย์สิน
(1) ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส
(2) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดย การให้เป็นหนังสือเมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส
(3) ที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว


ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส "



มาตรา 1657 "พินัยกรรมนั้นจะทำเป็นเอกสารเขียนเองทั้งฉบับ ก็ได้กล่าวคือ ผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยมือตนเองซึ่งข้อความ ทั้งหมด วัน เดือนปี และลายมือชื่อของตน


การขูดลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรม นั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้ทำด้วยมือตนเอง และ ลงลายมือชื่อกำกับไว้


บทบัญญัติ มาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายนี้ มิให้ใช้บังคับแก่ พินัยกรรมที่ทำขึ้นตามมาตรานี้"





มาตรา 9 "เมื่อมีกิจการอันใดซึ่งกฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือบุคคลผู้จะต้องทำหนังสือไม่จำเป็นต้องเขียนเองแต่หนังสือนั้นต้องลงลายมือชื่อของบุคคลนั้น


ลายพิมพ์นิ้วมือ แกงได ตราประทับหรือเครื่องหมายอื่นทำนองเช่นว่านั้นที่ทำลงในเอกสารแทนการลงลายมือชื่อหากมีพยานลงลายมือชื่อรับรองไว้ด้วยสองคนแล้วให้ถือเสมอกับลงลายมือชื่อ


ความในวรรคสองไม่ใช้บังคับแก่การลงลายพิมพ์นิ้วมือ แกงไดตราประทับหรือเครื่องหมายอื่นทำนองเช่นว่านั้นซึ่งทำลงในเอกสาร ที่ทำต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ "





มาตรา 1622 "พระภิกษุนั้น จะเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะที่ เป็นทายาทโดยธรรมไม่ได้ เว้นแต่จะได้สึกจากสมณเพศมาเรียกร้อง ภายในกำหนดอายุความตาม มาตรา 1754

แต่พระภิกษุนั้น อาจเป็นผู้รับพินัยกรรมได้ "



มาตรา 1620 "ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ หรือทำพินัยกรรม ไว้แต่ไม่มีผลบังคับได้ ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของ ผู้ตายนั้นตามกฎหมาย


ถ้าผู้ใดตายโดยได้ทำพินัยกรรมไว้ แต่พินัยกรรมนั้นจำหน่ายทรัพย์หรือ มีผลบังคับได้แต่เพียงบางส่วนแห่งทรัพย์มรดก ให้ปันส่วนที่มิได้จำหน่าย โดยพินัยกรรม หรือส่วนที่พินัยกรรมไม่มีผลบังคับให้แก่ทายาทโดยธรรม ตามกฎหมาย"



มาตรา 1629 "ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับ แห่ง มาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดั่ง ต่อไปนี้ คือ
(1) ผู้สืบสันดาน
(2) บิดามารดา
(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
(5) ปู่ ย่า ตา ยาย
(6) ลุง ป้า น้า อา


คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของ บทบัญญัติพิเศษแห่ง มาตรา 1635"





มาตรา 1627 "บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรม นั้นให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความ หมายแห่งประมวลกฎหมายนี้ "



มาตรา 1643 "สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการีหามีสิทธิดั่งนั้นไม่ "



มาตรา 1753 "ภายใต้บังคับแห่งสิทธิของเจ้าหนี้กองมรดกเมื่อ บุคคลใดถึงแก่ความตายโดยไม่มีทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรม หรือการตั้งมูลนิธิตามพินัยกรรม มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่แผ่นดิน"



สีทอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 177/2528





พินัยกรรมทำขึ้นในขณะเจ้ามรดกมีสติดี สามารถแสดงเจตนาทำพินัยกรรมได้ แม้จะเป็นบุคคลผู้เสมือนไร้ความสามารถก็เพียงไม่สามารถจัดการงานบางประการของตนเองได้เท่านั้น การทำพินัยกรรมเป็นกิจการเฉพาะตัวที่จะต้องแสดงเจตนาด้วยตนเองและผู้พิทักษ์ก็ได้ให้ความยินยอมแล้ว พินัยกรรมจึงสมบูรณ์ตามกฎหมาย





ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ฟังว่าพินัยกรรมเป็นพินัยกรรมปลอมพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268วรรคแรก ประกอบด้วย มาตรา 266, 264 วรรคสอง จำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7มีความผิดตามมาตรา 266 ประกอบด้วย มาตรา 264 วรรคสอง และจำเลยที่ 7ยังมีความผิดตามมาตรา 157 อีกด้วย แต่เป็นความผิดหลายบท คงลงโทษตามมาตรา 266 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 คนละ 2 ปี จำเลยที่ 7 ยังมีความผิดตามมาตรา 162(1) อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "คงได้ความเบื้องต้นตามที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์เป็นทายาทโดยธรรมผู้หนึ่งในฐานะเป็นผู้รับมรดกแทนลุงของเจ้ามรดกนางเติมศรี วีระไวทยะ มารดาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นพี่น้องร่วมบิดากับโจทก์ ส่วนนางสาวจงกลณี พนมวัน ณ อยุธยา เจ้ามรดกผู้ตาย เป็นบุตรนางต่วน น้องสาวของขุนนารถนิกร บิดาของโจทก์ ขณะเกิดเหตุคดีนี้ผู้ตายอยู่บ้านเดียวกับจำเลยที่ 1 ก่อนที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ได้กระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ จะต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า พินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ.6 เป็นพินัยกรรมที่ทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นพินัยกรรมปลอม โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นในขณะที่อ้างว่าจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันทำพินัยกรรมปลอมขึ้น คงมีแต่ตนเองและนางประพัฒน์ศรี ณ ป้อมเพชรน้องสาวของโจทก์มาเบิกความสรุปได้ว่าขณะทำพินัยกรรม ผู้ตายไม่สามารถแสดงเจตนาทำพินัยกรรมได้ โดยเชื่อตามรายงานของแพทย์ผู้ตรวจรักษาผู้ตายก่อนตายและโจทก์มีนายแพทย์ทรงศักดิ์ พงศาธร แพทย์ผู้แปลรายงานการตรวจรักษาผู้ตายซึ่งแพทย์ประจำโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าได้ทำไว้ จากภาษาแพทย์มาเป็นภาษาธรรมดามาเบิกความประกอบรายงานการตรวจรักษาผู้ตายดังกล่าวดังนี้ รายงานของแพทย์ดังกล่าวจึงเป็นเอกสารสำคัญที่จะชี้ว่าขณะทำพินัยกรรมผู้ตายสามารถแสดงเจตนาทำพินัยกรรมได้หรือไม่ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 (ก)แผ่นที่ 1 ว่าผู้ตายได้เข้ารับการตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2521แพทย์ลงความเห็นว่าผู้ตายเป็นปัญญาอ่อนภายหลังมีการอักเสบของเนื้อสมอง ในวันเดียวกันนั้นแพทย์ได้จัดให้มีการทดสอบวัดระดับสติปัญญาและความเฉลียวฉลาด ได้ระดับสติปัญญา และความเฉลียวฉลาด (I.Q)จากการออกเสียง 81 จากการกระทำ 46 ระดับสเกลเต็มของสติปัญญาและความเฉลียวฉลาด (I.Q) ได้ 64 แพทย์หมายเหตุว่า ระดับสติปัญญาและความเฉลียวฉลาดของบุคคลธรรมดาทั่ว ๆ ไป จะได้ตั้งแต่ 100 ขึ้นไป แสดงว่าในวันที่ 7 มิถุนายน 2521 ผู้ตายยังพูดจาได้และเคลื่อนไหวร่างกายตามคำสั่งแพทย์ได้ แม้จะไม่ถึงระดับบุคคลธรรมดา แต่ก็ไม่ถึงขนาดที่จะไม่เข้าใจสิ่งใดหรือพูดจาไม่รู้เรื่อง ในเอกสารหมาย จ.1(ก) แผ่นที่ 3 แพทย์บันทึกเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2522 ว่า หกล้มแล้วเดินไม่ได้มา 2 วัน ไม่ได้บ่นปวดที่ไหน แสดงว่าก่อนหกล้มยังสามารถเดินได้ และที่ว่าไม่ได้บ่นว่าปวดที่ไหน แสดงว่ายังพูดจาได้แต่ไม่ได้บ่นปวดเท่านั้น ถ้าพูดไม่ได้แพทย์ก็น่าจะบันทึกว่า พูดไม่ได้ เอกสารที่ต้องพิเคราะห์โดยละเอียดได้แก่เอกสารหมาย จ.1(ก) แผ่นที่ 5 ไม่ได้ลงวันที่แพทย์บันทึกไว้ว่า "15 วันก่อนอยู่ดี ๆ ก็ล้มลง รู้สึกตัว หลังจากนั้นก็มีแขน ขาข้างขวาอ่อนแรงลง ปัสสาวะราด ไม่ถ่ายอุจาระมา 3 วัน เป็นผู้ป่วยอยู่ในพวกสมองพิการ" การตรวจร่างกายแพทย์บันทึกว่า "ผอมแห้ง พูดไม่ได้ ไม่ซีดไม่เหลือง" เอกสารทั้ง 3 แผ่นนี้นายแพทย์ทรงศักดิ์ พงศาธร พยานโจทก์แปลมาจากเอกสาร จ.13 โดยเอกสารหมาย จ.1(ก) แผ่นที่ 1 แปลจากเอกสารหมาย จ.13 แผ่นที่ 1 การทดสอบวัดระดับสติปัญญาแปลมาจากเอกสารหมาย จ.13 แผ่นที่ 2 เอกสารหมาย จ.1(ก) แผ่นที่ 3 แปลจากเอกสารหมาย จ.13 แผ่นที่ 3 ส่วนเอกสาร จ.1(ก) แผ่นที่ 5 แปลมาจากเอกสารหมาย จ.13 แผ่นที่ 5 แปลมาจากเอกสารหมาย จ.13 แผ่นที่ 5 ศาลฎีกาตรวจดูที่มาของเอกสารแผ่นที่ 5 นี้แล้ว ปรากฏว่าเป็นเอกสารด้านหลังของเอกสารหมาย จ.1(ข) ซึ่งด้านหน้าปรากฏว่าลงวันที่ "7 มิถุนายน 2521" และ "8 มิถุนายน 2521" ข้อความที่ว่า "15 วันก่อน อยู่ดี ๆ ก็หกล้ม ผอมแห้งพูดไม่ได้" นั้นขัดแย้งกับบันทึกของแพทย์ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2522 ที่ว่า"หกล้ม แล้วเดินไม่ได้มา 2 วัน ไม่ได้บ่นปวดที่ไหน" เพราะตามเอกสารหมาย จ.1(ก) แผ่นที่ 5 แสดงว่าผู้ตายหกล้มก่อนวันที่ 8 มิถุนายน 2521 ถึง15 วัน และพูดไม่ได้ แต่ตามเอกสารหมาย จ.1(ก) แผ่นที่ 3 แสดงว่าผู้ตายหกล้มในวันที่ 16 กรกฎาคม 2522 และยังพูดได้ ถ้าเอาเอกสารหมาย จ.1(ก)แผ่นที่ 5 ได้ทำขึ้นในเดือนมิถุนายน 2521 ก็เป็นเวลาก่อนวันที่ 18 กรกฎาคม2522 อันเป็นวันที่แพทย์บันทึกเอกสารที่เป็นที่มาของเอกสารหมาย จ.1(ก)แผ่นที่ 3 ถึง 1 ปี ฝ่ายจำเลยมีนายชัชวาล สุริรังษี ทนายความผู้รับมอบอำนาจให้เรียกร้องติดตามทวงถามเรียกคืนโฉนดเลขที่ 9371, 9334 ของผู้ตาย ร่วมกับนายบริบูรณ์ ณ ป้อมเพชร มาเบิกความประกอบหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 26มีนาคม 2522 หมาย ล.4 และ ล.5 ว่า ผู้ตายได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้พยานดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ตายที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าต่อหน้านายแพทย์อรุณ เชาวนาศัย และเจ้าหน้าที่เขต ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.3 ว่าก่อนวันทำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 23มีนาคม 2522 ขอให้หัวหน้าเขตพญาไทไปรับรองลายมือชื่อของผู้ตายในหนังสือมอบอำนาจด้วย ซึ่งเขตพญาไทก็ได้ส่งนายอนนต์วุฒิ รัตนมาลี เจ้าพนักงานปกครอง 5 ไปที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในวันทำหนังสือมอบอำนาจนายอนนต์วุฒิเบิกความว่าพยานและพันเอกนายแพทย์อรุณได้สอบถามผู้ตายเกี่ยวกับการทำหนังสือมอบอำนาจ เห็นว่าผู้ตายพูดจารู้เรื่องดี เมื่อทำใบมอบอำนาจแล้วพยานได้ให้ผู้ตายลงชื่อในใบมอบอำนาจ ซึ่งผู้ตายก็สามารถลงชื่อในเอกสารได้และพยานได้ทำบันทึกรับรองว่าผู้ตายได้ลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย ล.5 ล.6 ต่อหน้าพยานและพันเอกนายแพทย์อรุณจริง ปรากฏตามบันทึกด้านหลังเอกสารหมาย ล.5,ล.6 พันเอกนายแพทย์อรุณก็ทำบันทึกรับรองลายมือชื่อของผู้ตายและเบิกความรับรองว่าเป็นความจริงดังที่นายอนนต์วุฒิเบิกความ ดังนี้จึงแสดงว่าหลังจากวันที่ 8 มิถุนายน 2521 แล้วผู้ตายมีอาการดีขึ้นสามารถทำใบมอบอำนาจและลงชื่อในใบมอบอำนาจได้ เชื่อได้ว่าอาการป่วยของผู้ตายก่อนทำพินัยกรรมมีหนักมีเบาอยู่เป็นระยะ ๆ สุดแต่โรคแทรกซึ่งจะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวอย่างไรก็ดี ฝ่ายโจทก์ก็พยายามเสนอเอกสารต่อศาลโดยใช้วิธีสับเอกสารแผ่นที่ 5ซึ่งอยู่ด้านหลังของเอกสารหมาย จ.1(ก) แผ่นที่ 1 ซึ่งทำในวันที่ 7, 8 มิถุนายน2521 ไว้หลังเอกสารหมาย จ.1(ก) แผ่นที่ 3 ซึ่งทำเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2522เพื่อแสดงว่าหลังจากวันที่ 18 กรกฎาคม 2522 แล้วผู้ตายพูดไม่ได้ เพื่อจูงใจให้ศาลเชื่อว่าในวันที่ 26 กรกฎาคม 2522 อันเป็นวันที่มีการทำพินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ.6 นั้น ผู้ตายพูดไม่ได้ ดังนี้ เอกสารหมาย จ.1(ก) แผ่นที่ 5จึงเป็นพิรุธเชื่อฟังไม่ได้ว่าทำขึ้นตามความเป็นจริงยิ่งกว่านั้น โจทก์ยังอ้างเอกสารหมาย จ.1(ก) แผ่นที่ 15 เข้ามาอีกฉบับหนึ่งเป็นรายงานแพทย์บันทึกเมื่อ 30 กรกฎาคม 2522 ว่า "15 วันก่อนล้มลง แล้วแขนขวาอ่อนแรง ปัสสาวะและอุจจาระ ไม่รู้ตัว" ทำให้ยิ่งสับสนหนักขึ้นว่าผู้ตายหกล้มเมื่อใดแน่ เพราะปรากฏวันหกล้มตามเอกสารของโจทก์ 3 ฉบับแตกต่างกันไป นอกจากนี้ก็ไม่ปรากฏว่าแพทย์ผู้บันทึกข้อความในเอกสารอันเป็นพิรุธนี้คือใครและโจทก์ก็ไม่ได้นำแพทย์ผู้บันทึกมาเบิกความประกอบเอกสารเพื่อให้ทนายจำเลยซักค้านคงมีแต่นายแพทย์ทรงศักดิ์ ผู้แปลเอกสารภาษาแพทย์มาเป็นภาษาธรรมดามาเบิกความเป็นพยานเท่านั้น ทั้งนายแพทย์ทรงศักดิ์ก็ไม่ใช่แพทย์ผู้ตรวจรักษาผู้ตาย และไม่ใช่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคประสาท การที่พยานลงความเห็นว่าดูตามรายงานแพทย์แล้วเห็นว่าผู้ตายไม่สามารถแสดงเจตนาทำพินัยกรรมได้คำเบิกความของนายแพทย์ทรงศักดิ์พยานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้เชื่อถือได้ยิ่งกว่าแพทย์ผู้เคยตรวจร่างกายและรักษาผู้ตายโดยตรง ตามคำฟ้องและคำเบิกความของโจทก์ปรากฏว่า พินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ.6 ได้กระทำกันที่บ้านเลขที่ 36ซอย 23 ถนนลาดพร้าว แขวงลาดยาว เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ซึ่งบ้านนี้เป็นบ้านของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่าหลังจากวันที่ 18 กรกฎาคม 2522ซึ่งแพทย์บันทึกว่าผู้ตาย "หกล้มแล้วเดินไม่ได้มา 2 วัน ไม่ได้บ่นปวดที่ไหน" แล้วผู้ตายก็ได้กลับไปรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลแล้วจะกลับไปทำพินัยกรรมที่บ้านจำเลยที่ 1 ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2522 ได้อย่างไร วันที่ 30 กรกฎาคม2522 หลังเกิดเหตุคดีนี้แล้วผู้ตายจึงได้กลับไปรักษาตัวในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1(ข) แผ่นที่ 5

ฝ่ายจำเลยนำสืบว่า วันที่ 26 กรกฎาคม 2522 อันเป็นวันทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองตามเอกสารหมาย จ.6 ผู้ตายยังมีสติดี พูดจารู้เรื่อง นายแพทย์วินิต พัวประดิษฐ์ พยานจำเลย ผู้ตรวจร่างกายผู้ตายก่อนทำพินัยกรรมเบิกความว่าขณะตรวจร่างกายผู้ตายนั้นผู้ตายนั่งอยู่กับพื้น พยานถามชื่อ ผู้ตายตอบเสียงค่อนข้างเบา ช้า ๆ ว่าชื่อ นางสาวจงกลณี พนมวัน ณ อยุธยา พยานถามต่อไปว่าเป็นอย่างไรบ้าง ผู้ตายตอบว่าสบายดี ถามว่าทานข้าวได้ไหม ก็ตอบว่า ทานได้พยานเห็นว่าคนไข้พูดรู้เรื่องจึงหยุดถามแล้วตรวจร่างกายโดยใช้หูฟัง สังเกตเห็นว่าผู้ตายขยับแขนขาได้ เมื่อตรวจแล้วจึงทำรายงานขึ้น 2 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.6 แผ่นที่ 3 และ 4 ว่า "นางสาวจงกลณี พนมวัน ณ อยุธยา มีจิตใจและสติสัมปชัญญะเป็นปกติสมบูรณ์ดี" นางสาวกัลยาณีพยานในพินัยกรรมคนหนึ่งเบิกความว่า เมื่อจำเลยที่ 7 ถามผู้ตายว่า วันนี้รู้ไหมว่าจะทำอะไร ผู้ตายบอกว่าจะทำพินัยกรรม แพทย์ให้หายใจยาว ๆ ผู้ตายทำได้ตามที่บอกแสดงว่าผู้ตายพูดจารู้เรื่องดี จำเลยที่ 7 สอบถามเรื่องทรัพย์สินว่าจะยกให้ใคร ผู้ตายก็บอกว่ายกให้ "น้อย" ซึ่งเป็นชื่อเล่นของจำเลยที่ 1 ถ้ารับไม่ได้ก็ยกให้ "แจ๋ว" ซึ่งเป็นชื่อเล่นของจำเลยที่ 2 ถ้าจำเลยที่ 2 รับไม่ได้ก็ยกให้ "อู๊ด" ซึ่งเป็นชื่อเล่นของจำเลยที่ 3ข้อนี้ก็แสดงว่าผู้ตายยังมีสติสัมปชัญญะดีเพราะจำชื่อเล่นของจำเลยที่ 1, 2 และ3 ได้ นางประยงค์ศรี ซื่อวาจา ผู้เขียนพินัยกรรมเบิกความว่า "ขณะที่ข้าฯ จับมือนางสาวจงกลณีพิมพ์หมึกในคราวแรกนั้น ข้าฯ พูดกับนางสาวจงกลณีว่ามือนิ่มจังนางสาวจงกลณีบอกข้าฯ ว่า ก็ไม่ได้ทำงานอะไร มือจึงนิ่ม" คำเบิกความประโยคนี้ของพยานถ้าพิจารณาเผิน ๆ ก็ไม่มีความสำคัญอันใด แต่ข้อความที่ผู้ตายตอบนางประยงค์ศรีดังกล่าวพิเคราะห์ดูให้ลึกซึ้งแล้วแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า ผู้ตายยังมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนคนปกติธรรมดา หาได้ตอบคำถามพอให้เสร็จ ๆ ไปเท่านั้นไม่ เกี่ยวกับการพิมพ์ลายนิ้วมือลงในพินัยกรรมที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันจับมือของเจ้ามรดกพิมพ์ลงในพินัยกรรมนั้น โจทก์ก็ไม่มีพยานรู้เห็นเหตุการณ์เป็นการคาดคะเนเอาเท่านั้น โดยข้อเท็จจริงจะเป็นไปได้อย่างไรว่ามือเล็ก ๆ ผอมบางของเจ้ามรดกมือเดียว จะต้องมีมือของจำเลยทั้งเจ็ดช่วยกันจับกดลงในพินัยกรรม ตรงกันข้ามพยานจำเลยซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุยืนยันว่าจำเลยที่ 6ผู้เขียนพินัยกรรมเพียงแต่จับนิ้วหัวแม่มือซ้ายของเจ้ามรดกกดลงบนแท่นหมึกพิมพ์เท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้หมึกพิมพ์ติดนิ้วหัวแม่มือมาก ๆ ส่วนตอนพิมพ์นิ้วหัวแม่มือซ้ายลงในช่องผู้ทำพินัยกรรมนั้น จำเลยที่ 6 เพียงแต่ชี้ให้เจ้ามรดกพิมพ์เองแม้กระนั้นก็ต้องพิมพ์ถึง 2 ครั้ง เพราะการพิมพ์ครั้งแรกไม่ชัดเจนพอ ถ้าจำเลยทั้งเจ็ดช่วยกันจับนิ้วเจ้ามรดกพิมพ์ลงในพินัยกรรมแล้ว เพียงครั้งเดียวก็เพียงพอแล้วเนื่องจากมีแรงกดจากผู้อื่นช่วย

โดยสรุปศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นเหตุการณ์ขณะมีการทำพินัยกรรมมาเบิกความยืนยันพิสูจน์ความผิดของจำเลย คงอาศัยเพียงรายงานของแพทย์มาประกอบความเห็นของพยานและคาดหมายเอาว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โดยเฉพาะเอกสารหมาย จ.1(ก) แผ่นที่ 5มีพิรุธไม่น่าเชื่อว่าทำขึ้นตรงตามความเป็นจริง และโจทก์ใช้วิธีเสนอเอกสารต่อศาลโดยสับเอกสารซึ่งทำขึ้นก่อนวันที่ 18 กรกฎาคม 2522 มาไว้หลังเอกสาร ซึ่งทำในวันที่ 18 กรกฎาคม 2522 ทั้งนี้ก็เพื่อแสดงว่า ระหว่างวันที่ 19 เดือนเดียวกัน จนถึงวันที่ 26 กรกฎาคม 2522 อันเป็นวันทำพินัยกรรมผู้ตายมีอาการหนักไม่สามารถแสดงเจตนาทำพินัยกรรมได้ ฝ่ายจำเลยมีพยานซึ่งรู้เห็นเหตุการณ์ในขณะทำพินัยกรรมมาเบิกความหลายปาก โดยเฉพาะจำเลยที่ 4 ที่ 5 พยานในพินัยกรรม จำเลยที่ 6 ผู้เขียนพินัยกรรม และจำเลยที่ 7ซึ่งมีตำแหน่งหัวหน้างานปกครองผู้สอบถามผู้ตายในการทำพินัยกรรมและบอกข้อความให้จำเลยที่ 6 เขียนในฐานะเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 ก็ล้วนแต่เป็นข้าราชการโดยจำเลยที่ 4 เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการกองผังเมืองกระทรวงมหาดไทยรู้เห็นและเป็นพยานในพินัยกรรมตามอัธยาศัยของเพื่อนบ้านจำเลยที่ 7 ก็เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รักษาการแทนหัวหน้าเขต ปฏิบัติหน้าที่ไปตามกฎหมาย ทุกคนไม่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง หรือมีส่วนได้เสียในพินัยกรรมทั้งโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบว่าพยานเหล่านี้ได้รับการจ้างวาน ใช้ให้กระทำผิด จึงไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่พยานเหล่านี้จะช่วยเหลือจำเลยที่ 1 โดยการร่วมมือกันทำพินัยกรรมปลอมขึ้น จำเลยที่ 1 เป็นหลานของผู้ตาย ซึ่งปรากฏตามคำสั่งศาลแพ่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 7830/2521 ว่าเดิมทวดของจำเลยที่ 1เป็นผู้อุปการะผู้ตายมาก่อน เมื่อทวดของจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม จำเลยที่ 1กับมรดกก็รับภาระอุปการะเลี้ยงดูผู้ตายต่อมาอีกหลายปี จึงไม่เป็นการผิดวิสัยที่ผู้ตายจะทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้จำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยมีเหตุผลสอดคล้องฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ คดีฟังได้ว่าพินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ.6 ทำขึ้นในขณะเจ้ามรดกมีสติดี สามารถแสดงเจตนาทำพินัยกรรมได้ แม้จะเป็นบุคคลผู้เสมือนไร้ความสามารถ ก็เพียงไม่สามารถจัดการงานบางประการของตนเองได้เท่านั้น การทำพินัยกรรมเป็นกิจการเฉพาะตัวที่จะต้องแสดงเจตนาด้วยตนเองและผู้พิทักษ์ก็ได้ให้ความยินยอมแล้ว พินัยกรรมดังกล่าวจึงสมบูรณ์ตามกฎหมาย เมื่อฟังได้ว่าพินัยกรรมไม่ปลอมการกระทำของจำเลยทุกคนก็ไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งห้านี้มา ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งห้าฟังขึ้น"

พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

( สุรัช รัตนอุดม - ชลูตม์ สวัสดิทัต - ธิรพันธุ์ รัศมิทัต )



หมายเหตุ

1. พินัยกรรมคือนิติกรรมที่เจ้ามรดกทำขึ้นให้มีผลบังคับเมื่อเจ้ามรดกตายตามมาตรา 1646,1673 ดังนั้น บทบัญญัติทั่วไปอันว่าด้วยนิติกรรมย่อมนำมาใช้บังคับแก่กรณีการทำพินัยกรรมเช่นแบบพิมพ์พินัยกรรมที่วางขายก็ดี ท้ายพินัยกรรมทั่วไปก็ดี มักจะมีสำนวนว่า ขณะทำพินัยกรรมผู้ทำพินัยกรรมมีสติสัมปชัญญะดีเพื่อแสดงว่าให้เห็นว่าผู้ทำพินัยกรรมแสดงเจตนาทำพินัยกรรมได้อย่างแท้จริง

2. นอกจากนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6มรดก ยังบัญญัติในการทำพินัยกรรมเกี่ยวกับความสามารถของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในมาตรา 1703 พินัยกรรมซึ่งบุคคลที่มีอายุยังไม่ครบสิบห้าปีบริบูรณ์ทำขึ้นนั้นเป็นโมฆะ และมาตรา 1704พินัยกรรมซึ่งบุคคลผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถทำขึ้นนั้น เป็นโมฆะ และวรรคสอง พินัยกรรมซึ่งบุคคลผู้ถูกอ้างว่าเป็นคนวิกลจริต แต่ศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็น


สีทอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1775/2512





มาตรา 1744 มุ่งหมายถึงการส่งมอบทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทซึ่งมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งมรดกโดยผู้จัดการมรดกไม่มีข้อโต้แย้งสิทธินั้นอย่างใด หาใช่บทบัญญัติห้ามทายาทฟ้องผู้จัดการมรดกเพื่อตั้งสิทธิที่จะได้รับส่วนแบ่งมรดกจากผู้จัดการมรดกซึ่งโต้แย้งสิทธิของทายาทนั้นๆ ไม่

มื่อปรากฏว่าที่ดินเป็นสินเดิม แม้ภายหลังการสมรสที่ดินนี้จะมีราคาเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิมมากเพียงใดก็ตาม ที่ดินดังกล่าวก็ยังมีสภาพเป็นสินเดิมอยู่นั่นเอง ราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นหาใช่ดอกผลของที่ดินไม่ จึงแยกถือเอาราคาในส่วนที่เพิ่มขึ้นเป็นสินสมรสไม่ได้


คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณ 35 ปีมานี้ (ก่อนมีการจดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5) จำเลยแต่งงานกับนายแมน ทองมังกร เกิดบุตรด้วย 1 คน แล้วต่อมาภายหลัง นายแมนได้อยู่กินกับโจทก์โดยมิได้จดทะเบียนสมรส เกิดบุตรด้วยกัน 5 คน นายแมนได้จดทะเบียนรับรองว่าผู้เยาว์ทั้ง 5 คนซึ่งเกิดจากโจทก์เป็นบุตรของนายแมน ครั้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2509 นายแมนตายนายแมนมีทรัพย์สินอันเป็นสินเดิมก่อนสมรสกับจำเลยจำนวน 203,000 บาท มีสินสมรสคิดเป็นเงิน 169,800 บาท ค่าเช่าเหมืองในอนาคต 20,000 บาท ทรัพย์สินดังกล่าวจึงตกเป็นมรดกได้แก่บุตรและภรรยา ต่อมาวันที่ 28 พฤษภาคม 2509 โจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกได้ทำหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งปันมรดกใจความว่า โจทก์ในฐานะส่วนตัวได้รับแบ่งที่ดิน 1 แปลง ส่วนผู้เยาว์ทั้ง 5 คนซึ่งเป็นบุตรได้รับแบ่งปันที่ดิน 3 แปลง และเงินสด 40,000 บาท แต่ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ โจทก์ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ทั้ง 5 มิได้รับอนุญาตจากศาล สัญญาดังกล่าวจึงย่อมไม่ผูกพันผู้เยาว์และผู้เยาว์ทั้ง 5 คนมีสิทธิได้รับแบ่งปันมรดกของนายแมนบิดา ตามส่วนที่กฎหมายกำหนดไว้ ส่วนการที่โจทก์ในฐานะส่วนตัวได้รับส่วนแบ่งที่ดิน 1 แปลงตามสัญญานั้น เป็นนิติกรรมที่สมบูรณ์ โจทก์จึงย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้ โจทก์ได้เรียกร้องสิทธิดังกล่าวจากจำเลยแล้ว แต่จำเลยปฏิเสธและโต้แย้งสิทธิ จึงขอให้พิพากษาว่า

(1) โจทก์ในฐานะส่วนตัว มีสิทธิได้รับที่ดิน 1 แปลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้จำเลยโอนให้ มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

(2) สัญญาประนีประนอมยอมความไม่ผูกพันผู้เยาว์ทั้ง 5 คน

(3) ผู้เยาว์ทั้ง 5 คนมีสิทธิได้รับแบ่งมรดกรายนี้ตามส่วนที่ควรได้ตามกฎหมาย

(4) ให้ประมูลราคาทรัพย์สินมรดกและแบ่งปันกันเองก่อน หากไม่ตกลง ให้ขายทอดตลาดแบ่งปันกันตามส่วน

จำเลยให้การว่า สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นสัญญาต่างตอบแทนหากส่วนหนึ่งของสัญญาใช้ไม่ได้ สัญญานั้นก็ใช้ไม่ได้ทั้งฉบับ จึงไม่มีความจำเป็นต้องยกที่ดินให้แก่โจทก์ นอกจากนี้การทำสัญญาประนีประนอมยอมความก็เพื่อระงับข้อพิพาทซึ่งอาจมีขึ้นเกี่ยวกับทรัพย์มรดก แต่เมื่อมีกรณีพิพาทเกิดขึ้นแล้วเพราะโจทก์เองเป็นต้นเหตุ ข้อตกลงที่จะยกที่ดิน จึงย่อมสิ้นไป จำเลยมิได้ปฏิเสธและโต้แย้งสิทธิ หากแต่เรื่องนี้ ศาลได้แต่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดก และยังอยู่ระหว่างการจัดการมรดก ซึ่งจำเลยต้องรายงานให้ศาลทราบและขออนุมัติต่อศาล การส่งมอบทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท ผู้จัดการมรดกมีสิทธิที่จะหน่วงเหนี่ยวไว้ได้ตามกฎหมาย การแบ่งปันก็ยังไม่ทราบแน่ เพราะศาลยังมิได้อนุมัติ ทั้งเวลายังไม่ถึงกำหนด การที่โจทก์นำคดีมาสู่ศาลในวันที่โจทก์ ยังไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่จะกระทำได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเป็นโมฆะ จึงไม่ผูกพันผู้เยาว์ทั้ง 5 และโจทก์ในฐานะส่วนตัวไม่มีสิทธิได้รับที่ดินตามสัญญา พิพากษาให้เอาสินสมรสและค่าเช่าเหมืองแร่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ให้จำเลยได้ 1 ส่วน ที่เหลือ2 ส่วนรวมกับสินเดิม แบ่งออกเป็น 7 ส่วน ตกได้แก่ผู้เยาว์ทั้ง 5 คน ๆ ละ 1 ส่วน ทรัพย์สินที่ไม่ใช่เงินสด ให้ประมูลราคาระหว่างกันเองก่อน ถ้าตกลงกันไม่ได้ ให้ขายทอดตลาดเอาเงินแบ่งกันตามส่วนให้ยกฟ้องโจทก์ในฐานะส่วนตัวเสีย

โจทก์จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกาว่า

(1) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอแบ่งมรดก เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1744 จำเลยไม่จำต้องส่งมอบทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทก่อน 1 ปี

(2) ที่ดิน 4 แปลงซึ่งเป็นสินเดิมนั้น เดิมมีราคาถูกเพราะเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ต่อมานายแมนกับจำเลยใช้เงินซึ่งเป็นสินสมรสทำการปรับปรุงที่ดินทั้ง 4 แปลงมีราคาสูงกว่าเดิมมาก จึงควรหักให้เป็นสินสมรสที่จะต้องแบ่งแก่จำเลย 1 ใน 3 เสียก่อน เหลือจากนั้นจึงได้แก่ทายาท

สำหรับฎีกาข้อ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1744 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยหน้าที่ของผู้จัดการมรดกที่ไม่จำต้องส่งมอบทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทก่อน 1 ปี นับแต่วันที่เจ้ามรดกตาย ซึ่งมุ่งหมายถึงการส่งมอบทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทซึ่งมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งมรดก โดยผู้จัดการมรดกไม่มีข้อโต้แย้งสิทธินั้นอย่างใด หาใช่บทบัญญัติห้ามทายาทฟ้องผู้จัดการมรดกเพื่อตั้งสิทธิที่จะได้รับส่วนแบ่งมรดกจากผู้จัดการมรดกซึ่งโต้แย้งสิทธิของทายาทนั้น ๆ ไม่ ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องตั้งสิทธิที่โจทก์จะได้รับส่วนแบ่งมรดกรายนี้จากจำเลยในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกซึ่งยังโต้แย้งสิทธิของโจทก์อยู่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ส่วนฎีกาข้อ 2 นั้น เมื่อปรากฏว่าที่ดิน 4 แปลงเป็นสินเดิม แม้ภายหลังการสมรสที่ดินนี้จะมีราคาเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิมมากเพียงใดก็ตาม ที่ดินดังกล่าวก็ยังมีสภาพเป็นสินเดิมอยู่นั่นเอง ราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นหาใช่ดอกผลของที่ดินไม่ จึงแยกถือเอาราคาในส่วนที่เพิ่มขึ้นเป็นสินสมรสไม่ได้ จำเลยไม่มีสิทธิขอให้หักราคาที่เพิ่มขึ้นเป็นสินสมรสที่จะต้องแบ่งให้แก่จำเลย 1 ใน 3 เสียก่อน

พิพากษายืน


( จินตา บุณยอาคม - บัญญัติ สุขารมณ์ - วินัย ทองลงยา )




สีทอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6433/2546



ผู้ตายซึ่งเป็นพระภิกษุเขียนพินัยกรรมขึ้นเองทั้งฉบับ มีการลงวัน เดือน ปี และลายมือชื่อของผู้ตายไว้ครบถ้วนถูกต้องตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1675 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ โดยเฉพาะข้อกำหนดในพินัยกรรมข้อ 1 ที่ระบุว่า"ทรัพย์สินเงินทองและเข้าของต่างของข้าพเจ้า ที่อยู่ในห้องของข้าพเจ้านี้มอบให้กับทายาทของข้าพเจ้า ในเมื่อข้าพเจ้าตายไปแล้ว" นั้น ก็มีความหมายชัดแจ้งอยู่ในตัวแล้วว่า ผู้ตายประสงค์จะยกทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดซึ่งรวมทั้งเงินในสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารที่พบในห้องนอนของผู้ตายให้แก่ทายาทเมื่อผู้ตายมรณภาพ การที่ผู้ตายเขียนข้อความเพิ่มเติมต่อไปว่า "และสมุดฝากในธนาคารต่าง ๆ ด้วย" แม้จะไม่ชอบตามมาตรา 1657 วรรคสอง เพราะผู้ตายมิได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้ก็มีผลเพียงว่าไม่มีการเติมข้อความดังกล่าว เท่านั้นส่วนข้อความอื่นยังคงสมบูรณ์ หามีผลทำให้พินัยกรรมที่สมบูรณ์อยู่แล้วต้องตกเป็นโมฆะไม่



ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับพระภิกษุเปลื้องสีสมหรือศรีสม ผู้ตายซึ่งมรณภาพเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2539 ด้วยสาเหตุอุบัติเหตุรถชน ก่อนมรณภาพผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่บรรดาทายาทมีเหตุขัดข้องในการจัดการทรัพย์มรดก ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งนายฤชา ศรีสม และนางลำจวน มั่งคั่ง ซึ่งไม่เป็นผู้ต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมายเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

นางลำจวน มั่งคั่ง ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับพระภิกษุเปลื้อง เป็นทายาทมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของพระภิกษุเปลื้องประสงค์จะขอจัดการทรัพย์มรดกของพระภิกษุเปลื้องร่วมกับนายฤชา ศรีสม และนายเกษม ทองเพชร

วัดเขาบันไดอิฐยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้ร้องและนางลำจวนไม่ใช่ทายาทตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรม ไม่มีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก ทรัพย์มรดกของพระภิกษุเปลื้องตกเป็นของวัดเขาบันไดอิฐ เพราะเป็นทรัพย์สินที่พระภิกษุเปลื้องได้มาระหว่างอยู่ในสมณเพศและขณะมรณภาพมีภูมิลำเนาอยู่ที่วัดเขาบันไดอิฐพินัยกรรมและข้อกำหนดในพินัยกรรมตกเป็นโมฆะเนื่องจากมีการปลอมลายมือของพระภิกษุเปลื้องในพินัยกรรมข้อ 1 ที่มีข้อความว่า "และสมุดฝากในธนาคารต่าง ๆ ด้วย" โดยใช้ปากกาคนละสี ทั้งไม่มีลายมือชื่อพระภิกษุเปลื้องลงชื่อกำกับไว้ ผู้คัดค้านมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของพระภิกษุเปลื้อง ประสงค์จะขอเป็นผู้จัดการมรดกของพระภิกษุเปลื้อง ขอให้ศาลพิพากษาว่าพินัยกรรมตกเป็นโมฆะ และยกคำร้องขอของผู้ร้องและคำร้องคัดค้านของนางลำจวน และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของพระภิกษุเปลื้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องและนางลำจวน มั่งคั่ง ตกลงให้นางลำจวนและนายฤชาศรีสม เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน และเพื่อความสะดวกในการพิจารณาศาลชั้นต้นให้เรียกผู้ร้องว่า ผู้ร้องที่ 1 เรียกนางลำจวนว่า ผู้ร้องที่ 2 และเรียกวัดเขาบันไดอิฐว่า ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ตั้งนายฤชา ศรีสม และนางสาวลำจวน มั่งคั่ง (ที่ถูกนางลำจวน มั่งคั่ง) ผู้ร้องที่ 2 ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของพระภิกษุเปลื้อง สีสม หรือศรีสม ผู้ตาย ให้ยกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับพระภิกษุเปลื้อง ศรีสม ผู้ตาย ซึ่งขณะมรณภาพจำพรรษาอยู่ที่วัดผู้คัดค้าน หลังจากผู้ตายมรณภาพได้มีการเปิดห้องหรือกุฎิผู้ตายพบเงิน สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร พระเครื่อง และทรัพย์สินอื่น ๆ อันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ตามบันทึกมติของคณะกรรมการเก็บรักษาทรัพย์สินพระเปลื้อง รายการสำรวจทรัพย์สินภายในห้องพระเปลื้องเอกสารหมาย ร.6 และพินัยกรรมที่ผู้ตายเขียนเองทั้งฉบับเอกสารหมาย ร.7 ระบุยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ทายาทผู้ตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า พินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ.7 เป็นโมฆะหรือไม่ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า พินัยกรรมดังกล่าวมีการเติมข้อความว่า "และสมุดฝากในธนาคารต่าง ๆ ด้วย" โดยไม่มีลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมลงกำกับไว้เป็นการไม่ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดจึงตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า ข้อความดังกล่าวเป็นลายมือชื่อของผู้ตายที่เขียนต่อเนื่องกับข้อความอื่นและอยู่ในบรรทัดเดียวกัน แม้จะมีสีหมึกเข้มกว่าข้อความอื่น ก็หาเป็นข้อบ่งชี้เด็ดขาดที่แสดงให้เห็นว่ามีการตกเติมข้อความแต่อย่างใดไม่ ทั้งปรากฏว่าพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.7 เป็นพินัยกรรมที่ผู้ตายเขียนขึ้นเองทั้งฉบับ มีการลงวัน เดือน ปี และลายมือชื่อของผู้ตายไว้ครบถ้วนถูกต้องตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1675 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ โดยเฉพาะข้อกำหนดในพินัยกรรมข้อ 1 ระบุว่า "ทรัพย์สินเงินทองและเข้าของต่างของข้าพเจ้า (น่าจะเป็นข้าวของต่าง ๆของข้าพเจ้า) ที่อยู่ในห้องของข้าพเจ้านี้มอบให้กับทาญาติ (น่าจะเป็นทายาท) ของข้าพเจ้า ในเมื่อข้าพเจ้าตายไปแล้ว" นั้น ก็มีความหมายชัดแจ้งอยู่ในตัวแล้วว่า ผู้ตายประสงค์จะยกทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดซึ่งรวมทั้งเงินในสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารที่พบในห้องนอนของผู้ตายตามรายการสำรวจทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.6 ให้แก่ทายาทเมื่อผู้ตายมรณภาพ ลำพังข้อกำหนดดังกล่าวย่อมทำให้พินัยกรรม เอกสารหมาย จ.7เป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ตามกฎหมายอยู่แล้ว การที่ผู้ตายเขียนข้อความเพิ่มเติมต่อไปว่า"และสมุดฝากในธนาคารต่าง ๆ ด้วย" แม้จะไม่ชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1657 วรรคสอง เพราะผู้ตายมิได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้ก็ตามก็มีผลเพียงว่าไม่มีการเติมข้อความคำว่า "และสมุดฝากในธนาคารต่าง ๆ ด้วย เท่านั้นส่วนข้อความอื่นยังคงสมบูรณ์ หามีผลทำให้พินัยกรรมที่สมบูรณ์อยู่แล้วต้องตกเป็นโมฆะแต่อย่างใดไม่ เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีทรัพย์สินอันจะตกเป็นสมบัติแก่วัดผู้คัดค้านเพราะผู้ตายได้จำหน่ายโดยพินัยกรรมไปหมดแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1623 ผู้คัดค้านจึงไม่เป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายอันจะยื่นคำร้องคัดค้านการร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ร้องได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7วินิจฉัยว่า พินัยกรรมเอกสารหมาย จ.7 ชอบด้วยกฎหมาย ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แล้วพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ"

( สุรพล เจียมจูไร - มงคล ทับเที่ยง - วิศณุ เลื่อมสำราญ )

สีทอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2495/2540



ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1643ที่กำหนดให้สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรงนั้นหมายความถึงผู้สืบสันดานโดยสายโลหิตอันแท้จริงเท่านั้นส่วนบุตรบุญธรรมแม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1627จะให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายก็ตามก็หมายความเพียงว่าบุตรบุญธรรมเป็นทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1629(1)และมีสิทธิได้รับมรดกของผู้รับบุตรบุญธรรมเท่านั้นหามีผลทำให้บุตรบุญธรรมมีสิทธิรับมรดกแทนที่ผู้รับบุตรบุญธรรมด้วยไม่เพราะไม่ใช่เป็นผู้สืบสันดานโดยตรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1643ดังนั้นเมื่อผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรมของจ. ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับเจ้ามรดกและจ. ถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดกแล้วเช่นนี้ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกแทนที่จ. ได้เพราะผู้ร้องไม่ใช่ผู้สืบสันดานโดยตรงของจ. ผู้ร้องจึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกในอันที่จะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1713



ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรมของนางสาวจรัญ เด่นศิริพงษ์ ซึ่งได้ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่12 สิงหาคม 2539 นางสาวจรัญเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางสาวสุพิน เด่นศิริพงษ์ เจ้ามรดกซึ่งได้ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 10 กันยายน2539 เจ้ามรดกไม่มีคู่สมรสและไม่มีบุตรคงมีแต่พี่น้องร่วมบิดามารดาเท่านั้น ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวสุพินเจ้ามรดก

ในวันนัดไต่สวนคำร้อง ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีเพื่อไปทำคำร้องคัดค้านมายื่นต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นสอบผู้ร้อง ผู้ร้องแถลงว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกในฐานะผู้รับมรดกแทนที่นางสาวจรัญมารดา ซึ่งรับผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรม ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องไต่สวนพยาน จึงมีคำสั่งให้งดไต่สวนพยานผู้ร้องและยกคำร้องขอเลื่อนคดีของผู้คัดค้าน


ศาลชั้นต้น พิพากษา ให้ยก คำร้องขอ ของ ผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1643บัญญัติว่า สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ซึ่งหมายความถึงผู้สืบสันดานโดยสายโลหิตอันแท้จริงเท่านั้นส่วนบุตรบุญธรรมนั้น แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629จะบัญญัติ ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้ก็ตาม ก็หมายความเพียงว่าบุตรบุญธรรมดังกล่าวเป็นทายาทโดยธรรมตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629(1) และมีสิทธิได้รับมรดกของผู้รับบุตรบุญธรรมเท่านั้นแต่หามีผลทำให้บุตรบุญธรรมดังกล่าวมีสิทธิรับมรดกแทนที่ผู้รับบุตรบุญธรรมด้วยไม่เพราะไม่ใช่เป็นผู้สืบสันดานโดยตรงตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1643 ดังนั้น เมื่อปรากฎข้อเท็จจริงจากคำร้องขอของผู้ร้องว่าผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรมของนางสาวจรัญ เด่นศิริพงษ์ ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางสาวยุพิน เด่นศิริพงษ์เจ้ามรดก และนางสาวจรัญได้ถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดกแล้วเช่นนี้ ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกแทนที่นางสาวจรัญได้ เพราะผู้ร้องไม่ใช่ผู้สืบสันดานโดยตรงของนางสาวจรัญ ผู้ร้องจึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกในอันที่จะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคหนึ่งคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยเหตุผลและต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาอุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน

( อมร วีรวงศ์ - สุรินทร์ นาควิเชียร - ถวิล อินทรักษา )

สีทอง
เรื่อง การร้องขอให้ผู้เป็นอัมพาตเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ


คำถาม
คุณพ่อสามีเป็นอัมพาตครึ่งซีก อยากทราบว่าถ้าจะขอเป็นบุคคลทุพพลภาพจะต้องทำอย่างไร
เพราะตอนนี้ทางบ้านได้หมายศาลเกี่ยวกับหนี้สินที่คุณพ่อสามีทิ้งไว้เป็นภาระให้ลูกต้องแก้ไข ตอนนี้ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงก่อนดี บ้านก็ยังผ่อนไม่หมด

กรุณาช่วยให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์กับพวกเราด้วยนะคะ
ตอบคำถาม
1) การป่วยเป็นอัมพาตครึ่งตัวถือว่าบุคคลนั้นมีเหตุบกพร่องเกิดขึ้นตาม ป.พ.พ.มาตรา 32 ที่อาจร้องขอต่อศาลให้บุคคลนั้นเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถได้ โดยหลักเกณฑ์แห่งการเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถมี 5 ประการ ดังนี้
1.1) กายพิการ
1.2) จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
1.3) ประพฤติสุรุ่ยสุร่ายเสเพลเป็นอาจิณ
1.4) ติดสุรายาเมา
1.5) เหตุอื่นในทำนองเดียวกับข้อ (1) ถึง (4)
กรณีของท่านจึงมีเหตุตามข้อ 1.1) แต่ต้องปรากฏด้วยว่า เพราะเหตุบกพร่องดังกล่าวทำให้ไม่สามารถจัดการงานของตนได้ หรือจัดการไปในทางที่เสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนหรือครอบครัว คือมีเหตุบกพร่อง และผลคือการไม่สามารถประกอบกิจการงานได้ประกอบกัน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 912/2520)
2) บุคคลที่จะร้องขอต่อศาลเพื่อขอให้ศาลสั่งให้ผู้มีเหตุบกพร่องเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถได้ คือ คู่สมรส ผู้บุพการี กล่าวคือ บิดา มารดา ปู่ย่า ตายาย ทวด ผู้สืบสันดาน กล่าวคือ ลูก หลาน เหลน ลื่อ ผู้ปกครอง หรือผู้พิทักษ์ผู้ซึ่งปกครองดูแลบุคคลนั้นอยู่ (ผู้พิทักษ์ตามพฤตินัย ที่ยังไม่มีคำสั่งศาลตั้งให้เป็นผู้พิทักษ์) พนักงานอัยการ โดยร้องขอให้ผู้มีเหตุบกพร่องเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและขอให้อยู่ในความพิทักษ์ ซึ่งบุคคลที่จะเป็นผู้พิทักษ์ของคนเสมือนไร้ความสามารถ คือ
2.1) ถ้าคนเสมือนไร้ความสามารถยังมิได้สมรส ไม่ว่าจะบรรลุนิติภาวะหรือไม่ก็ตาม บิดามารดาเป็นผู้พิทักษ์ ถ้ามีเหตุผลพิเศษ ศาลอาจตั้งบุคคลอื่นนอกจากบิดามารดาเป็นผู้พิทักษ์ได้
2.2) ถ้าคนเสมือนไร้ความสามารถสมรสแล้ว สามีหรือภริยาของคนเสมือนไร้ความสามารถนั้นเองเป็นผู้พิทักษ์ ถ้ามีเหตุสำคัญศาลอาจตั้งบุคคลอื่นนอกจากบิดามารดาเป็นผู้พิทักษ์ได้
อำนาจหน้าที่ของผู้พิทักษ์ คือ ช่วยเหลือ ควบคุม และให้ความยินยอมแก่คนเสมือนไร้ความสามารถในการทำนิติกรรมบางอย่าง
3) การร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้มีเหตุบกพร่องเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ซึ่งเป็นคดีที่มีคู่ความฝ่ายเดียวร้องต่อศาลเพื่อขอความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิที่ตนมีอยู่ เสียค่าธรรมเนียมศาล 200 บาท การดำเนินคดีต้องเริ่มคดีโดยทำเป็นคำร้องขอซึ่งเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่งตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 1 (3) เมื่อศาลได้รับคำร้องขอดังกล่าวแล้วก็จะนัดพิจารณาไต่สวนคำร้องและประกาศโฆษณาให้ประชาชนทราบเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียได้ทราบและร้องคัดค้านเข้ามาในคดีได้
4) การพิจารณาไต่สวนคำร้อง ผู้ยื่นคำร้องขอต้องยื่นบัญชีระบุพยานตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 88
เช่นเดียวกับการฟ้องคดีธรรมดา และเป็นหน้าที่ของผู้ร้องขอที่จะเสนอพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนคำร้องของตนให้ได้ความว่าบุคคลที่ถูกอ้างว่ามีเหตุบกพร่องและไม่สามารถประกอบกิจการงานได้นั้น เป็นความจริง การไต่สวนนั้นศาลจะต้องฟังคำพยานและเหตุผลต่างๆ หากในทางพิจารณาศาลฟังจากพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า บุคคลนั้นมีอาการมากถึงขนาดเป็นคนวิกลจริตไม่สามารถจัดการงานของตนได้เลย ศาลจะสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนไร้ความสามารถก็ได้ ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาล โดยคนไร้ความสามารถไม่สามารถทำนิติกรรมใดๆ ได้เลย หากฝ่าฝืนเป็นโมฆียะ คนไร้ความสามารถต้องจัดให้อยู่ในความดูแลของผู้อนุบาล
แต่คนเสมือนไร้ความสามารถนั้นถูกจำกัดสิทธิในการทำนิติกรรมเพียงบางอย่างเท่านั้น ตาม ป.พ.พ.มาตรา 34 และกิจการอื่นบางอย่างซึ่งศาลเห็นสมควรจะสั่งกำหนดให้ต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อน
5) เขตอำนาจศาลที่ยื่นคำร้อง ต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล คือศาลที่ผู้มีเหตุ บกพร่องนั้นอยู่ในเขต หรือต่อศาลที่ผู้ร้องขอมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล
สีทอง
คำถาม : สามีเป็นอัมพาตภรรยาจะเป็นผู้อนุบาล
กรณีนาย ก. เป็นอัมพาตไม่สามารถประกอบการงานได้และมีทรัพย์สินที่เกิดขึ้นระหว่างสมรสกับนาง ข. นางข. ภรรยาจะร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งแต่งตั้งเป็นผู้อนุบาลนาย ก. สามีและจัดการทรัพย์สินของนาย ก. ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้จะต้องร้องขอต่อศาลใด?


คำตอบ :
การร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้บุคคลใดเป็นคนไร้ความสามารถ และแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาล ต้องได้ความว่าบุคคลนั้นเป็นบุคคลวิกลจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 28 ทั้งนี้ คำว่า "บุคคลวิกลจริต" ตามมาตรา ๒๘ มิได้หมายเฉพาะถึงบุคคลผู้มีจิตผิดปกติ หรือตามที่เข้าใจทั่ว ๆ ไปว่าเป็นบ้าเท่านั้น แต่หมายรวมถึงบุคคลที่มีกิริยาอาการผิดปกติ เพราะสติวิปลาส คือ ขาดความรำลึก ขาดความรู้สึก และขาดความรู้สึกผิดชอบด้วย เพราะบุคคลดังกล่าวนี้ไม่สามารถประกอบกิจการของตน หรือประกอบกิจการส่วนตัวของตนได้ทีเดียว หากบุคคลดังกล่าวเพียงแต่มีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบแต่ยังไม่ถึงขั้นวิกลจริตก็ยังไม่อาจร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถได้

การที่บุคคลใดมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือประพฤติสุรุ่ยสุร่ายเสเพลเป็นอาจิณ หรือติดสุรายาเมา หรือมีเหตุอื่นใดทำนองเดียวกันนั้น จนไม่สามารถจะจัดทำการงานโดยตนเองได้หรือจัดกิจการไปในทางที่อาจจะเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนเองหรือครอบครัว คู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้ปกครอง ผู้ซึ่งปกครองดูแลบุคคลนั้นอยู่ หรือพนักงานอัยการ สามารถร้องขอต่อศาล ให้ศาลสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และแต่งตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้พิทักษ์ก็ได้ตามมาตรา 32 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

กรณีที่ป่วยเป็นอัมพาต ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาไว้ในคำพิพากษาฎีกาที่ 912/2520 ดังนี้ ค.อายุ ๗๔ ปี ป่วยเป็นโรคเบาหวาน และเป็นอัมพาตมานานประมาณ ๑๓ เดือน มือเท้าข้างขวาและร่างกายแถบซีกด้านขวาเคลื่อนไหวไม่ได้ เคลื่อนไหวได้เฉพาะแถบซีกด้านซ้าย ลุกขึ้นยังไม่ได้ นั่งได้ คลานไปในระยะใกล้ๆ ได้ เข้าใจคำถามได้ดี สามารถตอบคำถามได้บ้าง แพทย์รักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้น จึงเป็นบุคคลไม่สามารถจะจัดการงานของตนเองได้เพราะกายพิการ สมควรถูกสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความพิทักษ์ของผู้ร้อง

การที่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ กับเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถเกิดผลในทางกฎหมายต่างกันดังนี้

เมื่อศาลได้มีคำสั่งให้บุคคลใดเป็นคนไร้ความสามารถแล้ว หากคนไร้ความสามารถทำนิติกรรมใดๆ ผลของการทำนิติกรรมดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆียะ ตามมาตรา ๒๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ถ้ามีความจำเป็นในการจัดการทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถตามมาตรา 1574 อาทิ

(1) ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนอง ปลดจำนอง หรือ โอนสิทธิจำนองซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้
(2)กระทำให้สุดสิ้นลงทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งทรัพยสิทธิของคนไร้ความสามารถ อันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์
(3) ก่อตั้งภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บกิน ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอื่นใดในอสังหาริมทรัพย์
(4) จำหน่ายไปทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งสิทธิเรียกร้องที่จะให้ได้มา ซึ่งทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้ หรือสิทธิเรียกร้องที่จะให้ทรัพย์สินเช่นว่านั้นของคนไร้ความสามารถปลอดจากทรัพยสิทธิที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินนั้น
(5)ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินสามปี
(6)ก่อข้อผูกพันใดๆที่มุ่งให้เกิดผลตาม(1)(2)หรือ(3)
(7)ให้กู้ยืมเงิน
(8)ให้โดยเสน่หา เว้นแต่จะเอาเงินได้ของผู้เยาว์ให้แทนผู้เยาว์เพื่อ การกุศลสาธารณะ เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา ทั้งนี้ พอสมควรแก่ฐานานุรูปของผู้เยาว์
(9)รับการให้โดยเสน่หาที่มีเงื่อนไขหรือค่าภาระติดพัน หรือไม่รับการให้โดยเสน่หา
(10) ประกันโดยประการใด ๆ อันอาจมีผลให้ผู้ไร้ความสามารถต้องถูกบังคับ ชำระหนี้ หรือทำนิติกรรมอื่นที่มีผลให้ผู้เยาว์ต้องรับเป็นผู้รับชำระหนี้ของบุคคลอื่นหรือแทนบุคคลอื่น
ผู้อนุบาลต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้กระทำการดังกล่าว

กรณีศาลมีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถยังมีความสามารถที่จะทำนิติกรรมใด ๆ ได้ด้วยตนเอง เว้นแต่นิติกรรมบางประการที่ต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนจึงจะกระทำได้ อันได้แก่

(1) การนำทรัพย์สินไปลงทุน

(2) รับคืนทรัพย์สินที่ไปลงทุน ต้นเงิน หรือทุนอย่างอื่น

(3) กู้ยืมหรือให้กู้ยืมเงิน ยืมหรือให้ยืมสังหาริมทรัพย์อันมีค่า

(4) รับประกันโดยประการใดๆ อันมีผลให้ตนต้องถูกบังคับชำระหนี้

(5) เช่าหรือให้เช่าสังหาริมทรัพย์มีกำหนดระยะเวลาเกินกว่าหกเดือน หรือ อสังหาริมทรัพย์มีกำหนดระยะเวลาเกินกว่าสามปี

(6) ให้โดยเสน่หา เว้นแต่การให้ที่พอสมควรแก่ฐานานุรูป เพื่อการกุศล การสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา

(7) รับการให้โดยเสน่หาที่มีเงื่อนไขหรือค่าภาระติดพัน หรือไม่รับการให้โดยเสน่หา

(8) ทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจะได้มาหรือปล่อยไปซึ่งสิทธิในอสังหาริมทรัพย์หรือใน สังหาริมทรัพย์อันมีค่า

(9) ก่อสร้างหรือดัดแปลงโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือซ่อมแซมอย่างใหญ่

(10) เสนอคดีต่อศาล หรือดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ

(11) ประนีประนอมยอมความหรือมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย

แต่กรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะกระทำการอย่างหนึ่งใดได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลจะสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการนั้นแทนตนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับผู้อนุบาลมาใช้บังคับแก่ผู้พิทักษ์โดยอนุโลม ดังนั้นหากมีการจัดการทรัพย์สินของผู้เสมือนไร้ความสามารถ ตามมาตรา 1574 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้พิทักษ์ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลจึงจะกระทำการเหล่านี้ได้

ซึ่งการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ หรือขอทำนิติกรรมแทนคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ ต้องยื่นต่อศาลเยาวชนและครอบครัวที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือ ศาลศาลเยาวชนและครอบครัวที่มูลคดีเกิด หากจังหวัดใดไม่มีศาลเยาวชนและครอบครัว หรือไม่มีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลจังหวัดต้องยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดนั้นๆ

กรณีที่ยังไม่มีคำสั่งศาลว่า นาย ก. ผู้เป็นสามี เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ในการจัดการสินสมรสดังต่อไปนี้

(1) ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนองปลดจำนอง หรือโอนสิทธิจำนอง ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์อันอาจจำนองได้

(2) ก่อตั้งหรือกระทำให้สิ้นสุดลงทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บกิน หรือภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์

(3) ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินสามปี

(4) ให้กู้ยืมเงิน

(5) ให้โดยเสน่หา เว้นแต่การให้ที่พอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา

(6) ประนีประนอมยอมความ

(7) มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย

(8) นำทรัพย์สินไปเป็นประกันหรือหลักประกันต่อเจ้าพนักงานหรือศาล

สามีและภริยาต้องจัดการร่วมกัน หรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง การจัดการสินสมรสนอกจากนี้ สามีหรือภริยาจัดการได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง

สีทอง


ตุ๊ดแสบ- ตำรวจประชาชื่นจับกุมนายเต้ย อรชร ตุ๊ดแสบที่ร่วมกับเพื่อนกะเทย
บุกทำร้ายนางฮวย แซ่เตียว อายุ 90 ปี ยายของ"โตโน่"(ภาพเล็กล่าง)
นักร้องเดอะสตาร์ปีล่าสุด บาดเจ็บสาหัส ชิงทรัพย์ไปหลายรายการ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.



แก๊งกะเทยบุกปล้น-มุ่งฆ่ายาย "โตโน่" นักร้องดังเดอะสตาร์ ขณะอยู่บ้านคนเดียว เผยทำร้ายร่างกายก่อนใช้หมอนปิดปาก-จมูกหวังฆ่าให้ตายจนหมดสติ

ก่อนคนร้ายกวาดทรัพย์สินเป็นเงิน พระเลี่ยมทอง นาฬิกา และโน้ตบุ๊ก ตร.แกะรอยตามจับทันควัน ที่แท้เป็นสาวประเภทสองที่เคยเข้าออกในบ้านเพราะเคยหลอกขายพระและขอเงินทำบุญ ร่วมกับเพื่อนกะเทยที่ยังหลบหนีหวังหาเงินไปเสริมหน้าอก สารภาพต้องการที่จะฆ่าปิดปาก

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 5 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรับแจ้งว่านางฮวย แซ่เตียว อายุ 90 ปี ยายของ "โตโน่" ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ นักร้องดังจากเดอะสตาร์ปีล่าสุด ถูกคนร้ายก่อเหตุลักทรัพย์และพยายามฆ่าปิดปากแต่รอดตัวมาได้และมีอาการบาดเจ็บพักรักษาตัวอยู่ที่ ร.พ.เกษมราษฎร์ ประชาชื่น หลังรับแจ้งรุดไปตรวจสอบที่ร.พ. พบนางฮวย นอนพักรักษาตัว ในสภาพใบหน้าเขียวช้ำ ตาปูดบวม ตามร่างกายมีรอยเขียวช้ำเต็มไปหมด โดยแพทย์ดูแลอาการอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางครอบครัวและลูกหลานเฝ้าอาการอย่างตื่นตระหนก

นางฮวย เปิดเผยว่า ตนพักอาศัยอยู่ทาวน์เฮาส์ เลขที่ 812/82 ซอยประชาชื่น 25 ถ.ประชาชื่น แขวงวงศ์สว่าง เขตบางซื่อ กทม. เป็นทาวน์เฮาส์ 4 ชั้น

ปกติตอนกลางวันจะอยู่บ้านคนเดียว ส่วนลูกๆ หลานๆ ออกไปทำงานกันหมด รวมทั้ง "โตโน่" ซึ่งเป็นหลาน ก่อนเกิดเหตุเมื่อวานนี้เวลาประมาณ 10.00 น. มีคนร้ายเป็นชาย 2 คน งัดประตูเข้ามาทางด้านหน้า ตรงเข้ามาล็อกคอ ขณะที่ตนนอนอยู่บนเตียงบริเวณชั้น 1 คนร้ายคนหนึ่งเข้ามาตบเตะ คนร้ายคนที่สองใช้หมอนกดใบหน้าจนตนสลบ ระหว่างนั้นคาดว่าคนร้ายลากขึ้นไปที่ชั้น 3 และรื้อค้นทรัพย์สินไป

นางฮวย กล่าวอีกว่า สำหรับทรัพย์สินที่คนร้ายได้ไปประกอบด้วย เงินปอนด์ของอังกฤษ 1,000 ปอนด์ เงินยูเอสดอลลาร์ 100 ดอลลาร์ และเงินไทย 7,000 บาท ทั้งหมดเป็นของหลาน นอกจากนี้ ยังมีพระเลี่ยมทอง 10 องค์ โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง นาฬิกา 1 เรือน กระทั่งตอนเย็นหลานๆ กลับมาที่บ้านเห็นตนอยู่ในสภาพบาดเจ็บจึงพาส่ง ร.พ.เกษมราษฎร์ ประชาชื่น ก่อนไปแจ้งความกับ พ.ต.ท.วิชัย ปทุมสุวรรณ พนักงานสอบสวน(พงส.3) สน.ประชาชื่น เพื่อติดตามจับกุมคนร้ายในที่สุด

ต่อมาเวลา 18.00 น. ที่สน.ประชาชื่น พล.ต.ต.สาโรจน์ พรหมเจริญ ผบก.น.2 พร้อมด้วย พ.ต.อ.เจริญ ศรีศศลักษณ์ รอง ผบก.น.2, พ.ต.อ.ณัฐวัฒน์ การดี ผกก. สน.ประชาชื่น, พ.ต.ท.นพคุณ ประทุมเพ็ชร รองผกก.สส. และ พ.ต.ท.บวร สุภิสิงห์ สว.สส.สน. แถลงข่าวจับกุม

นายเต้ย อรชร อายุ 23 ปี สาวประเภทสอง พักอยู่ชุมชนบ่อฝรั่ง ถ.กำแพงเพชร แขวงและเขตจตุจักร กทม. โดยจับกุมได้ริมทางรถไฟ ข้างตลาดสดบางซ่อน แขวงและเขตบางซื่อ กทม. พร้อมของกลาง นาฬิกา 1 เรือน พระเครื่อง 8 องค์ เงินสด 180 บาท ควบคุมตัวมาดำเนินคดีข้อหาร่วมกับพวกที่หลบหนี ชิงทรัพย์ในเคหสถาน เป็นเหตุให้เจ้าทรัพย์รับอันตรายสาหัส

สอบสวนผู้ต้องหารับสารภาพ ร่วมกับนายธนวัฒน์ หรือป๊อก แขมคำภา อายุ 20 ปี เพื่อนกะเทย พักอยู่ย่านวชิรธรรมสาธิต ย่านอุดมสุข ขณะนี้ยังหลบหนี เข้าไปชิงทรัพย์ นางฮวย ยายของ "โตโน่" นักร้องเดอะสตาร์ ขณะที่นางฮวย นอนพักผ่อนอยู่ที่บ้าน โดยวิธีการปีนรั้วจากนั้นเข้ามาถึงบ้าน แล้วผลักนางฮวยล้มลงก่อนเอาหมอนอุดปาก จนหมดสติ เพื่อหวังจะให้นางฮวยเสียชีวิต เนื่องจากกลัวว่านางฮวยจะจำหน้าได้ แล้วรื้อค้นทรัพย์สินภายในบ้านแล้วหลบหนีไป

สำหรับทั้งคู่ก่อนหน้านี้ เคยเข้ามาที่บ้านนางฮวยแล้วหลายครั้ง โดยทั้ง 2 คนมักจะเอาพระมาหลอกขาย ขณะที่นางฮวยอยู่บ้านคนเดียว หรือบางครั้งจะเอาซองผ้าป่ามาให้ทำบุญ นอกจากนี้ยังเคยเข้ามาโกหกว่าพ่อแม่ตายจนนางฮวยใจอ่อนและให้เงินทั้ง 2 ไปแล้วหลายครั้ง

ส่วนนายเต้ย สาวประเภทสองที่โดนจับได้ ให้การว่า ก่อนหน้านี้เข้าออกบ้านนี้มาหลายครั้งแล้วตั้งแต่เด็ก และรู้จักสนิทสนมกับผู้เสียหายเป็นอย่างดี

จนมารู้จักกับนายป๊อกเพื่อนกะเทยตั้งแต่อยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ข้อหาลักทรัพย์ และเพิ่งพ้นโทษมา 3 อาทิตย์ จากนั้นมาเจอกันข้างนอกและนายป๊อกขอร้องให้ช่วยกู้เงินเพื่อผ่าตัดแปลงเพศ ตนจึงนึกถึงนางฮวย ที่รู้จักกันมานาน เพราะเป็นคนใจดีมีฐานะ จากนั้นพานายป๊อกไปที่บ้าน และตะโกนเรียกนางฮวย แต่ไม่มีเสียงตอบรับ นายป๊อกจึงกระโดดข้ามรั้วบ้านไป

จากนั้นนายป๊อกเข้าไปต่อยนางฮวยและเอาหมอนปิดปากพยายามฆ่าเพราะกลัวว่านางฮวยจะจำหน้าได้ ตนพยายามที่จะห้ามเพราะสงสารยายแต่ไม่ทัน หลังจากนั้นนางฮวยหมดสติไป จึงรื้อค้นทรัพย์สินเป็นเงินต่างประเทศ โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง พระเลี่ยมทองจำนวนหนึ่ง แล้วนำมาแบ่งเงินกัน ตนได้เงินมา 1 หมื่นเศษ ส่วนนายป๊อกเอาของไปทั้งหมด จากนั้นแยกย้ายกันหลบหนี


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

สีทอง
ถูกกล่าวหาว่าสร้างรั้วลุกล้ำเขตบ้าน


ปรึกษาปัญหาเรื่องที่ดิน สั้นๆ บ้านคู่กรณีอยู่ติดกัน วันหนึ่งที่บ้านดิฉันมีงานขึ้นบ้านใหม่ แล้วต้องรื้อถอนรั้วที่กั้นระหว่างบ้านออก เพื่อต้องการพื้นที่ในการจัดงาน พอเสร็จงานดิฉันได้ว่าจ้าง ลุงคู่กรณีเจ้าของบ้านที่อยู่ติดกันสร้างรั้วใหม่ให้ โดยไม่ได้สังเกตุว่า การก่อสร้างรั้วใหม่อยูในแนวรั้วเดิมหรือกินเข้าไปในฝั่งใดฝั่งหนึ่งหรือไม่ ผ่านมาประมาณ 2 ปี ลูกชายเจ้าของบ้านคู่กรณี กลับมาจากต่างจังหวัด เห็นหลังคาบ้านตัวเองเลยเข้ามา ในบ้านของดิฉัน (ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีใครสังเกตุว่าหลังคาบ้านคู่กรณีเลยเข้ามาในพื้นที่บ้านของดิฉันหรือไม่) ลูกชายคู่กรณีจึงคิดว่า ดิฉัน สร้างรั้วกินเข้าไปในที่ดินของเขา แต่เขาไม่มาพูดจาตกลงดีๆ ได้แต่ฝากคนนั้นคนนี้ มาบอกว่าจะไปฟ้องต่อผู้ใหญ่ กำนัน นายอำเภอ และฟ้องต่อศาล ให้มาวัดที่ดิน
ดิฉันจึงอยากทราบว่า ถ้ากรมที่ดินเข้ามาวัดที่แล้ว สรุปว่ารั้วของดิฉันลุกล้ำเข้าไปในที่ดินของเขาจริงๆ นอกจากดิฉันจะขยับรั้ว เข้ามาในที่ของดิฉันแล้ว ดิฉันต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างอื่นอีกหรือไม่ เช่น ค่าทนายความ ค่าฟ้องศาล ค่าวัดที่ดิน หรือค่าปรับอื่นๆ แต่ขอย้ำว่าการก่อสร้างรั้วใหม่ขึ้นมา ดิฉันได้ว่าจ้างเจ้าของบ้านคู่กรณี สร้างรั้วให้แล้วมิได้เป็นผู้กำหนดตำแหน่งรั้วแต่อย่างได และไม่มีเจตนาช่อโกง และอีกทางหนึ่งถ้ากรมที่ดินเข้ามาวัดแล้ว สรุปว่าไม่มีการลุกล้ำเขตที่ดิน ดิฉันสามารถฟ้องกลับในข้อหาหมิ่นประมาทได้หรือไม่ และถ้าฟ้องผลที่ได้กับผลเสียอันไหนมีน้ำหนักมากกว่ากัน




กรณีของคุณจะต้องให้เจ้าหน้าที่กรมที่ดินมาทำาการรังวัดแนวเขตที่ดินระหว่างบ้านของคุณกับคู่กรณี เพื่อให้ทราบแนวเขตรั้วว่าอยู่ในที่ดินของฝ่ายใด ถ้าหากปรากฏว่ารังวัดแล้ว แนวรั้วไม้นั้นอยู่ในเขตที่ดินของคู่กรณี ทั้งประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่า การก่อสร้างรั้วใหม่ขึ้นมา คุณได้ว่าจ้างของบ้านคู่กรณีสร้างรั้วให้แล้ว โดยคุณมิได้เป็นผู้กำหนดตำแหน่งรั่วในการก่อสร้างนั้น ถือว่าเป็นกรณีที่คุณมีความประมาทเลินเล่อ ไม่สุจริต ซึ่งการสร้างรั้วบ้าน เป็นการก่อสร้างที่คุณมีความประมาทเลินเล่อโดยไม่สุจริต คุณจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องทำที่ดินให้เป็นตามเดิมแล้วส่งคืนเจ้าของโดยการรื้อถอนรั้วไม้นั้นออกแล้วทำที่ดินให้เป็นตามเดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1314 ประกอบ มาตรา 1311 และคุณก็มีหน้าที่ที่จะต้องเสียค่ารังวัดนั้นเอง
แต่ถ้าหากว่า รังวัดแล้ว ปรากฎว่า ไม่มีการรุกล้ำเขตที่ดินของคู่กรณี ก็เป็นเรื่องที่คุณไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องรื้อถอนรั้วนั้น หรือทำการใด ๆ อีก ซึ่งคุณก็มีอำนาจที่จะฟ้องคู่กรณีฐานหมิ่นประมาทได้ ตาม ป.อ. มาตรา 326 โดยการฟ้องคดีอาญาความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้นหรือไม่ ย่อมเป็นสิทธิของคุณที่จะฟ้องคู่กรณีหรือไม่



ตัวบทกฎหมายอ้างอิง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1311 บุคคลใดสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยไม่สุจริตไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นต้องทำที่ดินให้เป็นตามเดิมแล้วส่งคืนเจ้าของ เว้นแต่เจ้าของจะเลือกให้ส่งคืนตามที่เป็นอยู่ ในกรณีเช่นนี้เจ้าของที่ดินต้องใช้ราคาโรงเรือนหรือใช้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้นแล้วแต่จะเลือก

มาตรา 1314 ท่านให้ใช้บทบัญญัติมาตรา 1310, 1311 และ 1313 บังคับตลอดถึงการก่อสร้างใดๆ ซึ่งติดที่ดินและการเพาะปลูกต้นไม้หรือธัญชาติด้วยโดยอนุโลม

แต่ข้าวหรือธัญชาติอย่างอื่นอันจะเก็บเกี่ยวรวงผลได้คราวหนึ่งหรือหลายคราวต่อปี เจ้าของที่ดินต้องยอมให้บุคคลผู้กระทำการโดยสุจริต หรือผู้เป็นเจ้าของที่ดินโดยมีเงื่อนไขซึ่งได้เพาะปลูกลงไว้นั้นคงครองที่ดินจนกว่าจะเสร็จการเก็บเกี่ยวโดยใช้เงินคำนวณตามเกณฑ์ค่าเช่าที่ดินนั้น หรือเจ้าของที่ดินจะเข้าครอบครองในทันทีโดยใช้ค่าทดแทนให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งก็ได้

ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 326 ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สีทอง
ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน


สามีภริยาได้ทำการสมรสกัน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2478 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่ได้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 แล้ว โดยมิได้จดทะเบียนกันนั้น ไม่ถือว่าเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะมาตรา 1457 บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่า การสมรสจะมีได้เมื่อได้จดทะเบียนสมรสกันแล้วเท่านั้น ชายและหญิงที่อยู่ด้วยกันดังกล่าวจึงไม่เป็นคู่สมรสต่อกัน บุตรที่เกิดมาก็ถือว่าเป็นบุตรของหญิงฝ่ายเดียว สินส่วนตัวและสินสมรสไม่เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามทรัพย์สินที่ชายหญิงคู่นี้ได้ลงทุนร่วมแรงทำมาหได้ร่วมกัน ระหว่างที่อยู่กินด้วยกันนั้น ถือว่าเป็นเจ้าของร่วมกันและมีส่วนในทรัพย์สินเหล่านั้นคนละครึ่งเท่ากัน ทั้งนี้เพื่อความเป็นธรรม เพราะการที่ชายหญิงแต่งงานกันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส แม้ทางกฎหมายจะไม่ถือว่าเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็หาการกระทบกระเทือนถึงสิทธิในทรัพย์สินที่ชายหญิงจะพึงมีได้ตามกฎหมายทั่วไปไม่


ตัวอย่างเช่น สามีภริยาไม่ได้จดทะเบียน หญิงขายทรัพย์ของตนเองเอาไปซื้อที่ดินและกระบือลงชื่อชายถือกรรมสิทธิ์ทำกินร่วมกันมา ชายตาย ถือว่าชายหญิงเป็นเจ้าของร่วมกัน หรือ หญิงชายอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส ได้ร่วมกันซื้อนาและทำกินเป็นการแสดงเจตนาให้ถือได้ว่าเป็นเจ้าของร่วมกัน ส่วนเงินที่ซื้อฝ่ายใดจะยืมใครมาเป็นอีกเรื่องหนึ่งไม่เกี่ยวกับตัวทรัพย์ เพราะหญิงคนนั้นระคนปนทรัพย์กันใช้สอยและทำมาหากินด้วยกัน ต้องถือว่าต่างมีสิทธิเป็นเจ้าของคนละครึ่ง เป็นต้น หลักการเช่นว่านี้ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ศาลอุทธรณ์แห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ก็ได้วินิจฉัยในทำนองเดียวกันว่า แม้สามีภริยามิได้สมรสกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย แต่ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ด้วยกันก็จะต้องนำมาแบ่งปันเป็นคนละครึ่งเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดีสำหรับทรัพย์สินที่ต่างคนต่างทำมาหาได้แยกกันนั้นเป็นสิทธิของฝ่ายนั้นผู้เดียว อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีส่วนแบ่งด้วยเพราะไม่ถือว่าเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474(1) ฉะนั้น สามีภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันสามีจึงไม่มีสิทธิฟ้องของแบ่งทรัพย์จากภริยาในส่วนทรัพย์ที่สามีมิได้ร่วมแรงร่วมทุนทำมาหาได้กับภริยาแต่อย่างใด



การลงทุนร่วมแรงทำมาหาได้ร่วมกัน โดยหลักการแล้วหมายถึงการที่ชายและหญิงร่วมกันทำการค้าหรือดำเนินกิจการใดโดยเฉพาะเจาะจงแล้วได้เงินหรือทรัพย์สินมา เงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวจึงจะถือว่าชายและหญิงเป็นเจ้าของร่วมกันในส่วนเท่ากัน หากชายรับราชการได้เงินเดือนเดือนละ 15,000 บาท เงินเดือนและค่าจ้างเป็นของชายหรือหญิง เช่นว่านี้เป็นของตนเองโดยเฉพาะ หรือหญิงได้รับมรดกเป็นที่ดิน 3 แปลง ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวก็เป็นของหญิงโดยลำพังเช่นเดียวกัน การที่ชายหญิงมาอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน ชายประกอบกิจการค้าส่วนหญิงอยู่บ้านเลี้ยงบุตร ดูแลบ้าน ทำอาหารเลี้ยงดูครอบครัวเป็นเวลาหลายปี มีทรัพย์สินหลายสิ่งหลายอย่างเพิ่มขึ้น จะถือว่าการที่หญิงเป็นแม่บ้านดูแลครอบครัว เป็นการลงทุนร่วมแรงทำมาหาได้ร่วมกันกับชาย จึงมีส่วนแบ่งในทรัพย์สินส่วนนี้หรือไม่ ศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ในปี 2512 ว่า การที่หญิงดูแลครอบครัวให้ชายเป็นการร่วมกันกับชาย ทำมาหากินแสวงหาทรัพย์สินมาเป็นสมบัติร่วมกันแล้ว ชายหญิงจึงมีส่วนในทรัพย์สินดังกล่าวเท่า ๆ กัน



มีข้อน่าสังเกตว่า การที่ถือหลักว่าหญิงอยู่บ้านดูแลครอบครัวให้ชายที่ออกไปทำงานนอกบ้านได้มีชีวิตอยู่ด้วยความผาสุกเป็นการร่วมทุนร่วมแรงทำมาหาได้ร่วมกับชาย อาจเป็นเหตุจูงใจให้ชายและหญิงมาอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียนกันให้ถูกต้องตามกฎหมายมากยิ่งขึ้น เพราะแทบไม่มีผลแตกต่างกันกันในทางทรัพย์สินระหว่างการที่ชายหญิงจะจดทะเบียนสมรสกันหรือไม่ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดหามาได้โดยลำพัง อีกฝ่ายหนึ่งก็ยังคงมีส่วนแบ่งคนละครึ่งเช่นเดียวกับสินสมรส โดยหลักการแล้วการที่ชายและหญิงมิได้เป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย ต่างฝ่ายต่างไม่มีหน้าที่ต้องอยู่ด้วยกันฉันสามีภริยาหรืออุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน ฉะนั้นหญิงที่อยู่บ้านดูแลครอบครัวน่าจะเป็นเพียงการมีส่วนร่วมในการอยู่รวมกันโดยใช้แรงงานแทนเงินค่าเช่าบ้านและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เท่านั้น หาใช่เป็นการลงทุนร่วมแรงทำมาหากินด้วยกันกับชายอย่างแท้จริงไม่ หญิงเองก็มีความผาสุกในการกระทำดังกล่าวเช่นเดียวกับชายเหมือนกัน ในประเทศอังกฤษเมื่อปี 2527 มีคดีที่ชายหญิงภริยาคู่หนึ่งอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยามาเป็นเวลานานถึง 19 ปี โดยหญิงต้องลาออกจากงานมาดูแลบ้านและครอบครัวซึ่งมีบุตรด้วยกัน 2 คน ชายหญิงคู่นี้มีข้อพิพาทกันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในบ้านที่บุคคลทั้งสองใช้เป็นที่อยู่อาศัย ศาลวินิจฉัยว่าหญิงไม่มีส่วนร่วมในการได้มาซึ่งบ้านหลังนี้ จึงไม่มีส่วนแบ่งใด ๆ ในบ้านดังกล่าวแม้ว่าหญิงจะทำงานหนักมาหลายปีเท่ากับชายในค้ำจุนครอบครัวในแง่ของครอบครัวก็ตาม ฉะนั้นจึงน่าจะต้องรอดูต่อไปว่า ศาลฎีกาจะยังคงยืนยันหลักการเดิมหรือจะเปลี่ยนหลักการมาทำนองเดียวกับคดีของศาลอังกฤษเช่นว่านี้ในโอกาสต่อไป



สำหรับการที่ชายกับชายก็ดี หรือหญิงกับหญิงก็ดี มาอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยานั้น เนื่องจากบุคคลทั้งสองไม่สามารถจดทะเบียนสมรสกันได้ เพราะขัดต่อเงื่อนไขของการสมรสที่ฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นชาย และอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นหญิง แต่ในทางด้านทรัพย์สินที่บุคคลทั้งสองทำมาหาได้ด้วยกันในระหว่างอยู่กินด้วยกันนี้ ต้องถือว่าบุคคลที่สองมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมกัน โดยมาตรา 1357 ให้สันนิษฐานว่าผู้เป็นเจ้าของร่วมกันมีส่วนเท่ากัน จึงต้องแบ่งกันคนละครึ่งเคยมีคดีที่โจทก์เป็นหญิงแต่มีนิสัยและทำตัวเป็นชาย มีอาชีพขายเนื้อโค กระบือ ส่วนจำเลยก็เป็นหญิงมีอาชีพเป็นนักร้อง โจทก์และจำเลยได้มาอยู่ร่วมกันในบ้านเดียวกันโดยจำเลยเลิกอาชีพดังกล่าวและทำพิธีเข้าถือศาสนาอิสลามเช่นเดียวกับโจทก์ ระหว่างที่อยู่กินด้วยกันมาเกิดมีทรัพย์สินคือ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 3 แปลง โดยที่ดินทั้งสามแปลงนี้มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โจทก์จึงมาฟ้องขอแบ่งที่ดินดังกล่าว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “แม้โจทก์จำเลยเป็นหญิงไม่สามารถจะเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย แต่ตามพฤติกรรมที่บุคคลทั้งสองได้อยู่ร่วมกันเป็นเวลาเกือบ 20 ปี โดยจำเลยทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน แต่ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์เองว่าบางครั้งจำเลยก็มาช่วยโจทก์ขายเนื้อในตลาด ในการซื้อ โค กระบือนั้น หากจ่ายเป็นเช็คก็ใช้เช็คของจำเลย แสดงให้เห็นว่าโจทก์จำเลยได้ร่วมกันทำมาหากินแสวงหาทรัพย์สินมาเป็นสมบัติของโจทก์จำเลยร่วมกัน บรรดาทรัพย์ที่โจทก์หรือจำเลยทำมาหาได้ระหว่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นด้วยแรงหรือเงินของฝ่ายใดหาใช่ข้อสำคัญไม่ แต่ต้องถือเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างที่โจทก์จำเลยอยู่ร่วมกัน จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายและความยุติธรรมเป็นอย่างยิ่งที่จะให้โจทก์และจำเลยมีส่วนในทรัพย์สินที่พิพาททั้งหมดคนละกึ่งหนึ่ง” พิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินทั้งสามแปลงนี้ให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง


ในกรณีที่ชายมีภริยาชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว แต่มาได้หญิงอีกคนหนึ่งเป็นภริยาน้อยชายและภริยาน้อย ร่วมกันทำมาหาได้ทรัพย์สินใดมา ทรัพย์สินที่ได้มานี้เป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างชายกับภริยาน้อย โดยภริยาน้อยมีส่วนครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งที่เป็นของชายเป็นสินสมรสชายกับภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ถ้าภริยาน้อยไม่มีส่วนร่วมในการทำมาหาได้ ทรัพย์สินที่ได้มาเป็นสินสมรสระหว่างชายกับภริยาหลวงทั้งหมด เช่น ชายกับภริยาน้อยร่วมกันทำการค้าได้กำไรไปซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง หากจะต้องแบ่งที่ดินแปลงนี้ให้ภริยาน้อยครึ่งหนึ่งภริยาหลวงได้เศษหนึ่งส่วนสี่ และชายได้เศษหนึ่งส่วนสี่ เป็นต้น การร่วมกันทำมาหาได้ทรัพย์สินนี้น่าจะไม่จำเป็นต้องร่วมกันทำการค้า หรือดำเนินกิจการโดยเฉพาะเจาะจงแม้เพียงชายไปทำมาค้าขายโดยตนเอง ส่วนภริยาน้อยเลี้ยงดูบุตรเป็นแม่บ้านอยู่รวมกันกับชายในบ้านหลังเดียวกัน ก็อาจจะถือว่าร่วมกันทำมาหากินแสวงหาทรัพย์สินมาเป็นของชายและภริยาน้อยร่วมกันได้ แต่ทั้งนี้ชายและภริยาน้อยต้องมีถิ่นที่อยู่ต่างตำบลกันกับภริยาหลวงและมีทรัพย์สินอยู่ ณ ตำบลที่อยู่ของแต่ละคน แสดงว่าได้แบ่งแยกเป็นส่วนสัดแล้ว หากสามี ภริยา และภริยาน้อยอยู่ร่วมบ้านเรือนเดียวกันหรืออยู่บริเวณใกล้ชิดมีช่องทางเข้าออกถึงกันได้ ถือว่าภริยาน้อยเข้ามาอยู่ในครอบครัวของสามีในฐานะบริวารหรือนางบำเรอเท่านั้น ภริยาน้อยไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของรวมในสินสมรสระหว่างสามีภริยาแต่อย่างใด


ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือครอบครัว โดยคุณประสพสุข บุญเดช ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลเพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะ
สีทอง
กระเทยแสบรุมตื้บ“อาม่า โตโน่”โร่มอบตัว


วันนี้ ( 9 มิ.ย.) ที่ สน.ประชาชื่น นายธนวัฒน์ หรือ ป๊อก แขมคำภา อายุ 20 ปี สาวประเภทสอง

ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา เลขที่ 1174/53 ลงวันที่ 5 มิ.ย.2553 ข้อหาร่วมกันใช้กำลังชิงทรัพย์ นางฮวย แซ่เตียว อายุ 90 ปี อาม่าของนายภาคิน คำวิลัยศักดิ์ หรือ โตโน่ เดอะสตาร์ 6 บาดเจ็บสาหัส ในบ้านพักเลขที่ 812/82 ซอยประชาชื่น25 แขวงวงศ์สว่าง เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้นำคอมพิวเตอร์โน้ตบุค เข้ามอบตัวกับ พล.ต.ต.สาโรจน์ พรมเจริญ ผบก.น.2 พ.ต.อ.เจริญ ศรีศศลักษณ์ รอง ผบก.น.2 และ พ.ต.อ.ณัฐวัฒน์ การดี ผกก.สน.ประชาชื่น

โดยนายธนวัฒน์ ให้การรับสารภาพว่า วันเกิดเหตุนายเต้ยชวนไปขอยืมเงินจากผู้เสียหายที่บ้านพัก

แต่เห็นว่าประตูปิดล็อค นายเต้ยจึงปีนรั้วเข้าไป ส่วนตนเองยืนรออยู่บริเวณหน้าบ้านประมาณ 20 นาที ก็ปีนรั้วตามเข้าไปดู เห็นนายเต้ยกำลังใช้หมอนปิดหน้าผู้เสียหายจนสลบ ด้วยความตกใจจึงช่วยกันแบกร่างขึ้นไปไว้ชั้นบน ก่อนรื้อค้นเอาทรัพย์สินหลบหนีไป


“ขอยืนยันว่าตนเองไม่ได้มีส่วนทำร้ายร่างกายอาม่าเลย ทุกอย่างเป็นฝีมือของนายเต้ยทั้งนั้น พอทราบข่าวว่าเพื่อนโยนความผิดมาให้ทั้งหมด จึงตัดสินใจขอเข้ามอบตัวสู้คดี” นายธนวัฒน์กล่าว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนได้คุมตัวนายธนวัฒน์ ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพยังบ้านเกิดเหตุ เพื่อดำเนินคดีต่อไป.

mrnikungi
V
V

ขอบคุณมากครับ เดี๋ยววันนี้ผมจะลองขอคำแนะนำดูทางที่คุณสีทองแจ้งมาอีกครั้งนะครับ
สีทอง
กรณีข้างบนผม ให้รายละเอียดเล็กน้อยในpmแล้วนะครับ
สีทอง
การจดทะเบียนรับรองบุตร

การรับรองบุตร เป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้บุตรนอกสมรสเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดาได้ ซึ่งวิธีการนี้บิดาสามารถจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรของตนโดยไม่ต้องจดทะเบียนสมรสกับมารดาของเด็ก โดยบิดาสามารถจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรของตนได้ แต่กฎหมายกำหนดเงื่อนไขในการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรต้องได้รับความยินยอมจากเด็กและมารดาของเด็ก โดยทั้งสองคนต้องไปให้ความยินยอมต่อหน้านายทะเบียนแต่หากบุคคลทั้งสองไม่อาจให้ความยินยอมได้ เช่น มารดาถึงแก่ความตายแล้ว หรือกรณีเด็กไม่อาจแสดงเจตนาให้ความยินยอมได้ เช่น อายุยังน้อยเกินไป การรับรองบุตรนั้นผู้ร้อง (บิดา) จะต้องมาร้องขอให้ศาลมีคำสั่งรับรองบุตร
ดังนั้น ผู้ร้อง(บิดา) จึงสามารถยื่นคำร้องต่อศาลขออนุญาตศาลให้ความยินยอมแทนผู้เยาว์หรือแทนมารดา ในการที่ผู้ร้องจะจดทะเบียนรับรองบุตรต่อนายทะเบียนต่อไป ทั้งนี้เพื่อเป็นการพิทักษ์และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้ร้องและบุตรตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป

เอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนรับรองบุตร
(นำต้นฉบับเอกสารให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพร้อมสำเนา 2 ชุด)
1. บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ร้อง(บิดา)
2. ทะเบียนบ้านของผู้ร้อง,มารดา และผู้เยาว์
3. สูติบัตรของผู้เยาว์ หรือบุตร
4. ใบมรณบัตรของมารดาผู้เยาว์ (กรณีมารดาผู้เยาว์เสียชีวิต)
5. ใบเปลี่ยนชื่อตัว / ชื่อสกุล (ถ้ามี) ของผู้ร้อง,ผู้เยาว์,มารดาของบุตร
6. หนังสือให้ความยินยอมของมารดาผู้เยาว์และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน (กรณีมารดายังมีชีวิต)


นับแต่วันที่ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับรองบุตร ศาลจะนัดไต่สวนคำร้องไม่น้อยกว่า 45 วันนับแต่วันยื่นคำร้อง และภายในเวลา 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องแล้ว ผู้ร้องจักต้องนำบุตรและมารดาของบุตรไปให้ถ้อยคำต่อผู้อำนวยการสถานพินิจฯกรุงเทพเพื่อประมวลและรายงานข้อเท็จจริงเสนอความเห็นต่อศาลประกอบในการพิจารณาคำร้องขอจดทะเบียนรับรองบุตร (ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 117)

อนึ่ง ในวันนัดไต่สวนคำร้อง ผู้ร้องพร้อมมารดาผู้เยาว์ และผู้เยาว์ต้องมาศาลและนำเอกสารพยานหลักฐานต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในบัญชีพยานมาศาลเพื่อทำการไต่สวนคำร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 เดือนนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง ผู้ร้องสามารถขอคัดถ่ายคำสั่งศาลโดยให้เจ้าหน้าที่รับรองสำเนาถูกต้องและขอหนังสือสำคัญแสดงคดีถึงที่สุด แล้วนำเอกสารดังกล่าว ไปดำเนินการตามความประสงค์ต่อไป.

สีทอง
การจดทะเบียนรับรองบุตร ซึ่งการจดทะเบียนรับรองบุตรนั้นจะกระทำต่อเมื่อบิดา-มารดามิได้จดทะเบียนสมรสกัน เมื่อเกิดบุตรขึ้นมาฝ่ายชายจะเป็นผู้จดทะเบียนรับรองบุตร เพื่อให้บุตรมีสถานะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของชาย
การจดทะเบียนรับรองบุตรนั้น สามารถปฏิบัติได้ 3 วิธี ดังนี้

1) การจดทะเบียนรับรองบุตรในสำนักทะเบียน

2) การจดทะเบียนรับรองบุตรนอกสำนักทะเบียน

3) การจดทะเบียนรับรองบุตรนอกสำนักทะเบียนในท้องที่ห่างไกล

สำหรับเอกสารที่ใช้ในการติดต่อขอจดทะเบียนรับรองบุตรนั้น ก็ใช้เพียงแค่หนังสือแสดงความยินยอมบุตร และหนังสือแสดงความยินยอมของมารดาของบุตร เท่านั้นเอง

ขั้นตอนในการติดต่อเพื่อขอจดทะเบียนรับรองบุตร มีดังนี้

1) บิดายื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับรองบุตรต่อนายทะเบียน ณ สำนักทะเบียนอำเภอหรือสำนักทะเบียนเขต โดยนำมารดาเด็กและเด็กมาแสดงตนด้วยว่าจะคัดค้านหรือไม่ สำหรับการแสดงออกของเด็กว่าจะยินยอมหรือจะคัดค้านนั้นจะใช้ในเฉพาะกรณีที่เด็กรู้เดียงสาแล้วเท่านั้น โดยการรู้เดียงสานั้นก็คือ การที่เด็กมีความสามารถที่จะรู้ผิดชอบตามปกติสามัญ โดยไม่สำคัญว่าเด็กนั้นจะอายุเท่าใด

2) กรณีที่เด็กและมารดาเด็กไม่ได้มาให้ความยินยอม ต่อหน้านายทะเบียนให้นายทะเบียนแจ้งการขอจดทะเบียนของบิดาไปยังเด็กและมารดาเด็ก ถ้าเด็กและมารดาไม่คัดค้าน หรือไม่ให้ความยินยอมภายใน 60 วัน นับแต่การแจ้งนั้นถึงเด็กและมารดาเด็ก ให้สันนิษฐานว่าเด็กหรือมารดาเด็กไม่ให้ความยินยอม ถ้าเด็กหรือมารดาเด็กอยู่นอกประเทศไทยให้ขยายเวลานั้นเป็น 180 วัน

3) ในกรณีที่เด็กหรือมารดาเด็กคัดค้านว่าผู้ขอจดทะเบียนไม่ใช่บิดาหรือไม่ให้ความยินยอมหรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรต้องมีคำพิพากษาของศาล และเมื่อศาลได้พิพากษาให้บิดาจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรได้ และบิดาได้นำคำพิพากษาไปขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนให้นายทะเบียนดำเนินการจดทะเบียนให้

4) ภายในกำหนด 90 วัน นับแต่วันแจ้งขอจดทะเบียนถึงเด็กหรือมารดาเด็ก เด็กหรือมารดาเด็กอาจแจ้งให้นายทะเบียนจดบันทึกไว้ได้ว่าผู้ขอจดทะเบียนไม่สมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบางส่วนหรือทั้งหมดได้


สีทอง
ขอยกตัวอย่าง คำถามเกี่ยวกับ การจดทะบียนรับรองบุตร


ไม่ให้รับรองเด็กเป็นบุตร


น้องชายดิฉันมีภริยา 2 คน โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับภริยาทั้งสองคน ซึ่งต่างมีบุตรกับน้องชาย ของดิฉันทั้งคู่ ปัญหาคือว่าภริยาคนที่สอง ทราบว่าน้องชายมีภริยาอยู่ก่อนแล้ว เธอก็พาลูกกลับไปต่างจังหวัด เอาไปให้ตากับยายของเด็กเลี้ยง ส่วนแม่เด็ก มาทำงานในตัวจังหวัด และมีข่าวว่ากำลังจะแต่งงานใหม่ น้องชายของดิฉัน อยากจะได้ลูกของเขามาเลี้ยงเอง แต่แม่เด็กไม่ยอมให้มา น้องชายไปร้องที่เขต จะขอจดทะเบียนรับรองบุตร
การที่น้องชายจะเอาบุตรมาเลี้ยงเองจะต้องให้พ่อเด็กจดทะเบียนรับรองบุตรก่อนหรือไม่ และถ้าแม่เด็กไม่ยอมให้พ่อเด็กจดทะเบียนรับรองบุตร เด็กก็ไม่สามารถเป็นบุตรของบิดาได้ใช่หรือไม่



การจดทะเบียนรับรองบุตรเป็นเรื่องที่มารดาและบิดาเด็กไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย เมื่อมีบุตรด้วยกัน บุตรจึงเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของมารดาแต่เพียงผู้เดียว การที่บิดาจะขอจดทะเบียนรับรองเด็กเป็นบุตรจะมีประโยชน์แก่ตัวเด็กมาก ในด้านที่เด็กจะกลายเป็น บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดา และบิดาที่แท้จริงซึ่งเป็นบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของเด็ก ก็จะกลายเป็น บิดาที่ชอบด้วยกฎหมายด้วย แทนที่จะมีแต่มารดา ซึ่งชอบด้วยกฎหมายมาแต่เดิม เพียงคนเดียว

เพราะเด็กจะได้รับสิทธิต่าง ๆ ในครอบครัวเช่นเดียวกับบุตรที่เกิดจากบิดามารดาสมรสด้วยกัน แต่เฉพาะบิดากับบุตรเท่านั้น ที่เมื่อมีการจดทะเบียนรับรองบุตรแล้ว จะกลายเป็นบิดาและบุตร ที่ชอบด้วยกฎหมาย หามีผลให้บิดาและมารดา กลายเป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย ตราบใดที่ทั้งคู่ ยังไม่จดทะเบียนสมรส เป็นสามีภริยากันในภายหลัง เพราะฉะนั้นหญิงอื่นของชายที่จดทะเบียน รับรองเด็กเป็นบุตร จึงไม่ต้องเป็นห่วงว่า จะทำให้มารดาเด็ก มามีสิทธิอื่นใด เพราะสิทธิที่กฎหมาย ให้ความคุ้มครองเด็กเท่านั้น

ปัญหาการจดทะเบียนรับรองบุตรส่วนใหญ่เท่าที่พบ มารดามักจะต้องการให้บิดาจดทะเบียน รับรองบุตรให้ ดังนั้นถ้าหากบิดาอยากจะจดทะเบียนรับรองบุตรคนใด ที่เกิดจากหญิง ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับตน ย่อมทำได้เสมอ เพราะถือเป็นเรื่องเฉพาะตัว ของชายผู้นั้น แม้ว่าผู้ชายจะมีคู่สมรส ที่ถูกต้องตามกฎหมาย อยู่แล้ว ก็ยังสามารถที่จะจดทะเบียนรับรองบุตรที่แท้จริงของตน ที่เกิดจากหญิงคนอื่นได้เสมอ ข้อที่ว่าจะจดทะเบียนรับรองบุตรไม่ได้ เพราะภริยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะเข้ามาคัดค้าน ไม่ให้จดทะเบียน รับรองบุตรรับฟังไม่ขึ้นอยู่ที่ว่าฝ่ายบิดาสมัครใจจะจดทะเบียนรับรองบุตรหรือไม่เท่านั้น

ความสำคัญของการจดทะเบียนรับรองบุตรอยู่ที่ว่า มารดาและเด็กยอมให้บิดาจดทะเบียนรับรองบุตร ดังนั้นถ้าบิดาประสงค์จะจดทะเบียนรับรองบุตรก็ต้องให้เด็ก และมารดาเด็กยินยอมด้วย ปัญหาของน้องชายของคุณจึงอยู่ตรงที่ว่ามารดาเด็กไม่ยินยอมให้บิดาจดทะเบียนรับรองบุตร สาเหตุมาจากทิฐิ หรือความโกรธ หรือชังที่ไปถูกหลอกว่าไม่มีภริยาอยู่ก่อน หรือเกลียดที่ไม่รับผิดชอบ แต่แรกก็ตาม แต่ผลเสียอาจจะตกอยู่กับเด็กเพราะแทนที่เด็กจะได้รับสิทธิต่าง ๆ จากบิดาที่แท้จริง ของตน อย่างบุตรชอบด้วยกฎหมาย ก็อาจจะเสียโอกาสเหล่านี้ไปเพราะมารดาเด็กไม่ยินยอม

ดังนั้นวิธีการแก้ถ้ามารดาเด็กไม่ยินยอมในการที่บิดาจะจดทะเบียนรับรองบุตรคือ ต้องร้องขอต่อศาล ให้พิพากษาให้บิดาจดทะเบียนรับรองบุตร เพราะเข้ากรณีที่ว่า ถ้าเด็ก หรือมารดาเด็กคนใดคนหนึ่ง คัดค้านว่า ผู้ขอจดทะเบียน ไม่ใช่บิดา หรือไม่ให้ความยินยอม หรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ บิดาก็ต้องไปร้องศาล ขอจดทะเบียนรับรองบุตร เพราะเข้ากรณีที่ว่ ามารดาไม่ให้ความยินยอม ซึ่งแน่นอนว่า ศาลจะต้องพิจารณา ผลประโยชน์ที่จะตกได้แก่ตัวเด็กเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิที่จะได้รับ ค่าอุปการะเลี้ยงดู สิทธิที่จะได้รับ มรดก สิทธิที่จะได้รับการดูแล หรือสิทธิที่จะได้รับค่าขาดไร้อุปการะ จากผู้ที่มาทำละเมิดกับบิดาของตน ให้ถึงแก่ความตาย

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าศาลจะพิพากให้บิดาจดทะเบียนรับรองบุตร เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า น้องชายของคุณ เป็นบิดาที่แท้จริงของเด็ก แต่ปัญหาเรื่องอำนาจปกครองบุตร จะเป็นคนละเรื่องกับ การจดทะเบียนรับรองบุตร เพราะเด็กควรจะอยู่ในความอุปการะของใครเป็นเรื่องที่ศาลจะต้องพิจารณาถึงหลายด้าน ตั้งแต่การดูแล เอาใจใส่ ความรัก ความอบอุ่น การที่มารดาเด็กไม่เลี้ยงดูเด็กเอง แต่ให้ตายายช่วยเลี้ยง การที่น้องชายคุณ ซึ่งเป็นบิดา และมีฐานะ จะเอาไปเลี้ยงเอง ย่อมมีโอกาสมากกว่า แต่การที่น้องชายของคุณ ก็มีภริยาอื่นอยู่แล้ว การที่จะเอาเด็กไปอยู่ร่วมกับภริยาเลี้ยง กับการที่จะให้เด็กอยู่กับตายาย ซึ่งเลี้ยงดูมาตั้งแต่เกิด และมีมารดา คอยดูแลกำกับ ย่อมเป็นเรื่องที่ศาลต้องใช้ดุลพินิจ วินิจฉัย ชั่งน้ำหนักเอาว่า ใครจะเป็นผู้ที่ดูแลเด็กได้ดีกว่า เพราะขณะนี้ทั้งบิดาและมารดาต่างมีหรือจะมีใหม่

ดังนั้นการที่บิดาจดทะเบียนรับรองบุตรก็มิได้หมายความว่าจะได้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร เพียงแต่หากศาลให้เด็กอยู่ในความปกครองของมารดาแต่เพียงผู้เดียว ก็มิได้หมายความว่า จะตัดสิทธิ มิให้บิดาเด็ก ไปเยี่ยมเยียน พบปะเด็ก พอสมควร มารดาจะกีดกันมิให้เด็ก และบิดาพบปะกัน เหมือนเช่นที่บิดายังไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตรอีกต่อไปไม่ได้

อย่างไรก็ตาม มิได้หมายความว่าบิดาจะไม่มีโอกาสที่จะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ถ้าต่อมาภายหลัง ปรากฏว่า มารดาเด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ไม่เหมาะที่จะใช้อำนาจปกครองบุตร บิดาก็สามารถร้องต่อศาล ขอให้ศาล เปลี่ยนให้บิดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร แทนมารดาเด็กได้ แต่นั่นหมายถึงว่า บิดาจะต้องได้จดทะเบียน รับรองเด็กเป็นบุตรแล้ว จึงจะมาร้องขอเปลี่ยนอำนาจปกครองบุตร จากมารดาที่ไม่ควรให้ดูแลเด็ก มาเป็นบิดาในภายหลังได้


สีทอง
การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีได้เฉพาะกรณี
1.เมื่อมีการข่มขืนกระทำชำเรา ฉุดคร่า หรือหน่วงเหนี่ยวกักขังหญิงอย่างผิดกฎหมาย
2.เมื่อมีการลักพาหญิงไปในทางชู้สาว หรือมีการล่อลวงร่วมประเวณีกับหญิง
3.เมื่อมีเอกสารของบิดาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเด็ กคนนั้นเป็นบุตรของตน
4.เมื่อปรากฏในทะเบียนคนเกิดหรือสูติบัตรว่าเด็กเป็น บุตร โดยมีหลักฐานว่าบิดาเป็นผู้แจ้งการเกิดหรือรู้เห็นยิ นยอมในการแจ้งนั้น
5.เมื่อบิดามารดาได้อยู่กินกันอย่างเปิดเผย
6.เมื่อมีการร่วมประเวณีกับหญิงในระยะเวลาที่หญิงนั้ นอาจตั้งครรภ์ได้ และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเด็กนั้นมิใช่บุตรของชายอ ื่น
7.เมื่อมีพฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมาว่าเด็กเป็น บุตรของชาย ซึ่งพิจารณาข้อเท็จจริงที่แสดงความเกี่ยวข้องฉันพ่อล ูก เช่น การส่งเสียให้เล่าเรียน ให้การอุปการะเลี้ยงดู หรือยอมให้ใช้นามสกุลของชาย

สีทอง
ภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียน กับลูกที่ไม่ได้รับรองบุตร


ยกตัวอย่างเคส ให้อ่านกัน

คนต่างชาติได้ผู้หญิงไทยเป็นเมีย มีบุตรด้วยกัน 2 คน ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ไม่ได้รับรองบุตร แต่บุตรใช้นามสกุลของบิดา อยู่ด้วยกันประมาณ 13 ปี จนผู้หญิงไปทำผิดกฎหมายค้ายาเสพติด ติดคุกอยู่ 5 ปี โดยให้ผู้ชายจ่ายเงินประกัน 1 ล้านบาท ตอนนี้ฝ่ายชายไม่ได้บอกเลิกกับฝ่ายหญิง แต่ใช้วิธีหลบหน้า ไม่ไปหา ไม่ติดต่อ ฝ่ายหญิง เคยได้เงิน (เคยไถเงิน) จากฝ่ายชายได้ครั้งละมากๆ โกหกว่าลูกเกิดอุบัติเหตุ เรียกร้องค่าเทอมเกินจริง ช่วงแรกๆ ฝ่ายชายก็ส่งให้มาระยะหลังชักถี่ ก็เลยไม่ส่งให้ เพราะรู้ว่าส่งไปก็คงไม่ถึง เพราะโกหกว่าส่งลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์ค่าเทอมเป็นแสน แต่เขียนภาษาอังกฤษยังไม่ออก ตอนนี้ฝ่ายหญิงจ้างตำรวจติดตามหาฝ่ายชาย
หากเจอฝ่ายชาย
1.ฝ่ายหญิงจะเรียกร้องค่าเลี้ยงดู สิทธิ์ต่างๆ ได้หรือไม่
2.หากฝ่ายชายซื้อบ้านในนามบริษัทในไทย หากฝ่ายชายเสียชีวิตทรัพย์สินต่างๆ จะตกเป็นของบุตรที่ไม่ได้รับรองบุตรหรือไม่
3.หากฝ่ายหญิงตามมาเจอแล้วอาละวาดจะแจ้งความก่อนได้หรือไม่ เพราะฝ่ายหญิงเป็นโรคประสาทอ่อนๆ เคยคิดฆ่าตัวตายมาแล้ว
4.มีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้ฝ่ายชายไม่ต้องคอยหลบหน้าแล้วหนีตลอดชีวิตเคยบอกให้เขาไปคุย เขาบอกถ้าไปคุยก็ไม่รู้เรื่องเพราะฝ่ายหญิงถ้ารู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ก็จะตามแล้วมาขอเงินตลอด
ขอบคุณค่ะ


ตอบ ขอตอบไปตามข้อเท็จจริงที่ให้มานะครับ และตอบไปตามกฏหมายของไทยนะครับ การที่ทั้งสองใช้ชีวิตด้วยกันและไม่ได้ไปจดทะเบียนสมรสกัน ก็ถือว่าทั้งคู่มีสถานะเป็นโสด บุตรที่เกิดมานั้นเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฏหมายของฝ่ายหญิงแต่เพียงผู้เดียว ฝ่ายหญิงจะเรียกร้องให้ฝ่ายชายรับผิดชอบค่าเลี้ยงดูตัวเองและลูกไม่ได้เลย (ฝ่ายหญิงจะต้องไปฟ้องฝ่ายชายให้จดทะเบียนรับรองบุตรเสียก่อนจึงจะฟ้องเรียกร้องให้ฝ่ายชายรับผิดชอบค่าเลี้ยงดูบุตรได้) หากฝ่ายชายเสียชีวิต ทรัพย์สินต่างๆจะตกแก่ทายาทตามกฏหมายเท่านั้นครับ บุตรนอกสมรสหรือบุตรที่บิดาไม่ได้จดทะเบียนรับรองไม่ถือว่าเป็นทายาทตามกฏหมาย ไม่มีสิทธิ์ได้รับมรดกของผู้ตายครับ (หากซื้อบ้านในนามบริษัท บ้านหลังที่ซื้อถือว่าเป็นทรัพย์สินของบริษัท ไม่เป็นทรัพย์สินของคนใดคนหนึ่ง การจัดการต้องเป็นไปตามมติของผู้ถือหุ้น หุ้นส่วนทุกคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของบริษัทเพียงเท่าที่ตนเองมีหุ้นอยู่เท่านั้น) ส่วนข้อ 3 ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ขณะนั้นนะครับว่ามันจะมีความผิดอะไรเกิดขึ้น ถ้าหากมีการทำความผิดอาญาเกิดขึ้นก็แจ้งความดำเนินคดีได้ ในส่วนแพ่งก็เรียกค่าเสียหายได้ครับ สำหรับข้อ 4 วิธีที่ดีที่สุดคือการเจรจา ปัญหาทุกปัญหาไม่ว่าจะร้ายแรงแค่ไหนยุติได้ด้วยการเจรจา ส่วนจะเจรจาอย่างไร แบบไหน เวลาใด ควรมีใครร่วมเจรจาด้วยก็ใช้ดุลย์พินิจเอาครับ
ทุกครั้งที่เจอปัญหาอยากให้เดินเข้าหาปัญหาเพื่อแก้ไข อย่าเดินหนีปัญหา



มีคำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเป็นบุตรไม่ชอบด้วยกฎหมายของบิดา ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 1320/2506 จำเลยกับมารดาของโจทก์เป็นสามีภริยากันโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงเป็นบุตรนอกสมรส เมื่อจำเลยไม่ได้จดทะเบียนว่าโจทก์เป็นบุตร และศาลก็มิได้พิพากษาว่าโจทก์เป็นบุตรของจำเลย โจทก์กับจำเลยจึงไม่อาจเป็นบิดาและบุตรต่อกันตามกฎหมายได้ บุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายฟ้องบิดาเรียกทรัพย์ที่ยืมไปคืนได้ไม่เป็นอุทลุม
คำพิพากษาฎีกาที่ 2882/2527 บิดาของผู้เยาว์ซึ่งมิได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาของผู้เยาว์ ทั้งไม่ปรากฏว่าได้จดทะเบียนว่าผู้เยาว์เป็นบุตร ไม่เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์และไม่มีอำนาจจัดการร้องทุกข์แทนผู้เยาว์ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคแรก จึงถือได้ว่าไม่มีคำร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน และพนักงานอัยการไม่มีอำนาจยื่นฟ้องคดีต่อศาล

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1625/2550

ผู้คัดค้านที่ 1 มิได้จดทะเบียนสมรสกับผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาของผู้ตาย และไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันก่อนมีการบังคับใช้ ป.พ.พ. บรรพ 5 ซึ่งใช้บังคับโดย พ.ร.บ.ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2477 ผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย แม้ผู้ตายเป็นบุตรนอกกฎหมายที่ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับรองแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 ก็ตาม แต่ผลของบทกฎหมายดังกล่าวเพียงแต่ให้ถือว่าผู้ตายซึ่งเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิได้รับมรดกของบิดาเท่านั้น หาได้มีผลทำให้บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิได้รับมรดกของบุตรในฐานะทายาทโดยธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 ด้วยไม่ เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตาย จึงไม่มีสิทธิคัดค้านหรือร้องขอต่อศาลให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และไม่อาจฎีกาโต้แย้งว่าพินัยกรรมเป็นพินัยกรรมปลอมหรือไม่มีผลบังคับได้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของ ต. ตามพินัยกรรม ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า พินัยกรรมที่ผู้ร้องอ้างเป็นพินัยกรรมปลอมเพราะลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรมไม่ใช่ลายมือชื่อของผู้ตายและไม่ได้ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด จึงใช้บังคับไม่ได้ การที่ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกาว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมในขณะที่ไม่มีสติสัมปชัญญะ ซึ่งผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ได้ยกขึ้นโต้เถียงเป็นประเด็นไว้ในคำคัดค้าน จึงเป็นการฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งมิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พินัยกรรมของผู้ตายมีข้อกำหนดให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก และ ป.พ.พ. มาตรา 1713 วรรคท้าย ก็บัญญัติให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามเจตนาของผู้ตาย แม้ผู้คัดค้านที่ 2 จะเป็นมารดาและทายาทของผู้ตายก็ไม่มีเหตุที่จะตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก
สีทอง
จดทะเบียนรับรองเด็กเล็กมากเป็นบุตร

ผมมีภริยาไม่จดทะเบียนอยู่กินกันมา 2 ปี ต่อมามีปัญหาต้องเลิกกัน เธอได้พาลูกออกจากบ้านกลับต่างจังหวัด ซึ่งการที่ผมมีชื่อเป็นพ่อเด็กในสูติบัตรใบเกิด กรณีที่ผมต้องใช้เวลาตามหาเธอและลูก ถ้าผมหาไม่เจอแต่ผมอยากจะจดทะเบียนรับเด็กคนนี้เป็นลูกที่ชอบด้วยกฎหมายไว้เพื่อหลักประกันชีวิตที่ดีของลูกในวันข้างหน้า ผมจะทำเองได้หรือไม่ บัญชา

กฎหมายได้บัญญัติกรณีที่บิดาจะจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายไว้ ว่า ต้องได้รับความยินยอมของเด็กและมารดาเด็ก ดังนั้นถ้ามีเด็กและมารดาเด็กไปด้วย นายทะเบียนจะให้เด็กและมารดาเด็กลงชื่อให้ความยินยอมต่อหน้านายทะเบียน ถ้าเด็กหรือมารดาเด็กไม่อาจให้ความยินยอมได้ เช่น เด็กยังเล็กมากหรือยังไม่รู้เดียงสา หรือยังเขียนหนังสือไม่ได้ หรือมารดาเด็กตายเสียก่อน ทำให้ไม่อาจได้ความยินยอมของเด็กเล็กหรือมารดาเด็กในคำขอจดทะเบียนเด็กเป็นบุตร ก็อาจต้องใช้วิธีการทางศาลเพื่อพิจารณาไต่สวนพิสูจน์ว่าชายผู้นั้นเป็นบิดาของเด็กจริง


กรณีที่บิดามีความประสงค์จะจดทะเบียนรับรองเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่มีเด็กหรือมารดาเด็กมาแสดงตนเพือให้ความยินยอมต่อหน้านายทะเบียนยังมีวิธีที่จะทำได้ โดยนายทะเบียนจะสอบปากคำผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาเพื่อหาสถานที่อยู่ว่ามารดาเด็กและเด็กมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด นายทะเบียนจะได้มีหนังสือแจ้งการขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรส่งไปให้มารดาเด็ก และเด็กว่าจะให้ความยินยอมในการจดทะเบียนครั้งนี้หรือไม่ และถ้ายังไม่ทราบที่อยู่ของมารดาเด็กและเด็กก็ยังอาจใช้วิธีการปิดประกาศหรือแจ้งความทางหนังสือพิมพ์หรือโดยวิธีใด ๆ ก็ได้ แต่นายทะเบียน จะอ้างว่าไม่ทราบที่อยู่ของเด็กและมารดาเด็ก เพื่อปฏิเสธการจดทะเบียนรับรองบุตรไม่ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2054/2524)


หลังจากนี้เด็กหรือมารดาเด็กอาจจะมาให้ความยินยอมต่อหน้านายทะเบียนด้วยตนเอง หรือจะให้ความยินยอมแจ้งเป็นหนังสือส่งมาให้นายทะเบียนเพื่อให้ทำการจดทะเบียนก็ได้ แต่ถ้านายทะเบียนไม่ได้รับคำตอบจากเด็กและมารดาเด็กว่าจะให้ความยินยอมหรือไม่ภายใน 60 วันนับแต่การแจ้งถึงมารดาเด็ก หรือภายใน 180 วันในกรณีที่มารดาเด็กและเด็กอยู่ต่างประเทศ กฎหมายจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเด็กและมารดาเด็กไม่ให้ความยินยอม ทำให้นายทะเบียนจะรับจดทะเบียนให้ชายผู้ขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร ถ้ามารดาเด็กและเด็กคัดค้านนายทะเบียนจะจดคำคัดค้านและแจ้งให้ชายผู้ขอจดทะเบียนทราบ


ความยินยอมของมารดาเด็กและเด็กเป็นเรื่องเฉพาะตัว ถ้าไม่ให้ความยินยอม หรือคัดค้านไว้ กฎหมายกำหนดทางแก้ไว้คือ การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรจะกระทำได้ต้องมีคำพิพากษาของศาล ถ้าศาลพิพากษาให้จดทะเบียนรับรองบุตร บิดาจึงจะนำคำพิพากษาของศาลไปจดทะเบียนรับรองบุตรได้ต่อไป


ชายผู้ขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรจะได้ไปแต่งงานจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่นหรือไม่ก็ได้ เพราะการที่ชายสมรสกับหญิงอื่นไม่เป็นการผิดเงื่อนไขหรือเหตุขัดขวางในการที่จะรับเด็กเป็นบุตร และการรับเด็กเป็นบุตรเป็นกิจการเฉพาะตัวที่เกี่ยวกับบิดาและบุตรเท่านั้น และไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสปัจจุบันเสียก่อน กฎหมายกำหนดให้เฉพาะเด็กหรือมารดาเด็กที่มีอำนาจให้ความยินยอมหรือคัดค้าน เฉพาะให้มารดาเด็กและเด็กคัดค้าน.
สีทอง
บิดาไม่ชอบด้วยกฎหมาย



คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 647/2521



เมื่อโจทก์จำเลยมิได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายเด็กชายโอภาสจึงเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลยและอำนาจปกครองตกอยู่แก่จำเลยผู้เป็นมารดา



บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ถ้า) ประสงค์จะจดทะเบียนบุตรที่เกิด ก่อนสมรสให้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายจะต้องไปขอจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อสำนักทะเบียนถ้าเด็กหรือมารดาเด็กคัดค้านการขอจดทะเบียนบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงจะมีอำนาจนำคดีมาฟ้องศาลได้โดยฟ้องเด็กและมารดาร่วมกันเป็นจำเลย เมื่อปรากฏทั้งจากคำบรรยายฟ้องของโจทก์และทางนำสืบว่าก่อนฟ้องโจทก์ไม่เคยไปยื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับรองเด็กชายโอภาสต่อนายทะเบียนหรือจำเลยได้คัดค้านการขอจดทะเบียนข้อโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายจึงยังไม่เกิดขึ้นแก่โจทก์โจทก์ไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้องจำเลยต่อศาล แม้จำเลยจะมิได้ยกข้อต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ ไว้ในคำให้การและไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ตามศาลฎีกาก็ยกขึ้นได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยไปให้ความยินยอมจดทะเบียนว่าเด็กชาย อ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้โจทก์ มอบคืนเด็กชาย อ. แก่จำเลย แม้ศาลจะพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลก็พิพากษาให้โจทก์มอบเด็กชาย อ. คืน ให้กับจำเลยตามฟ้องแย้งได้



โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2513 โจทก์จำเลยแต่งงานเป็นสามีภรรยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือเด็กชายโอภาส สิริจันทรดิลก เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2517 จำเลยโกรธโจทก์ได้ออกจากบ้านไปอยู่บ้านบิดามารดาจำเลยและไม่กลับมาอยู่บ้านโจทก์อีกจำเลยไม่ยอมให้โจทก์จดทะเบียนรับรองเด็กชายโอภาสเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ โจทก์มีความประสงค์ให้เด็กชายโอภาสเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และประสงค์จะจดทะเบียนรับรองบุตรต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และใช้อำนาจปกครอง จำเลยไม่ยินยอม ขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กชายโอภาสเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ให้จำเลยไปให้ความยินยอมการที่โจทก์จะจดทะเบียนว่าเด็กชายโอภาสเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ถ้าจำเลยไม่ไปให้ความยินยอมให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยแต่งงานอยู่กินฉันสามีภรรยากับโจทก์โดยมิได้จดทะเบียนสมรสมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือเด็กชายโอภาสจริงแต่โจทก์ไม่ได้เอาใจใส่เลี้ยงดูอุปการะจำเลยและเด็กชายโอภาส จำเลยทนต่อความโหดร้ายทารุณของโจทก์ไม่ไหวจึงตัดสินใจเลิกจากการเป็นสามีภรรยากับโจทก์ พาเด็กชายโอภาสไปอยู่บ้านมารดาจำเลย จำเลยมีความประสงค์จะได้เด็กชายโอภาสไว้ในความปกครองอุปการะแต่ผู้เดียว เมื่อวันที่14 เมษายน 2517 โจทก์กับนายสุทธิสารน้องโจทก์ได้บุกรุกเข้าไปในบ้านมารดาจำเลยและชิงเอาเด็กชายโอภาสไป จึงขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ให้โจทก์มอบเด็กชายโอภาสคืนแก่จำเลย และให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชายโอภาสแต่เพียงผู้เดียว

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ได้ไปเอาเด็กชายโอภาสกลับมาจริงโดยประสงค์จะให้จำเลยมาอยู่ด้วย เพราะโจทก์ต้องการให้โจทก์จำเลยและเด็กชายโอภาสอยู่ร่วมกัน ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเด็กชายโอภาสเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสุรชัยโจทก์ ส่วนอำนาจปกครองเด็กชายโอภาสให้ตกอยู่กับนางน้อยจำเลยให้โจทก์มอบเด็กชายโอภาสคืนให้กับจำเลยตามฟ้องแย้ง คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกเสีย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเด็กและเยาวชน พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเด็กและเยาวชนวินิจฉัยว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1527 วรรคแรก ซึ่งบัญญัติว่า "บิดาจะจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของเด็กและมารดาเด็ก เด็กหรือมารดาอาจคัดค้านว่าผู้ร้องไม่ใช่บิดา ในกรณีเช่นนั้นการจดทะเบียนว่าเป็นบุตรต้องมีคำพิพากษาของศาล" วรรคสองบัญญัติว่า "เมื่อเจ้าหน้าที่ได้แจ้งความการขอจดทะเบียนไปยังเด็กและมารดาถ้าไม่คัดค้านภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันรู้หรือควรรู้แจ้งความนั้น ให้ถือว่าเด็กและมารดายินยอม ถ้าเด็กหรือมารดาอยู่นอกประเทศไทยให้ขยายกำหนดเวลานั้นเป็นหกเดือน" และตามพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2478 มาตรา 19 ได้บัญญัติวิธีการที่นายทะเบียนจะจดทะเบียนในกรณีที่บิดาร้องขอรับรองบุตรไว้ว่า ในกรณีที่บุตรหรือมารดาคัดค้านการขอรับรองบุตร ห้ามมิให้นายทะเบียนจดทะเบียน เว้นแต่ศาลมีคำสั่ง กับกฎกระทรวงมหาดไทยออกตามความในพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2478 ได้กำหนดให้ที่ว่าการอำเภอและกิ่งอำเภอเป็นสำนักทะเบียน ให้นายอำเภอเป็นนายทะเบียนประจำสำนักทะเบียนอำเภอฯ ตามกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่าบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายประสงค์จะจดทะเบียนบุตรที่เกิดก่อนสมรสให้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายจะต้องไปขอจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อสำนักทะเบียน เมื่อเด็กและมารดาเด็กยินยอม นายทะเบียนก็จะรับจดทะเบียนให้ แต่ถ้าเด็กหรือมารดาเด็กคัดค้านการขอจดทะเบียน บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงจะมีอำนาจนำคดีมาฟ้องศาลได้ โดยฟ้องเด็กและมารดาร่วมกันเป็นจำเลยขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กนั้นเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของตน ให้เด็กและมารดาเด็กไปให้ความยินยอมในการจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายหากบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ไปขอจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อนายทะเบียนเสียก่อนและถูกเด็กหรือมารดาเด็กคัดค้านแล้ว บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้องศาล คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่าโจทก์ประสงค์จะจดทะเบียนรับรองเด็กชายโอภาสเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และใช้อำนาจปกครอง แต่จำเลยไม่ยินยอม ทั้งการนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าก่อนฟ้องโจทก์ได้ไปยื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับรองเด็กชายโอภาสต่อนายทะเบียนแล้วและเด็กชายโอภาสหรือจำเลยได้คัดค้านการขอจดทะเบียน ดังนั้น ข้อโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายจึงยังไม่เกิดขึ้นแก่โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้องจำเลยต่อศาล แม้จำเลยจะมิได้ยกข้อต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ไว้ในคำให้การและไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่เรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาขึ้นเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) และเมื่อโจทก์จำเลยมิได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายเด็กชายโอภาสจึงเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลยและอำนาจปกครองตกอยู่แก่จำเลยผู้เป็นมารดา จำเลยจึงมีอำนาจฟ้องแย้งเรียกให้โจทก์มอบเด็กชายโอภาสคืนแก่จำเลยได้

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์มอบเด็กชายโอภาสคืนให้จำเลย

( ชลูตม์ สวัสดิทัต - สงวน สิทธิไชย - สุมิตร ฟักทองพรรณ์ )

สีทอง
หลักเกณฑ์ขอสัญชาติไทยและการรับรองบุตรจากแม่ต่างด้าว


ถาม ด้วยกระผมเป็นคนสัญชาติไทย ปัจจุบันพำนักอยู่ในต่างประเทศมีภรรยาต่างด้าวและมีบุตรสาว 1 คนเกิดในต่างประเทศ ซึ่งเกิดจากภรรยาต่างด้าวโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ซึ่งกระผมอยากจะไปแจ้งเกิดเพื่อขอสัญชาติไทยให้กับบุตรที่สถานทูตไทยครับ
กระผมได้มีโอกาสอ่าน พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด (1) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทยไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย กระผมเข้าใจได้ว่าบุตรสาวของกระผมย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิดเนื่องมาจากบิดามีสัญชาติไทย แต่ด้วยปรากฏคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ...... ว่า บิดาผู้มีสัญชาติไทยแต่ไม่ใช่บิดาตามกฎหมาย (ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาของบุตร) บุตรย่อมไม่ได้สัญชาติไทย
กระผมจึงขอเรียนคำปรึกษาทางกฎหมายว่า

1. จะทำอย่างไรให้บุตรสาวของผมได้มีสัญชาติไทยครับ
2. การจดทะเบียนรับรองบุตรซึ่งเกิดจากมารดาต่างด้าวกระทำได้หรือไม่ครับ
3. จะสามารถจดทะเบียนรับรองบุตรที่อำเภอหรือสำนักงานเขต หรือยื่นคำร้องต่อศาลขอจดทะเบียนรับรองบุตร และนำทะเบียนรับรองบุตรไปยื่นต่อสถานทูตเพื่อขอแจ้งเกิดมีสัญชาติไทยให้กับบุตรได้ไหมครับ



ตอบ กรณีตามที่คุณถามว่าจะทำอย่างไรให้บุตรสาวของคุณได้มีสัญชาติไทย สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิประชาชนระหว่างประเทศ (สฝคป.) ขอเรียนว่าตามกฎหมายของประเทศไทยการที่จะมีสัญชาติของบุคคลใดนั้น ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ มาตรา ๗ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า บุคคลจะได้สัญชาติโดยการเกิด คือบุคคลใดที่เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย แต่ตามกฎหมายไทยบุตรของบิดาผู้ที่มีสัญชาติไทยจะต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในกรณีของคุณเมื่อคุณมิได้จดทะเบียนสมรสกับภริยา บุตรสาวคุณจึงยังไม่ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๔๗ กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกันจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันภายหลัง หรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร ดังนั้นตามกรณีของบุตรสาวคุณจะได้สัญชาติไทยก็ต่อเมื่อเขาเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของคุณ คุณจึงควรที่จะไปจดทะเบียนรับรองบุตรสาวก่อน ซึ่งคุณสามารถกระทำได้ไม่ว่าบุตรสาวของคุณจะเกิดจากมารดาที่เป็นบุคคลต่างด้าวก็ตาม
ส่วนการจดทะเบียนรับรองบุตร คุณสามารถที่จะไปติดต่อที่กงสุลไทยหรือสถานทูตไทยที่ประจำอยู่ในประเทศที่คุณอาศัยอยู่ เพราะตามพระราชบัญญัติการจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ.๒๔๗๘ กำหนดให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นส่วนราชการเจ้าหน้าที่ในการจดทะเบียนครอบครัวให้แก่คนไทยในต่างประเทศ

ซึ่งหลักเกณฑ์ในการจดทะเบียนรับรองบุตรตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. ๒๕๔๑ เมื่อนายทะเบียนได้รับคำร้องขอจดทะเบียนรับรองบุตร โดยเด็กและมารดาเด็กมาให้ความยินยอม นายทะเบียนจะดำเนินการดังนี้
- ตรวจสอบคำร้อง
- ลงรายการในทะเบียนรับรองบุตร
- ให้ผู้ร้อง ผู้ให้ความยินยอมและพยานลงลายมือชื่อในทะเบียนรับรองบุตร
- เมื่อเห็นว่าถูกต้องนายทะเบียนจะลงลายมือชื่อในทะเบียนรับรองบุตร
โดยการจดทะเบียนรับรองบุตรนี้ บุตรสาวของคุณจะต้องโตพอที่จะสามารถสื่อสารกับนายทะเบียนได้ เพื่อที่จะให้ความยินยอมในการรับรองบุตรของคุณ หลังจากที่คุณได้จดทะเบียนรับรองบุตรแล้วคุณก็ติดต่อกงสุลไทยหรือสถานทูตไทยที่เดิมที่คุณได้ดำเนินการในการรับรองบุตรเพื่อที่แจ้งเกิดและขอสูติบัตรไทยที่แสดงว่าบุตรคุณมีสัญชาติไทย

ส่วนกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕๗ ที่กำหนดหลักเกณฑ์ว่า การเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายในกรณีที่บิดาจดทะเบียนรับรองเด็กเป็นบุตรจะมีผลนับแต่วันจดทะเบียน ทาง สฝคป. ได้ค้นหาข้อมูลทางกฎหมายจากหนังสือกฎหมายระหว่างประเทศของ ศาสตราจารย์ ดร.ชุมพร ปัจจุสานนท์ ได้มีความเห็นว่า “ตามมาตรา ๑๕๕๗ ดังกล่าวได้กำหนดให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลตั้งแต่วันที่บิดามารดาทำการสมรสกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย หรือวันที่จดทะเบียนรับรองบุตร หรือวันที่คำพิพากษาถึงที่สุดแล้วแต่กรณี แต่ผลที่กล่าวนั้นจะเห็นได้ว่าเป็นผลเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของเด็กที่ได้รับการรับรองในทางแพ่งเท่านั้น เช่น สิทธิใช้นามสกุลและรับมรดก เป็นต้น ซึ่งเป็นสิทธิหน้าที่ตามกฎหมายเอกชน มิได้เกี่ยวกับสัญชาติซึ่งเป็นสิทธิที่ได้มาตามกฎหมายมหาชน ฉะนั้นหากพิจารณาตามเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยสัญชาติในเรื่องนี้ ซึ่งปรารถนาจะให้บุตรที่เกิดจากบิดาผู้มีสัญชาติไทยได้สัญชาติไทยโดยการเกิดในฐานะผู้สืบสายโลหิตแล้ว บุตรในกรณีเช่นนี้ควรจะได้สัญชาติไทยตั้งแต่เกิด คือได้สัญชาติของบิดาย้อนหลังไปถึงวันเกิด กฎหมายต่างประเทศหลายประเทศถือตามหลักเช่นว่านี้”

แต่อย่างไรก็ตามก่อนที่คุณจะดำเนินการตามข้างต้น คุณควรที่จะติดต่อไปยังกงสุลไทยหรือสถานทูตไทยที่ประจำอยู่ในประเทศที่คุณอาศัยอยู่ เพื่อสอบถามถึงหลักเกณฑ์ในการดำเนินการและเอกสารที่คุณจะต้องนำไปใช้เป็นหลักฐานด้วย และจากที่ทาง สฝคป. ได้โทรศัพท์ติดต่อกับเจ้าหน้าที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล ได้รับแจ้งว่าคุณควรที่จะดำเนินการจดทะเบียนรับรองบุตรที่ประเทศที่คุณอาศัยอยู่ เนื่องจากอาจมีการสอบถามพยานในขั้นตอนการจดทะเบียนรับรองบุตร ถ้าคุณมาดำเนินเรื่องที่ประเทศไทย บุคคลที่คุณจะนำมาเป็นพยานอาจจะไม่สะดวกในการเดินทางค่ะ ทั้งนี้ทาง สฝคป. ได้แนบข้อมูลการจดทะเบียนรับรองบุตรของคนไทยจากข้อมูลใน website กระทรวงการต่างประเทศมาให้ด้วย

การจดทะเบียนรับรองบุตรของคนไทยในต่างประเทศ
เหตุที่มีการจดทะเบียนรับรองบุตร เนื่องจากบิดามารดาของเด็กไม่ได้จดทะเบียนสมรส บุตรที่เกิดมาจึงเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของมารดาฝ่ายเดียว (ป.พ.พ. 1546)
บุตรนอกสมรสจะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อ

1. บิดาได้จดทะเบียนสมรสโดยถูกต้องตามกฎหมายซึ่งมีผลนับตั้งแต่วันสมรส (มาตรา 1547)
2. บิดาได้จดทะเบียนรับรองบุตร มีผลตั้งแต่วันที่จดทะเบียน (มาตรา 1547)
3. ศาลพิพากษาให้เด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา มีผลตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด (มาตรา1547)

ขั้นตอนการจดทะเบียนรับรองบุตร
การดำเนินการของผู้ร้อง
- บิดายื่นคำร้องของจดทะเบียนต่อนายทะเบียนสถานทูต สถานกงสุลและต้องนำมารดาเด็กหรือเด็กมาแสดงตนว่าจะยินยอมหรือไม่
- ผู้ร้องยื่นหนังสือแสดงความยินยอมของบุตร และหนังสือแสดงความยินยอมของมารดาและบุตรตามแบบฟอร์มบันทึก ด้านหลังคำร้อง
- การให้ความยินยอมของบุตรย่อมหมายถึงบุตรจะต้องโตพอที่จะรู้เดียงสา ดังนั้นแม้เด็กจะอายุไม่ถึง 15 ปี ก็อาจให้ความยินยอมได้ หากรู้และเข้าใจถึงการให้ความยินยอมหรือคัดค้านว่าผู้ขอใช่หรือมิใช่บิดาของตน
การดำเนินการของ นายทะเบียน
- ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร
- หากเด็กและมารดาเด็กไม่ได้มาให้ความยินยอมต่อหน้านายทะเบียนให้นายทะเบียนทำหนังสือแจ้งการ จดทะเบียน ของบิดาไปยังเด็ก และมารดาเด็ก ถ้าเด็กหรือมารดาเด็กไม่คัดค้านหรือไม่ให้ความยินยอมภายใน 60 วันนับแต่การแจ้งนั้น ถึงเด็กหรือมารดาเด็กให้สันนิษฐานว่าเด็กหรือมารดาไม่ให้ความยินยอม ถ้าเด็กอยู่นอกประเทศไทยให้ขยายเวลานั้นเป็น 180 วัน
- ในกรณีที่เด็กหรือมารดาเด็กคัดค้านว่าผู้ขอจดทะเบียนไม่ใช่บิดาหรือไม่ให้ความยินยอมหรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ เช่น บุตรมีอายุเพียง 1 ปี ยังไม่รู้เดียงสา นายทะเบียนจะรับจดทะเบียนไม่ได้ ผู้ขอจดทะเบียนต้องนำคดีฟ้องศาล เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาให้จดทะเบียนรับรองบุตรก่อน จึงจะกระทำได้
- นายทะเบียนจดทะเบียนและบันทึกตามแบบถ่ายสำเนารับรองสำเนาถูกต้องส่งกระทรวงการต่างประเทศ


เขียนโดย สนง.อัยการพิเศษฯ (สฝคป.) | 06 กันยายน 2009
สีทอง
การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม



หลักเกณฑ์ของผู้ที่จะรับบุตรบุญธรรมและผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรม


1. ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และต้องมีอายุแก่กว่าผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย15 ปี

2. ผู้เป็นบุตรบุญธรรมที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี ต้องให้ความยินยอมด้วย

3. กรณีผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์ จะต้องได้รับความยินยอมจาก

- บิดาและมารดา กรณีที่มีทั้งบิดาและมารดา

- บิดาหรือมารดา กรณีที่มารดาหรือบิดาตาย หรือถูกถอนอำนาจการปกครอง

- กรณีไม่มีผู้ให้ความยินยอม ผู้แทนโดยชอบธรรมหรืออัยการจะร้องขอต่อศาล ให้มีคำสั่งให้มีการรับเด็กเป็น บุตรบุญธรรมก็ได้

- กรณีผู้เยาว์ถูกทอดทิ้งและอยู่ในความดูแลของสถานพยาบาลหรือสถาบัน ซึ่งทางราชการหรือองค์การปกครอง ส่วนท้องถิ่นรับรองในการจัดตั่งขึ้น หรืออยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบุคคลใดมาเป็นเวลา ไม่น้อยกว่า 1 ปี ต้องได้รับความยินยอมของผู้รับผิดชอบในกิจการสถานพยาบาล หรือของบุคคลดังกล่าว

4. ผู้จะรับบุตรบุญธรรม หรือผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรม ถ้ามีคู่สมรสต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อน แต่หากมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดดังนี้ ต้องร้องขอต่อศาลให้มีคำอนุญาตแทนคือ

- คู่สมรสไม่สามารถแสดงเจตนาให้ความยินยอมได้

- คู่สมรสไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ และไม่มีใครได้รับข่าวคราวเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี

5. ผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลใดอยู่ จะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นอีกในขณะเดียวกันไม่ได้ เว้นแต่จะเป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้น

ขั้นตอนในการติดต่อขอจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม


(กรณีผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมบรรลุนิติภาวะ)

- ผู้ที่จะรับบุตรบุญธรรม และบุตรบุญธรรม ยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนอำเภอ กิ่งอำเภอหรือสำนักทะเบียนเขต แห่งใดก็ได้

- ผู้รับบุตรบุญธรรม และบุตรบุญธรรมที่มีคู่สมรส ต้องนำคู่สมรสมาให้ความยินยอม
(กรณีผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์ )

- ผู้ที่รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมที่มีภูมิลำเนาในกรุงเทพมหานคร(รวมทั้งชาวต่างประเทศ) ให้ยื่นคำขอ ณ ศูนย์ อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม (กรมประชาสงเคราะห์) และสำหรับผู้มีภูมิลำเนาในจังหวัดอื่นยื่นคำขอ ต่อนายทะเบียน ณ ที่ว่าการอำเภอ กิ่งอำเภอ หรือที่ทำการประชาสงเคราะห์จังหวัด พร้อมหนังสือยินยอมจาก บุคคลผู้มีอำนาจให้ความยินยอม

- ชาวต่างประเทศที่มีภูมิลำเนาถาวรอยู่ในต่างประเทศ ให้ยื่นคำขอผ่านหน่วยงานประชาสงเคราะห์หรือ องค์การสังคมสงเคราะห์ที่รัฐบาลของประเทศนั้นมอบหมายให้ดำเนินการในเรื่องบุตรบุญธรรม

- เมื่อได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมแล้วให้ผู้ที่จะรับเด็กเป็นบุตรบุธรรม ยื่นคำร้องขอ จดทะเบียนต่อนายทะเบียนดังกล่าว

- ผู้ที่จะรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมีคู่สมรส ต้องนำคู่สมรสมาให้ความยินยอม

- เด็กที่จะเป็นบุตรบุญธรรม อายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี ต้องลงนามในช่องผู้ร้องขอจดทะเบียนด้วย

ประโยชน์ที่เกิดจากการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม


- ผู้เป็นบุตรบุญธรรม มีสิทธิ์ใช้ชื่อสกุล และมีสิทธิ์รับมรดกของผู้รับบุตรบุญธรรม แต่ผู้รับบุตรบุญธรรม ไม่มีสิทธิ์รับมรดกของบุตรบุญธรรม

- ผู้รับบุตรบุญธรรม มีอำนาจปกครองให้ความอุปการะเลี้ยงดูบุตรบุญธรรมและถือว่าบุตรบุญธรรมเป็น ผู้สืบสันดานของผู้รับบุตรบุญธรรมเสมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฏหมายนับแต่วันจดทะเบียน

- บิดามารดาโดยกำเนิด หมดอำนาจปกครองนับแต่วันจดทะเบียนแต่ไม่ขาดจากการเป็นบิดามารดาและ บุตรบุญธรรมไม่สูญสิทธิและหน้าที่ในครอบครัวที่กำเนิดมา

หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง


- บัตรประจำตัวประชาชน

- หนังสืออนุมัติจากคณะกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ( กรณีบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์ )



การขอจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรม

การจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรม

หลักเกณฑ์ของผู้ที่จะจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรม


1. จดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรมโดยความยินยอมทั้งสองฝ่าย

2. จดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรมโดยคำพิพากษาของศาล

ขั้นตอนในการติดต่อขอจดทะเบียนขอเลิกรับบุตรบุญธรรม


(กรณีผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมบรรลุนิติภาวะ)

1. การจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรมโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย

(กรณีผู้เป็นบุตรบุญธรรมบรรลุนิติภาวะแล้ว)

- ผู้รับบุตรบุญธรรม และผู้เป็นบุตรบุญธรรม ตกลงยินยอมเลิกเป็นบุตรบุญธรรม โดยยื่นคำร้องขอ จดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรม ณ ที่ว่าการอำเภอ กิ่งอำเภอ หรือสำนักทะเบียนเขต ให้นายทะเบียน จดทะเบียนให้


(กรณีผู้เป็นบุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะ)

- ผู้รับบุตรบุญธรรมกับบุตรบุญธรรม ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรม ณ ที่ว่าการอำเภอ กิ่งอำเภอ หรือสำนักทะเบียนเขต

- บิดาและมารดา หรือผู้ปกครองโดยชอบธรรม ต้องมาให้ความยินยอม

- บุตรบุญธรรมที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี ต้องลงนามให้ความยินยอม

2. การเลิกรับบุตรบุญธรรมโดยคำพิพากษาของศาล กรณีทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ ฝ่ายที่ต้องการ เลิกอาจไปฟ้องร้องต่อศาลให้ศาลสั่งเลิกได้ แต่ต้องมีเหตุผลที่สมควร

หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง


- บัตรประจำตัวประชาชน

- สำเนาทะเบียนการรับบุตรบุญธรรม


สีทอง
คำถาม
ดิฉันอยากทราบว่าการจดรับรองบุตร จะทำได้ต้องให้เด็กอายุประมาณกี่ปีคะ และถ้าแม่เด็กไม่ยอม ในอนาคตจะมีผลอะไรกับการศึกษาของเด็กหรือไม่ หากไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตร[/co

lor]


[color="#8B0000"]ตอบคำถาม
1) บิดาจะขอจดทะเบียนรับรองบุตรนั้น บุตรจะมีอายุกี่ปีก็ได้ แต่การจดทะเบียนรับรองบุตรจะต้องได้รับความยินยอมของบุตรและมารดาบุตรด้วย ในกรณีบุตรที่เป็นผู้เยาว์อาจให้ความยินยอมด้วยตนเองได้ถ้าบุตรผู้เยาว์นั้นรู้สึกผิดชอบตามปกติสามัญ แต่ถ้าบุตรผู้เยาว์ยังไร้ เดียงสา บุตรไม่สามารถให้ความยินยอมได้ด้วยตนเอง บิดาผู้ขอจดทะเบียนรับรองบุตรจะต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ศาลมีคำพิพากษาอนุญาตให้จดทะเบียนรับรองบุตรก่อน แล้วนำคำพิพากษาศาลไปยื่นขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ณ สำนักงานเขตการปกครอง หรือที่ว่าการอำเภอ กรณีต่างจังหวัด
2) ตามข้อ 1) ถ้ามารดาบุตรไม่มาให้ความยินยอมต่อนายทะเบียน นายทะเบียนจะมีหนังสือสอบถามไปยังมารดาบุตรว่าจะให้ความยินยอมหรือไม่ เมื่อนายทะเบียนได้รับหนังสือแจ้งความยินยอมจากมารดาบุตรหรือมารดาบุตรได้มาให้ความยินยอมด้วยตนเองแล้ว นายทะเบียนจะรับจดทะเบียนนั้น แต่ถ้านายทะเบียนไม่ได้รับแจ้งความยินยอมภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ หรือมารดาบุตรคัดค้านการจดทะเบียนรับรองบุตร บิดาผู้ขอจดทะเบียนรับรองบุตรจะต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ศาลมีคำพิพากษาอนุญาตให้จดทะเบียนรับรองบุตรก่อน แล้วนำคำพิพากษาศาลไปยื่นขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียน
3) ตามข้อ 1) และ 2) กรณีบุตรที่เป็นผู้เยาว์ยังไร้เดียงสาไม่อาจให้ความยินยอมได้ และมารดาบุตรไม่ให้ความยินยอมในการจดทะเบียนรับรองบุตร บิดาผู้ขอจดทะเบียนรับรองบุตรสามารถยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ศาลมีคำพิพากษาอนุญาตให้จดทะเบียนรับรองบุตรไปในคราวเดียวกันได้
4) บุตรที่บิดาไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตร เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของมารดาเท่านั้น บุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของบิดา ไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายต่อบิดา เช่น ไม่สามารถรับมรดกของบิดาในฐานะทายาทโดยธรรม ไม่มีสิทธิที่จะเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาจากบิดา และไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพราะต้องขาดไร้อุปการะจากผู้กระทำละเมิดต่อบิดา
5) เมื่อบิดาจดทะเบียนรับรองบุตรแล้ว บุตรนอกสมรสเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดานับแต่วันที่จดทะเบียน บิดาและบุตรเกิดสิทธิและหน้าที่ต่อกันตามกฎหมายโดยบิดาจะต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรที่เป็นผู้เยาว์ หากบุตรบรรลุนิติภาวะแล้ว บุตรมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาเป็นการตอบแทน
6) กรณีที่บิดาไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตร แต่บิดายินยอมให้การอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตร ก็สามารถทำได้ แต่บิดาและบุตรก็ไม่เกิดสิทธิและหน้าที่ต่อกันตามกฎหมาย

This is a "lo-fi" version of our main content. To view the full version with more information, formatting and images, please click here.
Invision Power Board © 2001-2014 Invision Power Services, Inc.