Help - Search - Members - Calendar
Full Version: ข่าวบันเทิงทั้งไทยและเทศ ข่าวดาราทั้งไทยและเทศ
ThaiDVD.net | Hi-DEF Blu-Ray DVD HTPC Home Theater ไฮเดฟ บลูเรย์ ดีวีดี โฮมเธียเตอร์ > :: DVD Zone :: > All About -DVD- > ละเลง..เพลง หนัง
Pages: 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11, 12, 13, 14, 15, 16, 17, 18, 19, 20, 21, 22, 23, 24, 25, 26, 27, 28, 29, 30, 31, 32, 33, 34, 35, 36, 37, 38, 39, 40, 41, 42, 43, 44, 45
สีทอง




“เปิ้ล” เปิดใจเป็นครั้งแรกที่ร้องไห้เพราะ “วิลลี่-หอย” ยันเข้าใจ แค่เสียใจไม่ทันได้ลาทีมงานและคนดู บอกเสียดายชื่อ “สาระแน” ที่สุดในโลก เพราะตนก่อตั้งมากับมือ แต่เอามาไม่ได้ เพราะเป็นลิขสิทธิ์ บ.ลักษ์ฯ พร้อมเผยฟางเส้นสุดท้าย เพราะอีกฝ่ายปิด “ลักษ์ฟิล์ม” ที่ตนบริหาร จนหุ้นส่วนอีกคนต้องลาออก ปฏิเสธเปิด บ.สร้างหนังทับทางกัน

หลังจากหลบทำใจมาหลายวัน ล่าสุด วันนี้ (24 ก.ย.) “เปิ้ล นาคร” ก็พร้อมออกมาเปิดใจ กรณีโดนเพื่อนรัก “วิลลี่ แมคอินทอช” และ “หอย เกียรติศักดิ์” ปลดพ้นรายการ “สาระแน” แบบฟ้าผ่า ในงานแถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง “สูบคู่กู้โลก” ของค่ายสหมงคลฟิล์ม ที่หนุ่มเปิ้ลร่วมแสดงอยู่ ที่เซ็นทรัลเวิลด์ โดยในวันนี้เจ้าตัวมีอาการซึมเศร้าอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะเปิดปากเคลียร์ทั้งเรื่องถอนหุ้นจากบริษัท ลักษ์ 666 ซึ่งเป็นชนวนสำคัญของการแตกคอ รวมไปถึงประเด็นโดนเด้งออกจากรายการที่ตัวเองก่อตั้งมากับมือ

“เหตุผลที่ถอนหุ้นอย่างที่เคยบอกไว้ว่า เราอยากใช้เวลาทำงานน้อยลง เพื่ออยู่กับลูก อีกประเด็นนึงที่หอยบอกไว้ว่าไม่เห็นด้วยกับระบบบริหารเลยถอนตัวออกมา องค์กรใหญ่ขึ้น เราเองก็ต้องพาลูกไปโรงเรียน แล้วต้องลางาน ส่วนสาเหตุสุดท้ายที่ผมลาออก คือ เขาบอกว่าจะปิดบริษัท ลักษ์ฟิล์ม เราก็บอกว่าอย่าปิดเลย เราขอทำให้เต็มความสามารถเราก่อน ก็ขอร้องว่าอย่างเพิ่งปิด จนเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น”

“คือ ผู้บริหารค่ายลาออก (เป้ นฤบดี เวชกรรม) เราเลยคิดว่าเราเอาไม่อยู่ที่ดูแลน้องๆ ไม่ได้ เราเลยขอถอนหุ้น แล้วเขาก็แถลงต่อพนักงานว่าจะปิดบริษัท ลักษ์ฟิล์ม เขาพิจารณาว่าอาจไม่ทำตามเป้า ทางบริษัทจ้างผมในพิธีกรทีแรก เราคุยกันว่าในทางนี้ ซึ่งเราก็โอเค”

ปฏิเสธเป็นเพราะลูกน้องที่ลาออกเป็นคนของตนเองจึงเหมือนโดนหักหน้า

“มันไม่ใช่อย่างนั้นครับ แต่มันเป็นที่ระบบ เราเองก็เลยขอออกตามน้องๆ เราหุ้นกันแล้ว 4 คน มันก็ต้องฟังความเห็นส่วนใหญ่เป็นหลัก ทีแรกเขาให้ผมและเป้ ดูแลฟิล์ม วิลลี่ หอย ดูทีวี”

พร้อมโต้เตรียมสร้างหนังเอง

“ไม่ครับผม ไม่เกี่ยวกับที่ผมเปิดบริษัทแล้วทับไลน์กัน เพราะบริษัทผมยังไม่มีหนังสักเรื่องเลย ผมเปิดบริษัท แพนกวินสตูดิโอ เป็นบริษัทที่ผมเปิดรับงานเองครับ ผมรักงานตรงนี้”

เมื่อถามว่า “วิลลี่-หอย” ทำหนัง “สาระแนโอเซกไก” กับค่าย เอ็ม เธอร์ตี้ไนน์ (M39) แต่สั่งปิดลักษ์ฟิล์ม งงไหม? เจ้าตัวก็บอกว่า… “อันนี้ผมไม่ทราบครับ แต่ไม่แปลกใจ ส่วนผมรับจ้างเล่นอย่างเดียว (สูบคู่กู้โลก) ไม่ใช่ร่วมทุนเราเป็นแค่นักแสดงคนนึง”

ส่วนกรณีที่โดนปลดจากพิธีกรสาระแนฟ้าผ่า “เปิ้ล” ยันเข้าใจ “วิลลี่-หอย” แต่แค่เสียใจที่ไม่ได้ลาทีมงานและคนดู บอกเสียดายชื่อ “สาระแน” ที่สุดในโลก เพราะตนเป็นคนก่อตั้งมากับมือ แต่เอามาไม่ได้เพราะเป็นลิขสิทธิ์บริษัท ลักษ์ 666

“สิ่งที่เขาบอก เราเข้าใจนะ สิ่งที่เราเสียใจคือตั้งตัวไม่ทัน พูดไม่ออก ยังไม่ได้ลาน้องๆ เลย อย่างน้อยจะได้ถือดอกไม้ธูปเทียนลาคนดู แม่เราสอนให้ไปมาลาไหว้ เพราะเราทำมา 15 ปี ผมก็เข้าใจนะ แค่เสียใจที่ยังไม่ได้ลา ขอเบรกสุดท้ายก็ยังดี ทุกอย่างมันเร็วน้องๆ ที่ทำงานด้วยกันก็งง”

“ถามว่า ความเป็นเพื่อนเหมือนเดิมไหม ก็ใช้คำนั้นได้ เรื่องธุรกิจอาจมองต่าง แต่คำว่าเพื่อนยังใช้กันได้ เราโตแล้วไม่ใช่เด็กๆ ถามว่า สบายใจเหมือนเดิมไหม ก็ใช่ครับ ก็เพิ่งเคยร้องไห้ เพราะวิลลี่-หอยครั้งนี้เป็นครั้งแรกครับ วิลลี่ไม่ได้โทร.ครับ ผมอยากลาคนดู ผมอยากกราบลาคนดู สิ่งที่ทำไปเพราะรัก ที่แกล้งก็เพราะรัก ผมอยากตายไปกับรายการแคนดิด วันนี้ต้องขอบคุณทุกคน ไม่อยากให้เห็นเปิ้ลเศร้า แต่ผมจะทำรายการต่อไป”

“ถ้าให้บอกอะไร หอย-วิลลี่ คือ ไม่ได้อยากจะบอกแค่ วิลลี่-เปิ้ล-หอย อยากบอกถึงน้องๆ ว่าตั้งใจทำงานกันต่อไป อยากให้รักคนดูให้มากๆ”

ปัดทะเลาะกันเรื่องเงิน

“ไม่มีครับ ไม่มี ส่วนข่าวว่าผมปกป้อง เป้ นฤบดี ผู้ก่อตั้งบริษัท ลักษ์ฟิล์ม อีกคนว่า โกงเงิน เรื่องนี้คงไม่มีอะไรครับเป็นกระแสมากกว่า จิตใจตอนนี้ผมอยู่ด้วยฝัน ทีมงานใหม่ของผมจะต้องมีฝัน ผมอยากทำทีวีเป็นงานหลัก ถามว่ามีสิทธิ์ทำรายการแคนดิดอีกไหม ก็ทำได้นะครับ”

“ผมยังสามารถเดินกลับไปที่ลักษ์ฯได้ครับ ถ้าเขาจ้าง น้องจ้างพี่ พี่จ้างน้องได้เสมอ เพราะลูกยังต้องกินนมครับ ผมเสียดายชื่อสาระแนที่สุดในโลก (สาระแนเปิ้ลเป็นคนต้นคิด) แต่ดึงกลับมาไม่ได้ เพราะเป็นลิขสิทธิ์ของเขา ลูกน้องเก่าที่อยากมาทำกับผมก็มีนะ แต่ผมบอกว่ากูยังเอาตัวไม่รอด เดี๋ยวให้ตั้งตัวได้ค่อยว่ากัน และก็อย่ามองว่าเป็นคู่แข่งกันเลยครับ เดี๋ยวจะมองว่าผมไปแข่งกับรายการยักษ์ใหญ่อีกหลายรายการ”

สีทอง


“เคที เพอร์รีย์” นักร้องม่ายสาวชื่อดังมาแรงทีเดียว นิตยสารบิลบอร์ดยกให้เป็นผู้หญิงแห่งปี จากความสำเร็จในช่วงปีที่ผ่านมา

แม้เรื่องรักจะไม่รุ่งแต่เรื่องงานนับว่า เคที เพอร์รีย์ นักร้องสาวทรงโตน่าจับตามองทีเดียว เมื่อล่าสุด ได้รับการยกย่องจากบรรณาธิการบริหารของนิตยสารบิลบอร์ด ว่าเป็น “หนึ่งในศิลปินที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจและน่าตื่นเต้นมากที่สุดคนหนึ่งของวงการ”

โดยงานนี้เคที เพอร์รีย์ สามารถตามรอยศิลปินสาวรายอื่นที่เคยได้ตำแหน่งนี้มาแล้วทั้ง เทย์เลอร์ สวิฟท์, เฟอร์กี้ จาก Blach Eyed Peas และบียอนเซ โนล์ส

โดยบิล เวิร์ด ผู้บริหารจากนิตยสารบิลบอร์ด ระบุว่า “เคที เพอร์รีย์ เข้าสู่วงการยังไม่ถึง 5 ปี แต่เธอประสบความสำเร็จมากกว่าสิ่งที่ศิลปินส่วนใหญ่ที่อยู่ในวงการหวังไว้เสียอีก”

“เรายินดีมากที่ได้ฉลองความสำเร็จที่น่าเหลือเชื่อนี้กับสิ่งวิเศษที่เกิดขึ้นกับเธอในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา โดยการมอบรางวัลบิลบอร์ด วูแมน ออฟ เดอะ เยียร์ ให้ เธอประสบความสำเร็จอย่างมากในเรื่องผลงานเพลง เธอส่งเพลงขึ้นท็อปชาร์ตดังๆ มากมาย ซ้ำยังมีสไตล์ที่สดใสและเป็นเอกลักษณ์ เคที เพอร์รีย์ จึงนับเป็นหนึ่งในศิลปินที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจและน่าตื่นเต้นมากที่สุดคนหนึ่งของวงการเลยทีเดียว”

ความสำเร็จของนักร้องสาวรายนี้ถูกบันทึกสถิติไว้ว่าแค่ยอดขายในสหรัฐฯ อย่างเดียวก็สูงถึง 48 ล้านแทร็คแล้ว โดยมีเพลงฮิตอย่าง Firework, California Girls, E.T และ Hot N Cold นอกจากนั้น แบรนด์สินค้าต่างๆ ก็อยากได้ตัวเคทีไปร่วมงานเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้อย่างมากมาย และในปีนี้เธอก็ผลงานภาพยนตร์ 3D บันทึกชีวิตส่วนตัวของเธอเข้าฉายด้วย และเธอยังเคยได้รับการจัดอันดับจากฟอร์บให้อยู่อันดับสามนักร้องสาวที่ทำรายได้มากที่สุดมาแล้วด้วยเช่นกัน
สีทอง


ประเด็นเรื่องน้ำหนักตัว ที่เพิ่มขึ้นหลายกิโลฯ ในช่วงเวลาอันสั้นของ "เลดี้ กาก้า" กลายเป็นที่พูดถึงในหมู่แฟนคลับ และสื่อมากมาย ล่าสุดศิลปินหญิงคนดังแห่งยุค ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะประสบการณ์อันเลวร้าย กับต่อสู้กับปัญหาน้ำหนักเกินในอดีต

เลดี้ กาก้า ตัดสินใจโพสต์ภาพ และข้อความถึงแฟน ๆ เพื่อเริ่มต้นกระแสที่เธอเรียกว่า "การปฏิวัติเรื่องรูปร่าง" หวังกระตุ้นให้ทุกคนภูมิใจในรูปร่างของตัวเอง แทนที่จะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องน้ำหนักตัวเกิน

หลังประเด็นน้ำหนักตัวของเธอ กลายเป็นหัวข้อในสื่อบันเทิงหลาย ๆ เจ้า ล่าสุด เลดี้ กาก้า จึงได้ออกมาเคลื่อนไหวถึงเรื่องนี้ เธอยังเผยให้เห็นรูปล่าสุดของตัวเอง ในชุดชั้นในตัวจิ๋วผ่านเว็บไซต์ LittleMonsters.com และยอมรับว่าช่วงนี้ตนน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นถึง 25 ปอนด์ (ประมาณ 11 กก.) ส่วนใหญ่เป็นผลจากอาหารอิตาลีที่พ่อของเธอทำ

โดยศิลปินหญิงวัย 26 ปีได้เล่าถึงประสบการณ์ของตัวเอง ที่ต้องต่อสู้กับปัญหาเรื่องน้ำหนัก และรูปร่างมาตั้งแต่เด็ก ... "เป็นบูลิเมีย กับอะนอเร็กเซีย มาตั้งแต่อายุ 15 ค่ะ" เลดี้ กาก้า เปิดใจถึงปัญหาการกิน และควบคุมอาหาร ถึงขั้นที่ทำให้เธอต้องเป็นโรคกลัวอ้วน และพยายามลดอาหารแบบเกินขีดจำกัดมาตั้งแต่ยังอยู่ในช่วงวัยรุ่น

เธอยังบอกอีกว่าต้องการโพสต์รูปของตัวเอง ให้กับทุกคนได้เห็น เพื่อเป็นการแสดงจุดยืนในการประกาศความภูมิใจต่อ "ความไม่สมบูรณ์แบบ" ของตนเอง เธอยังบอกให้แฟน ๆ จงกล้าหาญ และภูมิใจในข้อบกพร่องใด ๆ ซึ่งสังคมเป็นคนกำหนดขึ้น แต่ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จ และโด่งดังขึ้นให้ได้กับความไม่สมบูรณ์แบบพวกนี้

"การปฏิวัติเรื่องรูปร่างเริ่มต้นขึ้นแล้ว กล้าหน่อย โพสต์รูปของตัวเองเลย ฉลองให้กับชัยชนะของตัวเองเหนือความไม่มั่นใจทั้งหลายกันเถอะค่ะ" หลังประกาศเรื่องนี้ออกไป จึงมีแฟน ๆ โพสต์รูปของตัวเองตาม เลดี้ กาก้า มากมาย เธอเองยังได้รับแรงสนับสนุนจากพ่อของตัวเอง ที่ร่วมโพสต์รูปในกิจกรรมครั้งนี้ด้วย "พ่อภูมิใจค่ะ แต่ท่านเพิ่งลดน้ำหนักไป 10 ปอนด์ การออกกำลังกายทำให้เรารู้สึกดี เป็นเรื่องของสุขภาพ"

เลดี้ กาก้า ยังบอกอีกว่า เทย์เลอร์ คินนีย์ แฟนหนุ่มของเธอ ไม่มีปัญหาอะไรกับเรื่องน้ำหนักตัวพวกนี้ เขาชอบเสียอีกที่รูปร่างของเธอมีส่วนเว้าส่วนโค้งแบบนี้ "เมื่อฉันกิน และสุขภาพยังดี ก็ไม่มีอะไรกังวลเรื่องรูปร่าง ฉันยังมีความสุขดี"

นอกจาก เลดี้ กาก้า แล้วในช่วงเวลาใกล้เคียงกันยังมีพิธีกรสาวคนดังแห่งวงการสื่อสหรัฐฯ แคที คูริก ที่เปิดเผยถึงการต่อสู้กับโรคบูลิเมีย เมื่อสมัยที่เธอเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย
สีทอง


“Game Change”, “Homeland” และ “Modern Family” คือ ผลงานที่กวาดรางวัลในสาขาสำคัญของ Emmy 2012 ไปครองกันได้เรื่องละหลายๆ สาขา เป็นดาวเด่นของงานแจกรางวัลทางโทรทัศน์ที่สำคัญที่สุดประจำฮอลลีวูดในปีนี้

ผลงานของ HBO ที่ว่าด้วยเหตุการณ์ทางการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้งใหญ่เมื่อ 4 ปีก่อน Game Change คือ ผู้ชนะในสาขา มินิซีรีส์ หรือภาพยนตร์สำหรับฉายทางโทรทัศน์ยอดเยี่ยมของการมอบรางวัล Emmy ในปีนี้ เอาชนะเหนืองานเด่นๆ ในช่วงปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น American Horror Story, Hemingway & Gellhorn, Hatfields & McCoys, Luther และ Sherlock: A Scandal in Belgravia หรือ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ฉบับ BBC ไปได้ในที่สุด

Game Change เสนอเรื่องราวจากเหตุการณ์จริง ในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ ที่ บารัค โอบามา กลายเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของสหรัฐฯ ผ่านตัวละครเอก คือ แซราห์ เพ-ลิน ผู้ว่าการรัฐอะแลสกา ตัวแทนชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของพรรคตรงข้าม ที่หนังนำเสนอภาพของเธอออกมาในรูปของนักการเมืองหญิงที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ดึงดูดความสนใจจากชาวสหรัฐฯ เหมือนดาราคนหนึ่ง แต่ในเวลาเดียวกันก็ยังเต็มไปด้วยข้อด่างพร้อย ทั้งในแง่การขาดประสบการณ์, อ่อนหัดทางการเมือง, ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และไม่มีความรู้ในเรื่องที่จำเป็นต่อการบริหารประเทศเลย

จูลีแอน มัวร์ ที่สวมบทบาทเป็น แซราห์ เพ-ลิน ยังคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงในสาขานี้ไปครองด้วย โดยเธอยังกล่าวบนเวทีว่าหากจะมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้การรับรางวัลของเธอครั้งนี้ไม่สมบูรณ์แบบ ก็เห็นจะเป็นการที่ แซราห์ เพ-ลิน ตัวจริง ไม่ยอมรับหนังเรื่องนี้ เพราะมองว่า Game Change เล่าเรื่องที่ไม่ตรงกับความจริงทั้งหมด

สำหรับรางวัลในสาขาใหญ่อย่าง ซีรีส์ดรามายอดเยี่ยม เป็นHomeland ที่กวาดรางวัลสำคัญไปได้ถึง 4 สาขา รวมถึงซีรีส์ยอดเยี่ยม, นักแสดงนำชาย, นักแสดงนำหญิง และบทยอดเยี่ยม

โดยก่อนหน้านี้ Homeland ซีรีส์สุดฮิตที่ว่าด้วยเรื่องราวการทำงานของ CIA หลังเหตุการณ์ 9/11 ยังเคยคว้ารางวัลใหญ่จากเวทีลูกโลกทองคำ 2012 มาแล้วด้วย

สำหรับนักแสดงนำทั้งสองคนของ Homeland ยังสามารถเอาชนะคู่แข่งที่เรียกว่าโหดหินมากด้วยกันทั้งคู่ นางเอกของเรื่อง แคลร์ เดนซ์ มีคู่ชิงรางวัลที่เป็นนักแสดงยอดฝีมือทั้ง เกลน โคลส และ จูเลียนนา มาร์กูลีส์ ที่ก่อนหน้านี้ เคยคว้า Emmy มาแล้วถึง 2 ครั้งทั้งจาก E.R. เมื่อปี 1995 และจาก Good Wife เมื่อปีก่อน

ฝ่าย เดเมียน ลิวอิส เจ้าของรางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมจาก Homeland ก็แย่งชิงรางวัลมาได้จากตัวเต็งหลายๆ คน อาทิ ไบรอัน เครสตัน เจ้าของบท “วอลเตอร์ ไวท์” อาจารย์วิชาเคมีโรงเรียนมัธยมปลาย ที่ผันตัวไปค้ายาเสพติดใน Breaking Bad เจ้าของรางวัล Emmy สาขานักแสดงชาย 3 ปีซ้อน เช่นเดียวกับ จอน แฮม แห่ง Mad Men ที่ต้องรอ Emmy ตัวแรกต่อไปหลังจากชิงรางวัลมาถึง 5 ครั้งแล้ว และพลาดไปอีกครั้งในปีนี้

มาที่สาขาซีรีส์ประเภทตลกกันบ้าง ยังคงเป็น Modern Family ที่คว้ารางวัลสูงสุดไปได้อีกปี แม้หลายเสียงจะบ่นกันเล็กๆ ว่า อยากให้ซีรีส์เรื่องอื่นคว้ารางวัลไปบ้างก็ตาม

Modern Family ที่ว่าด้วยชีวิตของคนหลายๆ คู่ในครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่ง เป็นงานสุดฮิตของ ABC ที่คว้ารางวัลซีรีส์ตลกแห่งปี พร้อมรางวัลสำคัญอีก 2 สาขา ทั้ง อิริค สโตนสตรีต กับรางวัลนักแสดงสมทบชาย และ สตีเว่น เลวีตัน ในสาขากำกับยอดเยี่ยม

หลังออกอากาศมาตั้งแต่ปี 2009 Modern Family คว้ารางวัล Emmy มาได้ถึง 12 รางวัลแล้วจากการเข้าชิงรางวัลต่างๆ 45 ครั้ง รวมถึงรางวัลในสาขาซีรีส์ตลกยอดเยี่ยมที่ผลงานของ ABC เรื่องนี้สามารถครองมาได้ถึง 3 ปีติดต่อกันแล้ว ในปีนี้ก็ได้ชิงรางวัลต่างๆ ถึง 10 สาขา

ในเวลาเดียวกันความสำเร็จต่อเนื่องของ Modern Family ก็ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายขึ้นอยู่เหมือนกัน และมีหลายเสียงที่แสดงความเห็นว่าซีรีส์ตลกที่สร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการอย่าง Parks and Rec หรือ Girls น่าจะเหมาะสมสำหรับรางวัลในปีนี้มากกว่า อย่างที่ อเล็กซ์ ลีโอ แห่ง Reuters ทวีตข้อความถึงเรื่องนี้ ว่า “ผมเริ่มเบื่อแล้วที่ Modern Family ได้รางวัลทุกปีๆ แบบนี้”

รางวัลในสาขาซีรีส์ดรามา

ซีรีส์ยอดเยี่ยม: “Homeland”
เขียนบทยอดเยี่ยม: อเล็ก แกนซา, ฮาเวิร์ด กอร์ดอน และ กีเดียน ราฟฟ์ - “Homeland”
ผู้กำกับยอดเยี่ยม: ทิม แวน เพ็ทเทน - “Boardwalk Empire”
นักแสดงนำหญิง: แคลร์ เดนส์ - “Homeland”
นักแสดงนำชาย: เดเมียน ลิวอิส - “Homeland”
นักแสดงสมทบชาย: แอรอน พอล - “Breaking Bad”
นักแสดงสมทบหญิง: แม็กกี สมิธ - “Downton Abbey”
นักแสดงรับเชิญชาย: เจเรมี เดวีส์ - “Justified”
นักแสดงรับเชิญหญิง: มาร์ธา พลิมป์ตัน - “The Good Wife”

รางวัลในสาขาซีรีส์ตลก

ซีรีส์ยอดเยี่ยม: “Modern Family”
เขียนบทยอดเยี่ยม: ลูอิส ซี.เค. - “Louie”
ผู้กำกับยอดเยี่ยม: สตีเวน เลวิตัน - “Modern Family”
นักแสดงนำหญิง: จูเลีย ลูอิส-ดรายฟัส - “Veep”
นักแสดงนำชาย: จอน ครายเยอร์ - “Two and a Half Men”
นักแสดงสมทบหญิง: อิริค สโตนสตรีต - “Modern Family”
นักแสดงสมทบหญิง: จูเลีย โบเวน - “Modern Family”
นักแสดงรับเชิญชาย: จิมมี เฟลลอน - “Saturday Night Live”
นักแสดงรับเชิญหญิง: เคธี เบตส์ - “Two and a Half Men”

รางวัลในสาขามินิซีรีส์ หรือภาพยนตร์สำหรับฉายทางโทรทัศน์

ภาพยนตร์ (หรือมินิซีรีส์) ยอดเยี่ยม: “Game Change”
ผู้กำกับยอดเยี่ยม: เจย์ โรช - “Game Change”
เขียนบทยอดเยี่ยม: แดนนี สตรอง - “Game Change”
นักแสดงนำชาย: เควิน คอสเนอร์ - “Hatfields & McCoys”
นักแสดงนำหญิง: จูลีแอน มัวร์ - “Game Change”
นักแสดงสมทบหญิง: เจสซิกา แลงค์ - “American Horror Story”
นักแสดงสมทบชาย: ทอม เบเรนเจอร์ - “Hatfields & McCoys”

รางวัลสาขาอื่นๆ

เรียลิตีโชว์ยอดเยี่ยม: “The Amazing Race”
พิธีกรเรียลลิตี้โชว์ยอดเยี่ยม: ทอม เบอร์เจอรอน - “Dancing with the Stars”
รายการวาไรตี้, เพลง หรือตลกยอดเยี่ยม: “The Daily Show with Jon Stewart”
ผู้กำกับรายการพิเศษยอดเยี่ยม: เกลน ไวส์ - “The 65th Tony Awards”
ผู้เขียนบทรายการวาไรตี้ยอดเยี่ยม: ลูอิส ซี.เค. - “Live at the Beacon Theatre”




สีทอง


มหาเศรษฐีฮ่องกงเสนอเงิน 2,000 ล้าน ให้หนุ่มจีบลูกสาว"เลสเบี้ยน"ติด

หนึ่งในมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในฮ่องกง ประกาศเสนอเงินกว่า 500 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 2,000 ล้านบาท)ให้ให้ชายคนใดก็ตาม ที่สามารถจีบลูกสาวที่เป็นเลสเบี้ยนได้สำเร็จ


นายซีซีล เชา มหาเศรษฐีนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชาวฮ่องกง ได้ประกาศผ่านสื่อหลายฉบับว่า ยินดีจะมอบรางวัลเป็นเงิน 500 ล้านเหรียญฮ่องกง หลังจากมีรายงานว่า จีจี้ เชา ลูกสาววัย 33 ปี ของเขา เข้าพิธีแต่งงานกับหญิงที่คบหาดูใจกันมานานที่ฝรั่งเศส



มหาเศรษฐีผู้นี้กล่าวต่อหนังสือพิมพ์เซาธ์ ไชนา มอร์นิง โพสต์ ว่า เขาไม่สนใจว่าว่าที่ลูกเขยจะเป็นคนรวยหรือคนจน สิ่งสำคัญจะต้องเป็นคนที่มีจิตใจเมตตาโอบอ้อมอารี เขาพร้อมที่จะช่วยสร้างธุรกิจให้แก่ว่าที่ลูกเขยด้วย และเผยว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็นเรื่องที่ผิดพลาด



นายเชาเผยว่า ลูกสาวของเขาเป็นคนที่เพียบพร้อมทั้้งพรสวรรค์และรูปร่างหน้าตา เป็นคนมีน้ำใจและชอบช่วยเหลืองานสังคม

สำหรับจิจิ เชานั้น เป็นสาวเลสเบี้ยน เธอสำเร็จการศึกษาด้านสถาปัตยกรรม จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ได้เข้าพิธีแต่งงานกับฌอน อีฟ เพื่อนหญิงของเธอที่คบหากันมากว่า 7 ปี ที่ฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา



โดยภาพที่โพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวของจิจี เป็นภาพของเธอขณะเดินทางไปปารีส โดยระบุว่าเพื่อไปซื้อธุรกิจบางอย่าง ขณะที่เธอบรรยายเกี่ยวกับตนเองว่า เป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ ผู้ประกอบการด้านสังคม และผู้สร้างสรรค์การแสดงออกด้านสีสันและอารมณ์ รวมถึงเป็นผู้บริหารระดับสูงในบริษัทอสังหาริมทรัพย์ Cheuk Nang



เธอเคยกล่าวถึงนายเชาว่า เธอเห็นเขาเป็นเพื่อนมากกว่าพ่อและพ่อแม่ไม่เคยกดดันเธอด้วยความคาดหวังที่สูงส่ง ขณะที่นายเชากล่าวว่า เขาไม่เคยบังคับลูกให้แต่งงานกับผู้ชาย หากขัดความรู้สึกของเธอ



จิจีแสดงความเห็นต่อแผนของพ่อเธอว่าเป็นเรื่องน่าสนุก และไม่รู้สึกกังวลอะไรหากว่าพบคนที่เหมาะสมกับเธอจริง




สีทอง
แต้ว พิมศิริ ศิริแก้ว นักยกน้ำหนักหญิงแกร่งแห่งประเทศไทย ผู้คว้าเหรียญเงินได้จากสนามแข่งขันยกน้ำหนักในลอนดอน เกมส์ 2012 ในลุคสวยเข้ม โฉบเฉี่ยว จนหลายคนจำเธอไม่ได้



สีทอง




สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จีจี้ เชา ลูกสาวของนายเซวิล เชา มหาเศรษฐีฮ่องกง เปิดเผยว่า ขณะนี้เธอต้องปวดหัวกับข้อเสนอจำนวนมาก รวมทั้งภาพนู๊ด ของเหล่าชายที่เสนอตัวจะจีบเธอ ตามข้อเสนอของบิดาเธอที่พร้อมจะมอบเงินจำนวน 500 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง(2 พันล้านบาท) ให้แก่หนุ่มที่สามารถจีบเธอซึ่งมีพฤติกรรมเป็นเลสเบี้ยน และอยู่กินกับแฟนทอมได้ โดยข้อเสนอดังกล่าวทำให้ตอนนี้มีผู้ชายกว่า 1,500 ราย เสนอตัวจะจีบเธอผ่านทางทวิตเตอร์ของเธอ ยูทิวบ์ รวมทั้งเฟซบุ๊ค ซึ่งมีผู้คนเข้าไปโพสต์เป็นจำนวนมาก โดยเธอบอกว่า ข้อเสนอที่เยอะมากมายขนาดนี้ทำให้เธอไม่พิจารณามันได้อย่างเป็นเรื่องราว และไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร



นอกจากนี้ ข้อเสนอเหล่านี้ยังรวมทั้งภาพนู๊ดจากเหล่าหนุ่ม ๆ รวมทั้งสถานะการเงินของพวกเขา โดยเธอได้รับข้อเสนอเหล่านี้จากทั่วโลก รวมทั้งจากโอคลาโฮมา ไนจีเรีย อินเดีย ตุรกี และบัลกาเรีย รวมทั้งหนุ่มธนาคารในหลายประเทศที่เสนอตัวจีบเธอด้วย



อย่างไรก็ตาม จีจี้ บอกว่า แม้จะต้องเจอเรื่องปวดหัวนี้ แต่เธอก็ซาบซึ้งกับการกระทำของบิดา ที่ใส่ใจเธอ ซึ่งเธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่มีพ่อที่น่ารักเช่นนี้ เพราะสิ่งที่เขากระทำมาจากความรักของคนเป็นพ่อ และว่า เธอรักพ่อของเธอ ซึ่งเธอและเขามีความสัมพันธ์ที่ดี และพ่อเธอก็ไม่ใช่ว่ายอมรับเธอไม่ได้ เพียงแต่เขาไม่สามารถยอมรับการที่สังคมมองเธออย่างไม่เหมือนคนอื่น ซึ่งไม่ได้แต่งงานกับผู้ชายตามวิถีของคนทั่วไป

สีทอง




เอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2555 ทีผ่านมา บราซิลได้จัดประกวด "Miss Bumbum Brasil 2012" หรือ นางงามก้นสวยขึ้นที่เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล โดยใช้วิธีลงคะแนนผ่านอินเทอร์เน็ต และจะประกาศผลในเดือนพฤศจิกายน 2555นี้ (ภาพ:AFP)



สีทอง


อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์" นักแสดงหนุ่มใหญ่เจ้าของฉายาคนเหล็ก ยังอื้อฉาวด้วยเรื่องคาวสวาทไม่เลิก ล่าสุดหนุ่มใหญ่วัย 65 ปี ยอมรับในหนังสืออัติชีวประวัติของเขาชื่อ "In Total Recall: My Unbelievably True Life Story" ว่าเขาเคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ "บริเจ็ตต์ นีลเซ่น" อดีตภรรยาของ "สไล-ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน" พระเอกหนุ่มนักบู๊อีกคนของวงการ


โดยอาร์โนลด์เล่าว่า ความสัมพันธ์ของเขากับนีลเซ่นเกิดขึ้นในปี 1985 ระหว่างที่ทั้งคู่ร่วมแสดงในหนังเรื่อง "Red Sonja" ด้วยกัน โดยขณะนั้นเขากำลังคบหาอยู่กับ "มาเรีย ชไรเวอร์" ภรรยาซึ่งเพิ่งหย่าขาดกันไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลังจากที่เขาถูกจับได้ว่าแอบไปทำแม่บ้านท้องจนมีลูกด้วยกัน


ขณะที่ "บริเจ็ตต์ นีลเซ่น" เอง ในขณะนั้นก็กำลังจะแต่งงานกับ "ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน" เพื่อนสนิทของอาร์โนลด์ ทั้งคู่จึงต้องยุติความสัมพันธ์กัน หลังจากที่มีอะไรเกินเพื่อนได้ไม่นานนัก


รายงานข่าวเปิดเผยว่า เรื่องอื้อฉาวเรื่องล่าสุดของ อาร์โนลด์น่าจะส่งผลให้เขาหมดโอกาสที่จะกลับมาคืนดีกับ "มาเรีย ชไรเวอร์" อดีตภรรยา และอาจจะมองหน้าเพื่อนซี้อย่างสตอลโลนไม่ติด เพราะแม้ว่าสตอลโลนจะเลิกลากับนีลเซ่นไปนานแล้ว แต่เรื่องที่เกิดขึ้นก็เกิดขณะที่นีลเซ่นยังได้ชื่อว่าเป็นแฟนสาวของสตอลโลนอยู่




สีทอง


ปรากฎการณ์กรี๊ด!!"โค้ช แสตมป์" @รายการเดอะวอยซ์

แรงอย่างต่อเนื่องมาเป็นสัปดาห์ที่ 4 แล้ว สำหรับรายการเดอะวอยซ์ ไทยแลนด์(The Voice Thailand) เสียงจริง ตัวจริง รายการประกวดร้องเพลง สัญชาติเนเธอร์แลนด์ ที่ออกอากาศ ทุกเย็นวันอาทิตย์ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในรอบ Blind Auditions ซึ่งเป็นรอบคัดเลือกผู้ประกวดจากเสียงร้อง โดยมีสุดยอดนักร้อง นักแต่งเพลง แถวหน้าของเมืองไทย ทั้ง 4 คน ได้แก่ เจนนิเฟอร์ คิ้ม- พรพรรณ ชุนหชัย ,ก้อง- สหรัถ สังคปรีชา ,โจอี้ บอย- อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต และ แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข มาเป็นโค้ช เลือกผู้เข้าแข่งขันที่ร้องเพลงได้ถูกใจ เพื่อคัดเข้าสู่ทีมของตัวเอง



ด้วยรูปแบบการแข่งขันที่ต่างออกไปจากรายการประกวดร้องเพลงอื่นๆ ที่เคยมีมา ในเมืองไทย คือให้โค้ชทั้ง 4 นั่งบนเก้าอี้หันหลังแล้วตัดสินเอาจากเสียงร้อง เมื่อโค้ชคนไหนถูกใจผู้เข้าประกวด ก็จะกดปุ่มหันกลับมาชมการร้องเพลงแบบเต็มๆ ตา และเลือกผู้เข้าประกวดคนนั้น เข้าสู่ทีม แต่หากผู้เข้าประกวดมีโค้ชเลือกมากกว่า 1 คน บรรดาโค้ชก็ต้องต่างพยายามพูดจา หว่านล้อม ดึงดูดให้ผู้เข้าประกวดเป็นฝ่ายเลือกเพื่อให้ได้เข้าไปอยู่ในทีมโค้ชที่ถูกใจที่สุด นับเป็นช่วงที่สนุกสนาน และถูกอกถูกใจ ผู้ชมทั้งในห้องส่งและทางบ้านเป็นอย่างมาก ประกอบกับสไตล์ เอกลักษณ์เฉพาะของโค้ชแต่ละคนนั้นต่างก็มีความไม่ธรรมดา ในลีลา ท่าทาง คารม และเสียงหัวเราะอยู่แล้ว ทำให้รายการเดอะวอยซ์ เป็นรายการที่ถูกพูดถึงและกระแสแรงอย่างมากในโลกออนไลน์




นอกจากความสามารถทางเสียงร้องของผู้เข้าแข่งขัน ที่เรียกว่าระดับเทพทั้งนั้น รูปแบบรายการ และความสนุกสนานในการถกเถียงกันอย่างเมามันส์ของเหล่าโค้ช ทั้ง 4 ที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางแล้ว อีกหนึ่งปรากฎการณ์ในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ก ที่ได้รับการพูดถึง และติดตามอย่างมาก คือ โค้ชแสตมป์- อภิวัชร์ ซึ่งโกยเรตติ้งและกระชากใจของสาวๆ ไปได้อย่างถล่มทลาย





แม้ในรายการ เดอะวอยซ์ นักร้อง-นักแต่งเพลงหนุ่มผู้มากความสามารถและไฟแรงอย่าง แสตมป์ จะเป็นโค้ช ที่ผู้เข้าแข่งขันเลือกที่จะเข้าไปอยู่ในทีมเดียวกับเขาน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับรุ่นใหญ่ผู้คร่ำหวอดมาในวงการเพลง แต่ละคนไม่ต่ำกว่า 10 ปี อย่าง เจนนิเฟอร์ คิ้ม,ก้อง สหรัถ และโจอี้ บอย แล้ว ขณะที่บางผู้เข้าแข่งขันซึ่งนำเพลงดังอย่าง"ความคิด"ไปร้อง แต่กลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เจ้าของเนื้อร้อง ทำนอง และเสียงอันแสนเศร้านั้นเป็นแสตมป์ แต่ด้วยความฮา มากด้วยมุกตลก เป็นตัวเอง และความเอ็นเตอร์เทนของหนุ่มแสตมป์ ไม่ได้ลดทอนดีกรีความสามารถของเขาที่มีอยู่เต็มเปี่ยมไปจากสายตาผู้ชมและนักฟังเพลงรุ่นใหม่แม้แต่น้อย ตรงข้ามกลับยิ่งทำให้แสตมป์ที่อยู่ในฐานะโค้ช ได้รับความเห็นอกเห็นใจ และได้ใจสาวๆผู้ชม จนต้องขึ้น สเตตัส เฟซบุ๊ก กรี๊ดกร๊าดปนสงสาร ในความฮา ชวนกระชากรอยยิ้ม ของเขาจนเต็มหน้าฟีด ไม่มากก็น้อยในช่วงเวลาที่ออกอากาศ







ด้านเว็บไซต์ยูทูบ ขณะนี้ ก็มีการแพร่เพลง "ความคิด" เวอร์ชั่น The Voice ที่หนุ่มแสตมป์ เพิ่งไปร้องที่ฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต เมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา เกี่ยวกับการไปเป็นโค้ชที่รายการเดอะวอยซ์ ด้วยเนื้อเพลงแปลงที่สุดฮา ชวนขำขัน เรียกเสียงกรี๊ดให้กับบรรดาผู้ฟังสนั่นฮอลล์



นับเป็นปรากฎการณ์ชื่นชอบโค้ชแสตมป์ ที่บังเกิดขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว จากรายการเดอะวอยซ์ บนโลกออนไลน์ ทำให้ฐานเสียงที่ชื่นชอบนักร้อง-นักแต่งเพลงหนุ่มวัย30 ปี ผู้นี้มีมากขึ้น เป็นที่รู้จักมากขึ้น จากคนที่เคยมองและเคยฟังเพลงเพราะๆแค่ให้ซาบซึ้งในอารมณ์เฉยๆ หลายคนถึงกับไปตามหาเพลงที่เขาร้องไว้ทั้งหมดเพื่อเอามาฟัง ทำให้ยอดคลิกในยูทูบเกี่ยวกับเพลงที่เป็นผลงานของแสตมป์หลายต่อหลายเพลงเกิดความเคลื่อนไหวในจำนวนยอดผู้เข้าชม ในจำนวนที่มากขึ้น



หลายคนบอกว่า แม้ โค้ช แสตมป์จะไม่ได้โด่งดัง เทียบเท่ารุ่นเก๋า เขาไม่ใช่ผู้ชายหน้าตี๋ที่หล่อเหลา แต่ ยิ้มตาหยี กับมาดซื่อๆ ตรงๆ ฮาๆ บ้าๆ ดูจริงใจของโค้ชแสตมป์นี่ล่ะ กลับเป็นเสน่ห์ดึงดูดสำคัญชวนให้สาวๆ และหนุ่มๆ อยากจะขอกดเข้าร่วมทีมให้โค้ชแสตมป์สอนร้องเพลงเพื่อเป็นแชมป์ เดอะวอยซ์ ไทยแลนด์ครั้งที่ 1 ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย


"อยากดูดีอยู่กับพี่ก้อง อยากพ่นไฟอยู่กับพี่คิ้ม อยากสนุกอยู่กับพี่โจ้ อยากชนะอยู่กับผม"

สีทอง


สตมป์- อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข เกิดเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2525 จบมัธยมจาก โรงเรียนบางกะปิ และ ปริญญาตรีจาก คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มสนใจงานเพลงเริ่มจากการสร้างสรรค์ผลงานเพลงประกอบละครเวทีสถาปัตย์ฯ และยังรวมตัวกับเพื่อนๆ ตั้งวงดนตรี ส่งเพลงไปที่ 104.5 Fat Radio ซึ่งเป็นจุดพลิกผันให้แสตมป์ ได้พบเจอกับพี่ๆ ในวงการเพลง และมีโอกาสนำผลงาน ออกสู่สายตาประชาชน มีผลงานอัลบั้มแรกของตนเองชื่อ 7thSCENE กับวง 7thSCENE สังกัด เลิฟอีส ในพ.ศ. 2548





นอกจากเป็นนักร้องแล้ว แสตมป์ยังเป็นนักแต่งเพลงมือทองอีกด้วย เขาเริ่มแต่งเพลงให้กับศิลปินทุกค่ายที่ขวางหน้า หนังทุกเรื่องที่ยังไม่มีเพลง โฆษณาทุกชิ้นที่เขาพอจะมีคนรู้จักร่วมทำอยู่ จนในที่สุดเขาได้รับรางวัลแรกในชีวิตคือ รางวัล สีสันอวอร์ด สาขาเพลงยอดเยี่ยม จากเพลง น้ำตา ของธงไชย แมคอินไตย์ เรื่อยมาจนถึง เพลง เงินล้าน จากวงโมเดิร์นด๊อก เพลง ราตรีสวัสดิ์ ของ ฟักกลิ้งฮีโร่ เพลง ฝัน หวาน อาย จูบ จากภาพยนตร์ และที่สำคัญที่สุด เพลง ความคิด จากอัลบั้มเดี่ยวของเขา ซึ่งกลายเป็นเพลงมหาฮิตและได้รับรางวัลเพลงยอดเยี่ยมจากหลายสถาบัน จนปัจจุบันเขากวาดรางวัลไปแล้วถึง 17 รางวัล จากเกือบทุกสถาบันในประเทศ




หลังจากแต่งเพลงให้คนอื่นอยู่มาเป็นเวลานาน แสตมป์ได้ร่วมมีผลงานกับค่ายเลิฟอีส โดยร้องเพลงและเล่นกีต้าร์ในอัลบั้ม "Black Album" กับวง "เรียนเชิญผู้มีจิตศรัทธา" ซึ่งหลังจากที่มีโอกาสได้เจอ บอย โกสิยพงษ์ แสตมป์ก็ได้ฝากฝีมือไว้ในอัลบั้ม "Love is Vol.1" และร่วมงานกันเรื่อยมา จนถึงอัลบั้มที่สร้างชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักกับอัลบั้ม ‘Rhythm & Boyd E1EVEV1H’ ในเพลง “สมมติ” และ “เธอไม่เคยเปลี่ยน” และ วง the strangers ร้องร่วมกับ ตู่ ภพธร สุนทรญาณกิจ คัตโตะ อารมณ์ โพธิ์หาญรัตนกุลและ แชมป์ ศุภวัฒน์ พีรานนท์ หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ออกอัลบั้มเดี่ยวเป็นของตัวเอง โดยใช้ชื่อว่า The Million Ways to Write Part I เป็นสไตล์ Acoustic – Rock และอัลบั้มล่าสุดชื่อ เพลงที่นานมาแล้วไม่ได้ฟัง และออก ep ล่าสุดชื่อ ทุกคำที่เธอเอ่ยคือบทกวี






สีทอง


"แฮร์รี่ พอตเตอร์" นิยายแฟนตาซีระดับตำนาน ที่นำทั้งชื่อเสียง ทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลมากองไว้แทบเท้า เจ.เค. โรว์ลิ่ง เปลี่ยนชีวิตเธอจากหญิงม่ายแม่ลูกติดที่มีชีวิตไม่ต่างจากยาจก พลิกผันขึ้นมาเป็นเซเลบที่ร่ำรวยติดอันดับของอังกฤษอย่างเหนือความคาดฝัน ด้วยมูลค่าทรัพย์สินราว 560 ล้านปอนด์ (ราว 28,448 ล้านบาท)

แต่ทว่าความสำเร็จอย่างมหาศาลของนิยายชุดนี้ก็กลายเป็นสาเหตุให้ เจ.เค .โรว์ลิ่ง ต้องเข้ารับการบำบัดจากจิตแพทย์ หลังจากรับมือกับชื่อเสียงที่ถาโถมเข้าใส่ไม่ทัน และไม่รู้จะหันหน้าไปปรึกษาใคร

ทั้งนี้ นักเขียนนิยายผู้สร้างตำนานเล่าให้หนังสือเดอะ การ์เดี่ยน ฟังว่าชีวิตเธอเปลี่ยนไปราวกับเกิด "สึนามิ" ขึ้นกับชีวิต เพราะจู่ๆ ก็ได้รับจดหมายจากองค์กรการกุศลมากมายที่หลั่งไหลเข้ามาขอความช่วยเหลือ พร้อมทั้งคำเชิญชวนจากองค์กรกุศลต่างๆ ขอให้เป็นสมาชิก ซึ่งเธอเองอยากจะให้ความช่วยเหลือ แต่มันเยอะมากจนช่วยไม่ไหว

คุณจะไม่คิดฝันว่าจะเจอปัญหาแบบนั้น ฉันรู้สึกว่าฉันต้องช่วยแก้ปัญหาให้ทุกคน แต่ความต้องการต่างๆ มันโถมเข้าใส่ฉันราวกับสึนามิ ฉันรู้สึกเหมือนจะจมน้ำตาย รู้สึกวิตกจริต กลัวว่าตัวเองจะพลาดพลั้ง สร้างปัญหา ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปเร็วมาก และกลายเป็นเรื่องแปลกสำหรับฉัน ขณะที่ฉันก็ไม่รู้จักใครที่เป็นคนดัง เป็นคนสาธารณะที่ตกอยู่ในสายตาผู้คนมาก่อน ไม่มีใครเลยที่ฉันจะหันไปปรึกษาได้ว่าฉันควรทำอย่างไรดี ฉันรู้สึกมืดมนไปหมด"

นอกจากความต้องการความช่วยเหลือ เธอยังต้องปวดหัวกับบรรดาผู้คนที่เสนอข้อตกลงด้านการลงทุนเพื่อต่อยอดมูลค่าเงินของเธอให้งอกเงยขึ้นอีก ซึ่งเป็นเรื่องน่าเบื่อมาก

นักเขียนหญิงวัย 47 เล่าอีกว่า เมื่อเป็นอย่างนี้เธอจึงต้องเข้ารับการบำบัดกับจิตแพทย์ครั้งแรก ตอนที่ "Harry Potter and the Philosopher?s Stone" หนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่มแรกประสบความสำเร็จเมื่อปี 2540 แล้วก็ตัดสินใจเข้ารับการบำบัดอีกครั้ง หลังรู้สึกอึดอัด ไม่มีความสุขกับการตกเป็นเป้าสนใจ

"ฉันต้องไปหาจิตแพทย์อีกครั้ง เมื่อรู้สึกว่าชีวิตเปลี่ยนอย่างกะทันหัน และการบำบัดก็ช่วยได้มากจริงๆ ฉันเป็นแฟนตัวยงของการบำบัดจากจิตแพทย์เชียวละ เพราะมันช่วยได้มาก"

เจ.เค. โรว์ลิ่ง ยอมรับด้วยว่า ความกดดันจากความสำเร็จของแฮร์รี่ พอตเตอร์ ทำให้เธอคิดจะใช้นามแฝงในการประพันธ์ "The Casual Vacancy" หนังสือนิยายสำหรับผู้ใหญ่เล่มแรกของเธอที่วางขายแล้ว แต่ต่อมาก็ตัดสินใจใช้ชื่อจริง เพราะคิดว่าเป็นความกล้าหาญมากกว่า และยังเป็นการแสดงความซื่อสัตย์ต่อแฟนๆ ด้วย

ทั้งยังว่าได้เตรียมทำใจพร้อมรับคำติต่างๆ ไว้แล้วเช่นกัน "อย่างเลวร้ายที่สุดก็คงเสียงวิจารณ์ว่า มันเป็นนิยายสุดแสนจะจืดชืด น่าเบื่อ เธอควรจะเขียนแต่นิยายเด็กๆ น่ะดีแล้ว ซึ่งฉันคิดว่าฉันสามารถทำใจยอมรับได้นะ"

สรุปได้ว่า ไม่ว่าจะคนจน คนรวย คนดัง หรือคนธรรมดาต่างมีทุกข์กันถ้วนหน้า เพียงแต่เป็นทุกข์คนละรูปแบบเท่านั้นเองแหละ
!!!


pden2518
เข้ามาอ่านครับ.... happy.gif happy.gif
สีทอง


หลังจากที่ปล่อยให้แฟนเพลงคาดเดากันไปต่างๆนานา ในที่สุด "อะเดล" ก็เปิดตัวเพลงประกอบภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ตอนใหม่ ที่คาดว่าจะเป็นเพลงจากภาพยนตร์สายลับ 007 ที่มีผู้เฝ้ารอมากที่สุดในประวัติศาสตร์



หลังจากข่าวลือเมื่อหลายเดินก่อนว่า อะเดลจะเป็นศิลปินจากอังกฤษรายแรกที่ขับร้องเพลงธีมของเจมส์บอนด์ นับตั้งแต่วงดูราน ดูราน เมื่อปี 1985 จากตอน "A View to a Kill" อะเดลได้ออกมายืนยันข้อสงสัยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยการทวีตภาพแผ่นเนื้อเพลงพร้อมชื่อในทวิตเตอร์ พร้อมๆกับที่เว็บไซต์ของเธอระบุว่า ซิงเกิลดังกล่าวจะเผยแพร่อย่างเป็นทางการในเวลา 00.07 น.ของวันนี้ ตามเวลาท้องถิ่นของอังกฤษ



อย่างไรก็ดี ได้มีผู้นำเพลงดังกล่าวไปเผยแพร่ตามสื่อต่างๆล่วงหน้าแล้วก่อนหน้านี้ ทั้งในยูทูบและเว็บเพลงต่างๆ ขณะที่สถานีวิทยุแห่งหนึ่งในฝรั่งเศสได้เล่นเพลงดังกล่าวออกอากาศก่อนหน้าการเผยแพร่จริงเสียอีก



อะเดลกล่าวว่า ในตอนแรกเธอลังเลว่าจะร้องเพลงดังกล่าวหรือไม่ แต่เมื่อได้อ่านเนื้อเพลงและฟังดนตรีก็รู้สึกพอใจอย่างมาก โดยเธอได้ทำงานร่วมกับพอล เอ็พเวิร์ธ หนึ่งในทีมโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงจากอัลบั้ม 21 โดยมีการบันทึกเสียงที่แอบบี้ โร้ด สตูดิโอในกรุงลอนดอน โดยใช้วงออร์เคสตร้าถึง 77 ชิ้นในการบรรเลง


สีทอง


ด้วยแจ็กเกตหนัง, หนวดเคราครึ้ม และเขาบนศีรษะที่งอกขึ้นมา พร้อมกับเลือดไหลซึม เป็นภาพในหนังเรื่องใหม่ที่แตกต่างออกไปของหนุ่ม “แดเนียล แรดคลิฟฟ์” ซึ่งทุกคนคุ้นเคยกันดี กับบทบาทพ่อมดน้อย “แฮร์รี พอตเตอร์” ที่ระยะหลังแสดงความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในการสลัดภาพชินตาเก่าๆ ทิ้ง

Entertainment Weekly เผยแพร่ภาพล่าสุดจากกองถ่ายหนังเรื่อง Horn ที่เพิ่งจะเปิดกล้องไปได้ไม่กี่วัน กับรูปโฉมใหม่ของ แดเนียล แรดคลิฟฟ์ แบบที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน

Horn เป็นผลงานของผู้กำกับชาวฝรั่งเศส อเล็กซานเดอร์ อจา แห่งหนังโหด Piranha 3D ซึ่งเปิดกล้องถ่ายทำกันในแวนคูเวอร์ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมานี่เอง ซึ่งนักแสดงหนุ่มชาวอังกฤษวัย 23 ปี ได้กล่าวถึงตัวละครที่ชื่อว่า อิกเนเชียส แพร์ริช ที่ตัวเองต้องสวมบทบาทในหนังเรื่องนี้ ว่า “เป็นบทที่แตกต่างมากๆ กับสิ่งที่ผมเคยทำมาในอดีต”

แรดคลิฟฟ์ ยังพูดถึงบทใหม่ของตัวเองอีกว่าเป็นตัวละครที่ทั้งเต็มไปด้วยอารมณ์อันลึกซึ้ง และความเกรี้ยวกราดในบางเวลา “การแสดงเป็นตัวละครที่อยู่ในความสับสนอลหม่าน กำลังผ่านช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นปิศาจร้าย เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากๆ ครับ”

ในหนังเรื่องนี้ตัวละคร อิกเนเชียส แพร์ริช หรือ “อิก” ของ แรดคลิฟฟ์ เป็นหนุ่มวัย 26 ปี ที่ตื่นขึ้นมาจากการเมาค้าง และพบเขาบนศีรษะ ซึ่งในขณะที่สิ่งแปลกปลอมบนหัวเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เขาเองก็ต้องพยายามค้นหาสาเหตุการเสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรมของแฟนสาว ที่อาจเกี่ยวข้องกับชะตากรรมต้องสาปของตนเอง

Horns สร้างจากบทของ คีธ บูนิน นอกจาก แรดคลิฟฟ์ แล้วหนังยังจะมี แม็กซ์ มิงเกลลา, จูโน เทมเพิล, โจ แอนเดอร์สัน และเคลลี การ์เนอร์ ร่วมแสดง ซึ่งถึงตอนนี้ หนังยังไม่ได้วางโปรแกรมกำหนดเข้าฉายที่แน่นอนแต่อย่างใด

เห็นได้ชัดว่า แรดคลิฟฟ์ พยายามลบภาพพ่อมดน้อย แฮร์รี พอตเตอร์ ด้วยการหาบทที่แตกต่างออกไป ในหนังซึ่งเน้นด้านมืดเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นหนังสยองขวัญ The Woman in Black ที่เข้าฉายไปแล้ว และประสบความสำเร็จทำเงินได้ไม่น้อย นอกจากนั้นเขายังรับบทเกย์ กับตัวละครที่มีตัวตนอยู่จริงอย่างกวีดังแห่งยุคบีต อัลเลน กินสเบิร์ก ในหนังเรื่อง Kill Your Darlings ด้วย

ล่าสุด ยังมีข่าว่าสำหรับงานต่อไป แรดคลิฟฟ์ กำลังเจรจาเพื่อรับบทเป็น “อิก” ตัวละครหลังค่อมในหนัง Frankenstein ของผู้กำกับ พอล แม็คกิวแกน ด้วย

สีทอง


คิม คาร์เดเชียน"ม่ายสาวเรียลลิตี้ชื่อดังที่เพิ่งหย่าขาดกับ"คริส ฮัมฟรีย์"อดีตสามีมาได้ยังไม่ทันเสร็จสิ้นกระบวนการหย่า มาตอนนี้เจ้าตัวฝันถึงโครงการแต่งงานรอบใหม่แล้ว ตั้งใจจะจัดแบบเงียบๆเน้นส่วนตัวไม่อลังการงานสร้างเหมือนที่ผ่านมา

คิม คาร์เดเชียน ม่ายสาวชื่อดังที่เพิ่งประกาศหย่าขาดกับคริส ฮัมฟรีย์ สามี 72 วันของเธอไปไม่นานนี้ ได้ออกมาเผยรายละเอียดเกี่ยวกับแผนแต่งงานครั้งใหม่ของตนเอง ที่คาดว่าเจ้าบ่าวคงไม่พ้นหนุ่ม คานเย เวสต์ ซึ่งเจ้าตัวระบุว่าต้องการเน้นความเป็นส่วนตัวจริงๆ

โดยเธอเผยกับนิตยสาร Tatler ว่า "มันเป็นความฝันของฉันมาตลอดเลยค่ะว่าอยากมีงานแต่งงานใหญ่ๆ และพอคนพูดว่าฉันจัดงานเวอร์สุดๆไปเลยในรายการเรียลลิตี้ นั่นแหละค่ะฉันเอง ฉันเป็นตนเวอร์ แต่ว่าสำหรับครั้งต่อไป ฉันอยากจัดที่เกาะมีแค่เพื่อนๆและครอบครัวแค่นั้นพอ"

คิม และ คานเย เพิ่งตกลงคบหาดูใจกันมาได้เพียง 7 เดือน แต่คิม ก็กล่าวยอมรับกับนิตยสารขณะให้สัมภาษณ์ว่า มันเป็นความรักที่แท้จริงที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต

แม้ทั้งคู่จะเริ่มจากการเป็นเพื่อนกันมายาวนาน เมื่อมาคบหากันในฐานะคนรักเธอยอมรับว่า บางครั้งการที่เคยเป็นเพื่อนกับคานเยช่วยให้ความสัมพันธ์ยาวนานแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมด้วย "มันดีมากเลยนะที่มีเพื่อนสนิทมาอยู่ในเกมที่เข้าใจในทุกๆเรื่องทุกๆสิ่งที่คุณจะต้องเผชิญและต้องผ่านมันไปให้ได้"


สีทอง





ดาราสาวชาวเกาหลีใต้ “จอนจีฮยอน” โชว์ความสวยแบบไร้ที่ติอีกครั้ง ในชุดราตรีผ้าไหมสีนู้ด ที่เปิดโอกาสให้เธอได้เผยรูปร่างอันสวยงาม ในผลงานภาพนิ่งจากโฆษณาชิ้นล่าสุด

จอนจีฮยอน ได้รับเลือกให้เป็นนางแบบแบรนด์ Illy ของ Amore Pacific คนล่าสุด ซึ่งเจ้าของสินค้าได้เปิดเผยภาพโฆษณาชิ้นนี้ให้ดูกันแล้ว โดยดาราสาววัย 30 ปี ได้อวดโฉมในชุดเดรสเซ็กซี โชว์เรียวขาสวยๆ นอกจากนั้น ชุดที่เข้ารูปยังทำให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งของเธอ ที่แทบจะเรียกได้ว่าสวยสมบูรณ์แบบด้วย

โดยตัวแทนของ Amore Pacific ได้กล่าวถึงการตัดสินใจร่วมงานกับดาราสาวซูเปอร์สตาร์ว่า เกิดขึ้นเพราะหนังเรื่องล่าสุดของเธอนั่นเอง “เราเห็น จอนจีฮยอน ในหนังเรื่องล่าสุด The Thieves ที่ถือเป็นการพลิกบทบาทของเธอเลย เราจึงตัดสินใจเลือกให้มาเป็นนางแบบโฆษณาสินค้า ที่จะเน้นไปที่การมีสุขภาพดี และรูปร่างอันวิเศษสุด”

เรียกได้ว่า หลังโด่งดังจากหนัง My Sassy Girl และ Il Mare เมื่อหลายปีก่อน จอนจีฮยอน กลายเป็นนักแสดงแถวหน้าของเกาหลีใต้มาตลอดร่วม 10 ปี อย่างไรก็ตาม ระยะหลังผลงานของเธอกลับไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก แม้แต่การโกอินเตอร์ไปรับงานที่ฮอลลีวูด ไม่ว่าจะเป็นหนัง Snow Flower and the Secret Fan และ Blood: The Last Vampire ก็ไม่ได้ทำให้เธอโด่งดังเท่ากับผลงานในยุคแรกๆ

แต่ในปีนี้เองที่ จอนจีฮยอน สามารถกลับมาโด่งดังได้อีกครั้ง หลังเข้าพิธีวิวาห์กับแฟนหนุ่มไปเมื่อกลางปี ด้วยหนังเรื่องล่าสุด The Thieves ผลงานแนวแอกชันโจรกรรมที่ตอนนี้กลายเป็นหนังที่ลบสถิติทำเงินสูงสุดในเกาหลีใต้ไปแล้ว ซึ่งล่าสุดยังมีข่าวว่าผลงานเรื่องต่อไป Berlin ที่มี ฮาจองวู, เรียวซึงบอม และ ฮองซอกคยู ร่วมแสดงก็ได้ปิดกล้องไปเป็นที่เรียบร้อย เหลือแต่รอการเข้าฉายต่อไป


สีทอง



"คริส บราวน์"นักร้องหนุ่มชื่อดังที่เคยก่อคดีชกหน้า"รีฮันนา"จนต้องเลิกรากันไป ล่าสุดทั้งคู่ได้กลับมาคบหากันอีกครั้งส่งให้"คริส บราวน์"ต้องทิ้งแฟนสาวคนปัจจุบันที่กำลังคบอยู่ไป ล่าสุดมีวิดีโอเผยคำสารภาพเข้าตัวยอมรับอยากเก็บเธอไว้ทั้งสองคน

คริส บราวน์ นักร้องหนุ่มชื่อดังถูกถ่ายวิดีโอคำสารภาพความในใจของตนเองขณะกำลังเมา โดยเปิดใจเกี่ยวกับความรู้สึกที่ตนเองนั้นรักผู้หญิงพร้อมกันสองคนทั้งรีฮันนา และ คาร์รูเช ทราน

โดยวิดีโอดังกล่าวได้มีการเผยแพร่ผ่านทาง Vimeo.com และในทวิตเตอร์ของคริส บราวน์ ซึ่งอัพขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เขายืนยันเมื่อวันพฤหัสฯที่ผ่านมาว่าเขาได้เลิกรากับคาร์รูเช ทราน แล้วเพื่อที่จะได้กลับไปสานสัมพันธ์อีกครั้งกับ รีฮันนา

โดยคริส บราวน์ ยอมรับในวิดีโอว่าเขารู้สึกมึนๆหลังจากปาร์ตี้กันมา ก่อนจะเปิดปากพูดถึงเรื่องรักสามเส้าของตนเอง

"เราสนุกกันมากที่คลับ ผมเมานิดหน่อยงั้นผมจะขอพูดแบบตรงไปตรงมาล่ะนะ ทุกคนไม่เข้าใจตัวตนจริงๆของคริส บราวน์หรอก ดังนั้นผมเลยแค่อยากขอพูดแบบตรงๆซื่อสัตย์ต่อทุกคน ผมค่อนข้างเครียดนะ...มันไม่ใช่เรื่องดนตรี ผมรักแฟนๆของผม"

"แต่มันแค่เป็นเรื่องที่ เวลาที่คุณได้แชร์อดีตกับใครสักคนจากนั้นคุณก็ค่อยๆตกหลุมรักกับใครคนนั้น มันเป็นอะไรที่ยากนะ มันเหมือนกับว่า เรากำลังรักใครสองคนพร้อมๆกันหรือเปล่า? ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นไปได้ไหม แต่สำหรับผม ผมก็แค่รู้สึกแบบนั้น"

"คุณอาจจะรู้สึกแบบว่า ไอ้นี่มันกำลังพูดบ้าไรอยู่วะเนี่ย? แต่ผมพูดจริงๆ ผมไม่อยากทำร้ายทั้งคู่ หรือแม้แต่ตัวผมเอง ผมพยายามไม่ทำตัวเป็นพวกเจ้าชู้หลายใจ แม่ผมไม่ได้เลี้ยงดูผมมาแบบนั้น ดังนั้นมันเลยแบบ ผมทำไม่ได้ มันมากเกินไป เยอะนะ...ชีวิตของคริส บราวน์"

อย่างไรก็ตาม หลังมีรายงานข่าวออกมาก่อนหน้านี้ว่า รีฮันนา ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากบรรดาแฟนๆของเธอเกี่ยวกับการกลับมาคืนดีกันอีกครั้งระหว่างเธอกับคริส บราวน์ แต่เธอก็ได้โต้ตอบกลับโดยทวีตข้อความบอกแฟนๆผู้หวังดีของเธอทุกคนว่า "ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของคนอื่น...แต่มันเป็นเรื่องของฉันกับที่รัก!"

ทางด้านคาร์รูเช แฟนสาวอีกรายที่เพิ่งอกหักถูกทิ้งอย่างไม่ทันตั้งตัวก็ได้เผยถึงความรู้สึกเจ็บช้ำของตนเองลงในทวิตเตอร์ด้วยว่า "ทั้งหมดที่ฉันจะพูดคือ...อย่ามาปั่นหัวเล่นกับความรู้สึกที่แท้จริงของคนอื่น คุณไม่มีสิทธิ์!"


สีทอง


เผยโฉมออกมาแล้วสำหรับภาพของของ “นิโคล คิดแมน” กับการสวมบทบาทเป็น “เจ้าหญิงเกรซ” ในหนัง Grace of Monaco ที่จะเล่าเรื่องช่วงเวลาสำคัญในชีวิตของพระองค์ ที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาทางการเมืองของประเทศ

ผู้สร้างได้เปิดเผยภาพแรกของ นิโคล คิดแมน กับการสวมบทบาทเป็น เกรซ เคลลี นักแสดงระดับตำนานของฮอลลีวูด ที่เข้าพิธีเสกสมรสกับ “เจ้าชายแห่งโมนาโก” เป็นตำนานรักยิ่งใหญ่อีกบทแห่งฮอลลีวูด ในผลงานของผู้กำกับชาวฝรั่งเศส โอลิเวอร์ ดาฮาน และมี ปิแอร์-อังเกอ เลอ โปแกม เป็นอำนวยการสร้าง ซึ่งได้เริ่มต้นถ่ายทำไปเรียบร้อยแล้ว เพื่อเข้าฉายภายในปี 2014

เรียกว่า หลังเพิ่งสวมบทบาทสาวใหญ่กร้านโลก ใน The Paperboy ไปหมาดๆ ในผลงานชิ้นนี้ คิดแมน จึงได้กลับมาสวยสง่าดูสูงส่งอีกครั้ง ซึ่งนอกจากเธอแล้ว หนังยังจะมี พาซ เวกา, พาร์เกอร์ โฟซี, ทิม ร็อธ, แฟรง แลงเจลลา, โรเจอร์ แอชตัน-กริฟฟิธส์, โรเบิร์ต ลินด์เซย์ และ เจอราดีน ซอมเมอร์วิล ร่วมแสดงด้วย

ตามคำอธิบายของผู้สร้าง Grace of Monaco ไม่ได้เป็นหนังชีวประวัติประเภทที่เล่าเรื่องราวในชีวิตของ เกรซ เคลลี โดยละเอียด แต่หนังเลือกที่จะพูดถึงชีวิตในช่วงปี 1961-1962 ที่ในตอนนั้นอดีตนักแสดงฮอลลีวูดเจ้าของสองรางวัลออสการ์ ได้ผ่านการเป็นเจ้าหญิงเกรซมาแล้วถึง 6 ปี และต้องมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง รวมถึงช่วยเหลือโมนาโก ที่กำลังมีปัญหากับประเทศฝรั่งเศส และสุ่มเสี่ยงจะเกิดการรัฐประหารขึ้น โดยผู้สร้างเปรียบเทียบอารมณ์ของหนังเรื่องนี้ว่าจะใกล้เคียงกับหนังรางวัลออสการ์ King's Speech ของอังกฤษ

Grace of Monaco จะสร้างจากบทของ อราช อเมล ซึ่งเป็นบทภาพยนตร์ที่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับบทหนัง Black List ของฮอลลีวูดเมื่อปี 2011 ซึ่งหมายถึงบทหนังประเภทที่ถือว่ามีความน่าสนใจ และศักยภาพ แต่กลับยังไม่มีการหยิบนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เสียที

สำหรับ นิโคล คิดแมน วัย 45 ปี ยังคงรับงานที่น่าสนใจในบทบาทการแสดงอันหลากหลายต่อไป หลังจากเพิ่งจะรับเล่นบทอันร้อนแรงในผลงานเรื่อง The Paperboy ของ ลี แดเนียลส์ ที่สร้างความฮือฮาในเทศกาลหนังเมืองคานส์ ที่ผ่านไปแล้ว ในเร็วๆ นี้ แฟนๆ ยังจะได้พบกับเธอในบทแม่ผู้มีปัญหาภาวะจิตใจไม่มั่นคงใน Stoker ของ ปาร์คชานวุก และสวมบทบาทเป็นภรรยาของ อิริค โลแม็กซ์ (คอลิน เฟิร์ธ) เจ้าหน้าที่ของอังกฤษในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งถูกกองทัพญี่ปุ่นจับตัว และส่งให้ไปทำงานสร้างทางรถไฟในชายแดนไทย-พม่า ในหนัง The Railway Man ที่สร้างจากหนังสือของ โลแมกซ์ เอง


สีทอง




เริ่มต้นขึ้นแล้วสำหรับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ครั้งที่ 17 ที่มีนักแสดงจากทั้งเกาหลีใต้ และคนดังต่างชาติ มาร่วมเดินพรมแดงเปิดงานมากมาย แต่สุดท้ายกลายเป็นดาราสาว “แบโซอึน” ที่ขโมยซีน เรียกความสนใจได้มากที่สุด กับชุดราตรีเปลือยแผ่นหลังและโชว์หน้าอกสุดเซ็กซีที่กลายเป็นดาวเด่นแบบเดียวกับ “โออินเฮ” เมื่อปีที่แล้ว

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน คือ หนึ่งในอีเวนต์สำคัญของวงการภาพยนตร์เอเชียในแต่ละปี ที่จะมีทั้งหนังดังๆ มาเปิดตัว และดารานักแสดงมากมายมาร่วมงานกัน ซึ่งเทศกาลภาพยนตร์ปูซานครั้งที่ 17 ประจำปี 2012 ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วเมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา

โดยดารานักแสดงแดนโสมต่างตบเท้ามาร่วมงานกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ฮันกาอิน, แจจุง, คิมอาจอง, จางดองกัน, ปาร์คชินเฮ, มุนกึนยอง นอกจากนั้น ยังมีคนดังจากต่างแดน ไม่ว่าจะเป็น เทเรซา พาลเมอร์, จางป๋อจือ, เหลียงเจียฮุย และกัวะฟู่เฉิง มาร่วมเดินพรมแดงด้วย

ซึ่งงานในวันนั้นยังมีนักแสดงรุ่นใหญ่ชาวเกาหลีใต้ อานซึงกิ กับดาราสาวชาวจีน ทังเว่ย ร่วมเป็นพิธีกร โดยจะมีหนังถึง 304 เรื่อง จาก 75 ประเทศฉายโชว์ใน 75 โรงภาพยนตร์ไปจนถึงวันที่ 13 ต.ค.

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางดาราดังมากมาย กลับเป็นนักแสดงสาวที่ไม่ได้โด่งดังอะไรมากนักอย่าง แบโซอึน ที่ขโมยซีน เป็นดาวเด่นของค่ำคืนในวันนั้น ชนิดใครๆ ก็พูดถึงกัน ด้วยชุดราตรีสีนู้ด ที่ว่ากันว่า มีราคาถึง 4 ล้านวอน (1 แสนบาท) อันแสนเซ็กซีเปิดเปลือยแผ่นหลัง และโชว์ด้านหน้า โดยเฉพาะบริเวณส่วนหน้าอก ที่ทำให้ใครๆ ก็สนใจในตัวเธอ

ตามข้อมูล แบโซอึน เป็นนักเรียนของโรงเรียนศิลปะเกาหลี มีความสามารถด้านการเต้นรำประจำชาติ และโยคะ ซึ่งเธอมางานเทศกาลหนังครั้งนี้ในฐานะตัวแทนของผลงานเรื่อง Doctor โดยหลังเธอปรากฏโฉมบนพรมแดงเมื่อคืนวันที่ 4 ต.ค.ชาวเกาหลีก็ตั้งฉายา แบโซอึน ให้เป็น โออินเฮ คนใหม่โดยทันที หลังจาก โออินเฮ คนนี้เคยสร้างความฮือฮาแบบเดียวกัน ในเทศกาลหนังเมืองปูซาน ครั้งที่ 16 เมื่อปีก่อน กับชุดสีส้มเปิดหน้าอก ที่ทำให้เธอโด่งดังขึ้นมาในช่วงเวลาข้ามคืน
สีทอง


ดาราสาวชาวจีน “หลิวอี้เฟย” ที่โด่งดังมาพร้อมๆ กับภาพความน่ารักสดใสบริสุทธิ์ กล่าวในการให้สัมภาษณ์หลังหนังเรื่องล่าสุดเข้าฉาย ว่า เธอพร้อมเล่นฉากนู้ดเปิดเผยเนื้อหนังได้เช่นเดียวกัน ไม่ใช่คนขี้อายใสซื่ออย่างที่ทุกๆ คนชอบมองกัน

หลิวอี้เฟย ยืนยันว่า เธอไม่ได้เป็นสาวหัวโบราณ เรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้ อย่างที่หลายๆ คนเชื่อกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผลงานเรื่องล่าสุด The Assassins ภาพยนตร์แนวอิงประวัติศาสตร์ที่เล่าเรื่องย้อนไปในยุคสมัย 3 ก๊ก ที่ดาราสาวผู้โด่งดังจากบท เซียวเหล่งนึ่ง จะได้โชว์ผิวขาวๆ สวยๆ ที่เธอบอกว่าเต็มใจ สำหรับการแสดงฉากทำนองนี้แน่นอน

“ฉันคิดว่าตัวเองเป็นคนที่เข้มแข็งนะคะ ถึงมีบางจังหวะที่ฉันดูเป็นคนขี้อาย แต่มันก็เป็นแค่บางช่วงเท่านั้น จริงๆ แล้วฉันเป็นคนเปิดเผยพอสมควรเลย” หลิวอี้เฟย วัย 25 ปี กล่าว “ผู้กำกับกลัวว่าฉันจะเกรงกับฉากนี้ ... แต่ฉันรู้ตัวดีค่ะ ว่าจะไม่ใครมามีอิทธิพลเหนือเราได้”

ดาราสาวที่เคยร่วมงานกับทั้ง เจ็ต ลี และ เฉินหลง ใน The Forbidden Kingdom มาแล้ว จะได้ประชันบทบาทกับ โจวเหวินฟะ ในผลงานเรื่องนี้ ที่เธอต้องสวมบทบาทถึง 2 ตัวละคร ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ เตียวเสี้ยน สตรีผู้มีบทบาทต่อความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยนั่นเอง อย่างไรก็ตามบทบาทหลักของเธอในหนังเรื่องนี้ คือ ตัวละครที่ชื่อว่า “หลิงจู” หญิงสาวผู้ได้รับการฝึกฝนให้เป็นนักฆ่า สำหรับภารกิจสำคัญ

เช่นเดียวกับหนังหลายเรื่องในยุคนี้ หากหนังไปได้สวย The Assassins ก็จะได้ทำภาคต่อ ซึ่งผู้สร้างวางแผนไว้ว่าหนังจะสามารถเล่าเรื่องครบถ้วนสมบูรณ์ใน 3 ภาค โดยหนังว่าด้วยเรื่องราวของตัวละครหนุ่มสาว (ฮิโรชิ ทามากิ กับ หลิวอี้เฟย) ที่ได้รับภารกิจให้ลอบสังหาร โจโฉ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคสมัย ที่สร้างอิทธิพลในแผ่นดินมากขึ้นมาเรื่อยๆ

สีทอง


หลังออกวางจำหน่ายมาได้ 6 วัน หนังสือเล่มใหม่ของ “เจ.เค.โรวลิง” ทำยอดขายไปได้อย่างน่าพอใจสำหรับสำนักพิมพ์ แม้ตัวเลขที่ออกมาจะห่่างไกลจากผลงานเก่าๆ ของเธอที่ชื่อว่า Harry Potter อยู่หลายเท่าตัวก็ตาม

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา สำนักพิมพ์ Little, Brown and Company แถลงอย่างเป็นทางการว่า The Casual Vacancy ผลงานเล่มใหม่ของ เจ.เค.โรวลิง สามารถทำยอดขายหลังวางตลาดมาได้ 6 วัน 375,000 ก๊อบปี้ เป็นยอดขายที่รวมทั้งฉบับปกแข็ง, ยอดในฉบับออนไลน์ และหนังสือเสียง ทำให้หนังสือเล่มนี้เป็นงานเขียนที่ขายได้เร็วที่สุดในปี 2012 เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม กระแสตอบรับของหนังสือเล่มนี้คงไม่สามารถเทียบกับงานเขียนเล่มเก่าๆ ของ เจ.เค.โรวลิง ได้ เพราะหากจะพูดถึงผลงานเล่มก่อนหน้านี้ ซึ่งก็คือหนังสือเล่มสุดท้ายในชุดพ่อมดน้อย แฮร์รี พอตเตอร์ Harry Potter and the Deathly Hallows ซึ่งออกขายเมื่อปี 2007 นั้น สามารถทำยอดขายชนิดถล่มทลายเฉพาะในสหรัฐฯ 8 ล้านเล่ม ภายในการขาย 24 ชั่วโมงแรกเท่านั้น

The Casual Vacancy หนังสือที่ทางสำนักพิมพ์ระบุว่า จะเป็นเรื่องราว “ตลกหดหู่” ที่ว่าด้วยการเลือกตั้งสภาเมือง ในชุมชนอันแปลกประหลาดแห่งหนึ่งของอังกฤษ เป็นนิยายเล่มแรกของ เจ.เค.ที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มผู้อ่านวัยผู้ใหญ่ โดยหนังสือได้รับเสียงวิจารณ์ที่ค่อนข้างก่ำกึ่งทั้งในแง่บวกและแง่ลบ อย่างไรก็ตาม หนังสือก็ยังสามารถขึ้นไปถึงอันดับ 1 ของ Amazon.com ทันทีที่ออกจำหน่าย
pden2518
เข้ามาอ่านครับท่าน. dj.gif
สีทอง







รียกว่าดังอย่างต่อเนื่องจริง ๆ สำหรับสาว "มิลา คูนิส" หลังมีผลงานประสบความสำเร็จในช่วงซัมเมอร์ไปแล้วล่าสุดดาราวัย 29 ปี ยังได้รับเลือกจากนิตยสารดังให้เป็นผู้หญิงเซ็กซีที่สุดแห่งปี 2012 ด้วย

หลังเพิ่งได้ร่วมแสดงใน Ted หนังตลกแห่งปีไปหมาด ๆ มิลา คูนิส ยังมีผลงานรอเข้าฉายอีกหลายเรื่องในปีหน้า ขณะที่เรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับพระเอกหนุ่มหล่อ แอชตัน คุชเชอร์ ก็ยังอยู่ในความสนใจ ล่าสุดดาราสาววัย 29 ปี ยังได้รับเลือกจากนิตยสาร Esquire ให้เป็นสาวที่เซ็กซีที่สุดในปีนี้อีกด้วย

นอกจากได้ตำแหน่งดังกล่าว คูนิส ยังมาปรากฏตัวบนหน้าปกของนิตยสารฉบับเดือน พ.ย. กับกางเกงขายาวฟิต ๆ และอวดแผ่นหลังอันเย้ายวน รวมถึงภาพเซ็กซีในเล่ม ที่เรียกว่าเป็นธรรมชาติ และไม่ได้มีการปรุงแต่งอะไรมากมายนัก

เมื่อลองย้อนกลับไปในปีที่ผ่าน ๆ มา มินกา เคลลี, รีฮันนา และ เคท เบคกินเซล คือสาวสวยที่ได้รับตำแหน่งเดียวกันนี้มาแล้ว จนกระทั่งมาเป็น คูนิส ในปีนี้ ที่เธอกล่าวถึงการถูกยกย่องครั้งนี้ ว่าเธอจะไม่ยอมให้สายตาของคนอื่น มาบงการชีวิตของตัวเองแน่นอน

"การที่คุณจะเป็นใครในวงการนี้ มันก็ขึ้นอยู่กับว่านักวิจารณ์, ผู้กำกับ หรือนักแสดงคนอื่นพูดถึงคุณว่ายังไงกันบ้าง คนจะเริ่มเชื่อกันแบบนั้น และหลาย ๆ คนก็พยายามเป็นในสิ่งที่คนอื่นอยากให้เป็น ซึ่งสำหรับตัวของฉันเองพยายามที่จะแยกชีวิตของตัวเองออกเป็นสองภาคค่ะ ฉันเองคิดภาพตัวเองทำงานอื่นไม่ออกเหมือนกัน แต่สำหรับเรื่องงาน ฉันจะปล่อยให้มันเป็นเพียงเรื่องงานเท่านั้น ฉันคิดว่าถ้าเราปล่อยตัวไปกับคำยกยอพวกนั้นมากเกินไป ก็จะลงเอยต้องสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป"
สีทอง

ดาราสาวชาวจีนยังคงใช้มาตรการทางกฏหมาย ปกป้องตัวเองในกรณีข่าวอื้อฉาวที่ลือกันว่าเธอยอมพลีกายเพื่อแลกกับเงินของบรรดาอภิมหาเศรษฐี และนักการเมืองคนใหญ่คนโต โดยทนายความส่วนตัวของ "จางจื่ออี๋" ได้ยืนยันถึงการยื่นเอกสารฟ้องร้อง สื่อที่ตั้งอยู่ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้เริ่มต้นเผยแพร่ข่าวลือดังกล่าวเป็นเจ้าแรก

จางจื่ออี๋ ผู้โด่งดังจากหนัง Crouching Tiger, Hidden Dragon ได้ตัดสินใจยื่นเอกสารฟ้องร้องที่ศาลลอสแอนเจลิส เพื่อเอาผิดกับสำนักข่าวที่ชื่อว่า Boxun News ที่ตั้งอยู่ในนอร์ธแคโรไลนา, สหรัฐอเมริกา เป็นสื่อที่นำเสนอข่าวภาษาอังกฤษ และจีน ซึ่งเป็นผู้เริ่มแพร่ข่าวฉาวเกี่ยวกับตัวเธอ ที่ดาราสาวคนดังยืนยันว่าเป็นข่าวเท็จ 100%

"จุดเริ่มต้นของประเด็นการใส่ร้ายทำลายชื่อเสียง จางจื่ออี๋ ครั้งนี้ เผยแพร่ออกมาโดย Boxun News" อดัม เลอเบอร์ธอน ตัวแทนทางกฏหมายของนักแสดงสาวคนดังกล่าวกับ AFP เพื่อยืนกรานว่า จางจื่ออี๋ ไม่ได้รู้จักเกี่ยวข้องกับ ป๋อซีไหล นักการเมืองผู้อื้อฉาวที่ว่ากันว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเธออย่างแน่นอน "Boxun News ตีพิมพ์ข่าวดังกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า กับการกล่าวหาว่า จางจื่ออี๋ ค้าบริการทางเพศ ทั้ง ๆ ที่เธอไม่รู้จักกับเขา, ไม่เคยพบ ไม่เคยมีอะไรยุ่งเกี่ยวกับเขาเลยแม้แต่น้อย"

โดยศาลระบุนัดหมายการให้ข้อมูลครั้งต่อไป ว่าจะเป็นในวันที่ 16 ต.ค. และ 16 พ.ย. แต่ยังไม่มีการกำหนดวันพิจารณาคดีออกมา ซึ่งทางทนายความระบุว่า จางจื่ออี๋ จะมาที่ศาลหากจำเป็นเท่านั้น "เธอจะมาที่นี่แน่นอน แต่คงจะไม่มาปรากฏตัวในขั้นตอนก่อนพิจารณาคดีแต่อย่างใด"

ก่อนหน้านี้ในเดือน มิ.ย. จางจื่ออี๋ ได้ตัดสินใจดำเนินการทางกฏหมายกับหนังสือพิมพ์ Apple Daily และ Next Magazine ในฮ่องกงไปเรียบร้อยแล้ว หลังสื่อทั้งสองเจ้าอ้างข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ ในรายงานข่าวที่ว่าเธอมีพฤติกรรมเป็นโสเภณี มีสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลจีน โดยในบทความที่ตีพิมพ์ใน Apple Daily เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ถึงกับระบุว่า จางจื่ออี๋ เป็น "โสเภณี" ที่มีสัมพันธ์กับ ป๋อซีไหล และมหาเศรษฐี สวีหมิง หลายครั้ง แลกกับเงินก้อนโต

AFP ระบุว่าขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อกับทาง Boxun News ได้เพราะเบอร์โทรศัพท์ที่ระบุเอาไว้ในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสำนักข่าวดังกล่าวดูเหมือนว่าจะใช้งานไม่ได้ โดย Boxun News ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2000 ด้วยจุดประสงค์ที่ต้องการนำเสนอข่าวจีนที่น่าเชื่อถือ และ ทำหน้าที่สื่อสารมวลชนด้วยความอิสระ


สีทอง


เปิดเผยออกมาแล้วสำหรับผู้ที่จะมาทำหน้าที่พิธีกรของงานแจกรางวัล “ออสการ์” ครั้งต่อไป ที่จะจัดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า ว่า จะเป็นหนุ่ม “เซ็ธ แม็คฟาร์แลน” ผู้โด่งดังจากหนังสุดฮิต Ted นั่นเอง

เซ็ธ แม็คฟาร์แลน คือ ผู้อยู่เบื้องหลังหนังตลกสุดฮิตประจำปี Ted ที่ว่าด้วยเจ้าตุ๊กตาหมี ที่มีชีวิตขึ้นมา และเติบโตไปพร้อมกับผู้เป็นเจ้าของ จนกลายเป็นหมีสุดเกรียนที่พ่นคำหยาบ, อัดบุหรี่ หรือดื่มเหล้าได้อย่างหน้าตาเฉย ซึ่งเขาทั้งเขียนบท, อำนวยการสร้าง, กำกับ และให้เสียงพากย์เป็น “เท็ด” ด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตาม งานที่สร้างชื่อให้กับเขาอย่างแท้จริง ก็คือ ผลงานทางโทรทัศน์ โดยเฉพาะรายการประเภทตลก กับการอยู่เบื้องหลังซีรีส์ดังๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น The Cleveland Show, American Dad และการ์ตูน Family Guy ที่เขารับเหมาทั้ง เขียนบท, อำนวยการสร้าง และพากย์เสียงเป็นหลายตัวละครเช่นเดียวกัน

ถือว่าเป็นเรื่องผิดคาด และน่าตื่นเต้นไม่น้อยสำหรับการเลือก แม็คฟาร์แลน ให้มารับหน้าที่ดังกล่าว เพราะเขาคนนี้ไม่เคยมีประสบการณ์เป็นพิธีกรงานแจกรางวัลใดๆ มาก่อน อย่างไรก็ตามการไปเป็นพิธีกรพิเศษให้กับรายการสด Saturday Night Live ก็ทำให้หลายคนเชื่อว่าสุดท้ายค่ำคืนของออสการ์ ไม่น่าจะยากเย็นเกินไปสำหรับหนุ่มวัย 38 ปีคนนี้

ก่อนหน้านี้ สำหรับตำแหน่งพิธีกรในแต่ละปี ออสการ์มักจะมองไปที่ผู้คนในวงการภาพยนตร์ก่อน ไม่ว่าจะเป็น บิลลี คริสตัล, ฮิวจ์ แจ็คแมน, สตีฟ มาร์ติน, วูปี โกลด์เบิร์ก หรือกระทั่งดาวรุ่งแห่งวงการหนังอย่าง เจมส์ แฟรงโก และ แอน แฮทธาเวย์ ขณะที่คนดังจากวงการโทรทัศน์อย่าง เดวิด เลตเตอร์แมน เรียกว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิงกับการทำหน้าที่พิธีกรออสการ์

อย่างไรก็ตาม ยังมี เอลเลน เดอเจเนเรส, คริส ร็อค หรือ จอน สจ๊วร์ต ที่มีผลงานทั้งทางโทรทัศน์ และภาพยนตร์ ซึ่ง แม็คฟาแลนด์ ก็น่าจะเข้ากลุ่มเดียวกันกับพิธีกรเหล่านี้ได้ เพราะแม้จะมีงานหนังไม่กี่เรื่อง แต่ความสำเร็จอย่างมหาศาลของ Ted ที่กวาดเงินทั่วโลกไปแล้ว 434 ล้านเหรียญ ก็ทำให้ แม็คฟาแลนด์ มีภาพของคนในวงการหนังเต็มตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดย แม็คฟาร์แลน กล่าวผ่านแถลงการณ์ถึงการทำหน้าที่บนเวทีออสการ์ ว่า “มันเป็นความตื้นตันอย่างแท้จริงครับ สำหรับสิทธิพิเศษที่ผมได้รับการติดต่อให้ทำหน้าที่เป็นพิธีกรออสการ์ สิ่งที่ผมคิดหลังได้ยินข่าว ก็คือ หนึ่ง ผมจะทำอย่างสุดความสามารถ เพื่อไปให้ถึงมาตรฐานที่สูงอยู่แล้วของพิธีกรที่ทำหน้าที่ในครั้งก่อนๆ และสอง หวังว่า พวกเขาคงไม่รู้นะว่าผมเคยเป็นพิธีกรรายการ Comedy Central Roasts ตอนที่ ชาร์ลี ชีน เป็นแขกรับเชิญมาก่อน” แม็คฟาร์แลน หยอดมุขที่ว่าเขาเคยไปเป็นพิธีกรพิเศษ ในรายการที่เปิดโอกาสให้นักแสดงฉาว ชาร์ลี ชีน เผาคนในวงการ จนมีเรตติ้งคนดูในวันนั้นถึง 6.4 ล้านคน

โดยงานมอบรางวัลของสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ครั้งต่อไป ที่ถือว่าเป็นครั้งที่ 85 กันแล้ว จะจัดขึ้นในวันที่ 24 ก.พ.2013 ซึ่งทุกคนก็แอบหวังว่าในงานวันนั้น เจ้าหมี เท็ด อาจได้มาร่วมเป็นแขกรับเชิญด้วย

สีทอง


ยอดนักแสดงแอ็กชันอดีตผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ออกมาเปิดเผยถึงความลับหลายๆ เรื่องในหนังสือเล่มใหม่ของตัวเอง รวมถึงความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับนักแสดงสาวคู่ขวัญในหนัง Red Sonja ทั้งๆ ที่ในช่วงนั้นเขาเองก็ได้คบหาดูใจกับ “มาเรีย ชไรเวอร์” อยู่แล้ว

ความลับของ “อาร์โนลด์”

ในการเปิดใจครั้งแรก หลังต้องแยกทางกับภรรยา อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ ยอมรับว่า เขามีความลับต่างๆ เก็บไว้ไม่ให้ภรรยารู้อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการเป็นคนที่ไม่ค่อยแสดงอารมณ์อะไรออกมาเท่าไหร่ ยิ่งทำให้การเก็บความลับจาก มาเรีย ชไรเวอร์ อดีตภรรยาเป็นเรื่องง่ายขึ้นไปอีก แต่นักบู๊รุ่นใหญ่ก็ยอมรับว่า การเก็บความลับต่างๆ ไว้นี่เอง ที่ทำให้สุดท้ายชีวิตครอบครัวของเขาต้องพังลง เมื่อเรื่องที่ว่าเขามีลูกชายนอกสมรส กับอดีตแม่บ้านเกิดแดงขึ้นมา

นอกจากเรื่องการนอกใจแล้ว ตลอด 25 ปีของการใช้ชีวิตด้วยกัน อาร์โนลด์ ยังบอกอีกว่า เขาพยายามไม่ให้ มาเรีย ได้รับรู้อะไร เกี่ยวกับเรื่องร้ายแรงบางเรื่อง อาทิ การเข้าผ่าตัดหัวใจ หรือกระทั่งเมื่อครั้งที่เขาตัดสินใจลงการเมือง กับการสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ มาเรีย ก็ได้รับรู้เมื่อทุกอย่างไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้แล้ว โดยนักแสดงเจ้าของบทคนเหล็ก บอกว่า ที่ทุกอย่างเป็นเช่นนั้น ก็เพราะตนเองกลัวว่าเธอจะมีปฏิกิริยากับเรื่องพวกนี้ และนำไปเล่าให้กับญาติสนิทมิตรสหายต่างๆ ทราบ ซึ่งสุดท้ายเรื่องก็อาจไปถึงหูของสื่อเร็วกว่าที่ควรจะเป็น

นอกจากจะเขียนบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ในหนังสืออัตชีวประวัติ Total Recall: My Unbelievably True Life Story แล้ว อาร์โนลด์ ยังไปให้สัมภาษณ์เปิดใจในหลายๆ เรื่องกับ รายการ 60 Minutes ด้วย เขายังยอมรับอีกว่า สุดท้ายการปกปิดความลับต่างๆ ได้กลายเป็นความไม่จริงใจ และไม่ซื่อสัตย์ ซึ่งทำร้ายให้คนที่ใกล้ชิดกับเขามากที่สุดต้องเจ็บปวด

“มันเป็นวิธีที่ผมใช้ ในการจัดการกันเรื่องต่างๆ ซึ่งมันก็ได้ผลมาตลอด แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ โดยเฉพาะสำหรับคนที่อยู่รอบตัวผม แต่ในบางครั้ง บางเรื่องผมก็อยากจะเก็บไว้กับตัวเองคนเดียว” อาร์โนลด์ กล่าวกับ เลสลีย์ สตาห์ล แห่ง 60 Minutes

นักแสดงซูเปอร์สตาร์ ที่เริ่มต้นอาชีพในฐานะชายงาม เจ้าของตำแหน่ง “มิสเตอร์ ยูนิเวิร์ส” ยังย้อนกลับไปสมัยที่เขาเริ่มแข่งเพาะกาย ว่า อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เขากลายเป็นคนที่ปิดบังความรู้สึกของตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะการแสดงอารมณ์ต่างๆ ออกมาเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับการประกวดชายงาม ซึ่งหากใครแสดงความรู้สึกอะไรออกมามากเกินไป ก็อาจเป็นสาเหตุของความพ่ายแพ้การแข่งขันในที่สุดได้ “ผมเลยกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้ชีวิตแบบการบังคับใจตัวเองไปเลย” อาร์โนลด์ กล่าว

“มาเรีย” ไม่เห็นด้วยลงการเมือง

แม้จะแยกทางกันไปแล้ว อาร์โนลด์ ยังคงยกย่อง มาเรีย ชไรเวอร์ ว่าเป็นทั้งคู่ชีวิต และเพื่อนที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในทุกวันนี้ แต่ก็ยอมรับว่า ในบางเรื่องที่ตนทำ เธอเองก็ไม่ได้สนับสนุนเต็มร้อย ไปเสียทั้งหมด

โดยเฉพาะเมื่อครั้งที่เขาตัดสินใจลงการเมือง อาร์โนลด์ บอกว่าแม้จะเตรียมตัว และเปรยถึงการลงเล่นการเมืองมาแล้วพักใหญ่ แต่เมื่อ 9 ปีก่อน เขาเลือกที่จะรอถึงโค้งสุดท้ายของวันรับสมัคร ในการยื่นของลงเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เพราะไม่อยากต้อง “เถียงกันแบบไม่รู้จบ” กับ มาเรีย ถึงเรื่องนี้ที่บ้าน

อาร์โนลด์ เปิดเผยว่า มาเรีย ชไรเวอร์ ไม่เห็นด้วยกับการลงเล่นการเมืองของเขาเลย แต่สุดท้ายก็ใจอ่อน หลังการโน้นน้าวของ ยูนิส ชไรเวอร์ มารดาของเธอ ที่เป็นแม่ยายของ อาร์โนลด์ ซึ่งดูจะให้การสนับสนุนความทะเยอทะยานทางการเมืองของลูกเขยเป็นอย่างดี

แม้แต่ในการลงเลือกตั้งสมัยที่ 2 อาร์โนลด์ ก็ไม่ได้บอกอะไรกับภรรยาอีกเช่นเดิม แต่ปล่อยให้เธอทราบเรื่องทางหนังสือพิมพ์พร้อมๆ กับประชาชนชาวแคลิฟอร์เนียโดยทั่วๆ ไป

ลูกนอกสมรส: ความลับที่ไม่อยากพูดถึง

อย่างไรก็ตาม ความลับที่ร้ายแรงที่สุดของ อาร์โนลด์ ก็คือ เรื่องลูกนอกสมรส ที่เกิดกับอดีตแม่บ้านของครอบครัว ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่ ไม่ได้เป็นความลับอีกต่อไปหลังเรื่องนี้ถูกรายงานในสื่อแทบทุกสำนัก และทำให้ชีวิตสมรสของเขาถึงทางตัน

สำหรับตัวของ มาเรีย ทราบเรื่องนี้ก่อนหน้านั้นแล้ว ในการเข้ารับการบำบัดเพื่อแก้ไขปัญหาชีวิตคู่ด้วยกัน ซึ่ง อาร์โนลด์ ได้สารภาพว่า เขามีลูกชายนอกสมรส ที่ชือว่า “โจเซฟ” อยู่อีกคน และอ้างว่า ที่ไม่เคยบอกเธอถึงเรื่องนี้มาก่อน ก็เพราะกลัวว่าการสารภาพจะทำให้ข่าว “แพร่กระจาย” ออกไปเรื่อยๆ

ในการให้สัมภาษณ์กับ 60 Minutes อาร์โนลด์ ยังอธิบายอีกว่าหลังจากมีสัมพันธ์กัน เขาก็ไม่เคยมีโอกาสได้พูดคุยกับ มิลเดรด แบนา อดีตแม่บ้านชู้รักของตัวเองคนนั้นอีกเลย จนกระทั่งเริ่มรู้สึกว่า เด็กชาย โจเซฟ ดูมีหน้าตาที่คล้ายเขามาก จึงทราบเรื่องดังกล่าว และเริ่มมอบเงินช่วยเหลือเลี้ยงดูลูกให้กับ แบนา “มันคล้ายๆ กับว่าผมพยายามเก็บเรื่องนี้เอาไว้ พูดกับตัวเองว่า “ไม่เป็นไรหรอก เราจะเก็บเรื่องนี้ไว้ จะรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองทำไปทั้งหมด”” อาร์โนลด์ กล่าว

ถึงตอนนี้เขายังปฏิเสธที่จะพูดว่า ณ ปัจจุบันความสัมพันธ์ของตัวเอง กับลูกชายวัย 15 ขวบ เป็นอย่างไรบ้าง และไม่อยากจะเอ่ยถึงความสัมพันธ์กับอดีตชู้รักด้วยเช่นเดียวกัน เพราะไม่อยากทำให้อดีตภรรยา และลูกๆ อีก 4 คนต้องเจ็บปวดอะไรอีกแล้ว “ผมไม่อยากจะรื้อฟื้นมันขึ้นมาอีก ไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้ เพราะนั่นไม่ได้ช่วยทำอะไรให้ใครขึ้นมาเลย ผมอยากจะปกป้องพวกเขาเท่าที่จะทำได้”

ความสัมพันธ์กับ “เรด ซอนยา”

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์กับแม่บ้าน ไม่ใช่การนอกใจครั้งแรกของ อาร์โนลด์ เพราะล่าสุดในหนังสือเล่มนี้ เจ้าตัวได้เปิดเผยว่าเขาเคยมี “ความสัมพันธ์อันร้อนแรง” กับนักแสดงหญิง บริเจ็ตต์ นีลเซน ระหว่างร่วมงานกันในหนังเรื่อง Red Sonja เมื่อปี 1985 ก่อนหน้าแต่งงาน 1 ปี แต่ตอนนั้นเขากับ มาเรีย ก็เริ่มต้นใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแล้ว

อย่างไรก็ตาม พระเอกนักบู๊รุ่นใหญ่ ยืนยันว่า ความสัมพันธ์ครั้งนั้นเกิดขึ้น และจบลงอย่างรวดเร็ว อันที่จริงแล้วมันทำให้เขารู้ตัวว่ารัก มาเรีย และอยากแต่งงานกับเธอมากแค่ไหนด้วยซ้ำไป

ก่อนหน้านี้ ฝ่ายของ นีลเซน เองก็เคยออกมากล่าวถึงความสัมพันธ์ของเธอกับอาร์โนลด์ ในหนังสือของตัวเองไปแล้วเช่นเดียวกัน โดยดาราจากหนัง Red Sonja บอกว่ามันเป็นความสัมพันธ์ที่รุนแรง อย่างไรก็ตาม ตอนนั้นเธอเองไม่ทราบมาก่อนว่าเขามีแฟนเป็นตัวเป็นต้นอยู่แล้ว โดยหลังเลิกรากันไป บริเจ็ตต์ นีลเซน ก็ไปพบรักกับเพื่อนซี้ของ อาร์โนลด์ อย่าง ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน แทน เป็นความรักที่จริงจังถึงขั้นแต่งงานแต่งการในปี 1985 ก่อนจะแยกทางกันไปในอีก 2 ปีหลังจากนั้น

ในการให้สัมภาษณ์กับ 60 Minutes อาร์โนลด์ ยังย้ำอีกครั้งว่า ครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา แต่สุดท้ายสมาชิกในครอบครัวกลับต้องมาเจ็บปวด และเสียใจ จากการกระทำของเขาเอง “นี่จะเป็นสิ่งที่ทำให้ผมต้องมองย้อนกลับไปอยู่เสมอ และพูดกับตัวเองว่า “ผมทำแบบนั้นไปได้ยังไง””


pden2518
เข้ามาอ่านครับ... happy.gif happy.gif
สีทอง




สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุชวนตะลึง เมื่อจระเข้ตัวหนึ่งที่กำลังหาปลาเป็นเหยื่อ ต้องกลับกลายเป็นเหยื่ออาหารกลางวันของเหยี่ยวสายสาแหลมคมตัวหนึ่ง ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมล่าสัตว์ที่ค่อนข้างประหลาดของเหยี่ยว ที่ปกติมันจะหาเหยื่อเป็นสัตว์เล็ก แต่กลับมาจรเข้น้อยเป็นเหยื่อในลุ่มน้ำไนล์ ก่อนจะทะยานขึ้นฟ้าพร้อมรางของจระเข้น้อย

ภาพดังกล่าวถูกบันทึกโดยนายมาร์ค เชอริแดน จอห์นสัน ที่บันทึกภาพเหตุการณ์ดังกล่าวในอุทยานแห่งหนึ่งในประเทศแทนซาเนีย เจ้าตัวบอกว่า นับเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นเหยี่ยวตะครุบเหยื่อเป็นจระเข้ ในรอบ 9 ปีที่เขาเป็นไกด์พาเที่ยวซาฟารี โดยเขาสามารถบันทึกภาพระทึกหายากดังกล่าว หลังจากมือไวเห็นภาพดังกล่าวที่เกิดขึ้นภายในช่วงไม่กี่วินาทีเท่านั้น
สีทอง


ตั๊ก มยุรา” ประกาศลาออกพิธีกร “ชิงร้อยฯ” แล้ว เหตุน้อยใจไม่มีบทบาท เผย “เสี่ยตา” ตกใจ เพราะตนไม่ได้แจ้งล่วงหน้า พูดแปลกบอกอีกฝ่ายคงไม่จ้างทำรายการอื่น เพราะรู้จักนิสัยดี ปัดไม่เกี่ยวข่าว “จุ๋ย” จะมาเสียบแทน แต่รับเพิ่งรู้ว่าจุ๋ยเซ็นสัญญาเวิร์คพอยท์ตอนลาออกมาแล้ว พร้อมเปรยกลัวว่าถ้าไม่ออก ก็คงจะถูกเชิญออกสักวัน ยันตนยังมีไฟ ใครอยากจ้างยินดีร่วมงาน ด้านเสี่ยตาถึงกับไม่ยอมมาร่วมงานเปิดตัวหนังสือของพิธีกรคู่บุญ

เป็นพิธีกรรายการชิงร้อยชิงล้าน คู่กับ “เสี่ยตา ปัญญา นิรันดร์กุล” มา 20 กว่าปี แต่มาวันนี้ “มยุรา เศวตศิลา” พิธีกรมากฝืมือ ได้ประกาศลาออกจากหน้าที่ดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเจ้าตัวได้เผยถึงการตัดสินใจครั้งนี้ ในงานเปิดตัวหนังสือ “มหัศจรรย์ชีวิต มยุรา เศวตศิลา” โดยแจกแจงว่า ตนได้คิดเรื่องนี้มานานกว่า 1 ปีแล้ว เหตุเพราะน้อยใจที่ไม่มีบทบาท ทุกวันนี้รู้สึกว่าตนเองเป็นเหมือนโลโก้ของรายการเท่านั้น พร้อมยอมรับด้วยว่า ไม่ได้บอกเสี่ยตาล่วงหน้า อัดรายการเสร็จก็เดินไปลากันหลังเวทีเลย ทำเอาอีกฝ่ายตกใจและพูดไม่ออก ทั้งนี้ พิธีกรรุ่นเก๋าได้พูดถึงหนังสือเล่มล่าสุดของตัวเองว่า...

“หนังสือเล่มนี้จะรวบรวมเรื่องราวของปัญหาที่เกิดขึ้น จะแก้ปัญหาให้ผ่านไปได้ยังไง วิธีการคิด วิธีการบริหารเงิน ใช้เวลาหนึ่งปีในการเรียบเรียง ซึ่งครั้งนี้พิมพ์ภายใต้สำนักพิมพ์ของตัวเองชื่อว่า มยุรา สำนักพิมพ์ หุ้นส่วนก็มีสามีกับพี่ชาย หลังจากนี้ คงจะมีผลงานเขียนออกมาเรื่อยๆ ทั้งของตัวเองและคนอื่นๆ ด้วย สำหรับรายได้ส่วนหนึ่งมอบให้มูลนิธิกาญจนบารมี มูลนิธิสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท และ มูลนิธิเกี่ยวกับผู้หญิงซึ่งกำลังดูอยู่”

ส่วนกรณีลาออกจากพิธีกรชิงร้อยชิงล้าน เจ้าตัวได้เผยหมดใจว่า...
“ถามว่าตัดสินใจนานไหม บอกกับ คุณปัญญา (นิรันดร์กุล) เมื่อวันพฤหัสฯ เข้าสู่วันศุกร์ ที่ผ่านมา ตอนเวลาตีหนึ่ง พอดีอัดรายการเสร็จก็ลาคุณปัญญาหลังเวทีเลย ยังไม่ทันถึงห้องแต่งตัว เหตุผลในการออกมาครั้งนี้จริงๆ คิดเรื่องนี้มาปีกว่า ตั้งแต่ที่เคยได้ยินข่าวไปแล้วก่อนหน้านี้ จากวันนั้นก็พยายามอยู่ต่อ บอกเลยว่าไม่มีอะไรจริงๆ ไม่เกี่ยวกับเรื่องน้องจุ๋ย (วรัทยา) ไม่เกี่ยวกับเรื่องช่อง 3 บางคนบอกว่าเป็นเพราะย้ายมาอยู่ช่อง 3 ไม่ใช่เลย”

“ทุกอย่างมาจากตัวเอง วันหนึ่งมายืนบนเวทีแล้วรู้สึกว่าตัวเองอาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่หรือเปล่า ถ้าดูกันดีๆ จะเห็นว่า เราแทบไม่ได้ทำอะไร การที่ต้องไปยืนเป็นโลโก้อย่างเดียวมันไม่ใช่ เรายังมีไฟ แล้วก็ไม่เกี่ยวกับสุขภาพ ไม่เกี่ยวกับเรื่องของการนอน เราเป็นคนแข็งแรงมาก ไฮเปอร์อยากทำงาน เราก็เสียดายเงินแทนคนที่มาจ้าง แล้วเดี๋ยวนี้มีน้องๆ หน้าใสๆ น่ารัก พูดเก่งเยอะ ดีไหมถ้าจะลองเปลี่ยนให้คนอื่นมาทำบ้าง”

“ด้วยความที่คุณปัญญาก็รักเรา เขาคงไม่มาบอกหรอกว่าหยุดเถอะ ไม่ต้องทำแล้ว ฉะนั้น เราเลยพิจารณาตัวเอง ว่า ถ้าไม่ได้ทำอะไรในรายการเท่าไร นี่คือประเด็นใหญ่ที่ตัดสินใจยุติบทบาทพิธีกรของรายการไป คุณปัญญาเขาก็ตกใจ แต่ก็ยังไม่ได้พูดอะไรกันเลย เพราะเขางงอยู่ เชื่อว่าเขาก็รักเรา”

“บอกเลยว่าเราได้อะไรจากการมาทำงานที่เวิร์คพอยท์เยอะมาก อยู่กันตั้งแต่เริ่มลงเสาเอกด้วยซ้ำ แต่ว่าทุกอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลง อยากให้น้องๆ คนอื่นมาทำบ้าง จะเป็นใครก็ได้ จะเป็นน้องจุ๋ยก็ได้ แล้วเชื่อมั้ยว่า เราไม่รู้ด้วยว่าน้องจุ๋ยเซ็นสัญญากับเวิร์คพอยท์แล้ว แค่เราคิดว่าถ้าจะไปก็จะไปเลย ภายใต้การคิดมาหนึ่งปี ถามว่า น้อยใจที่ตัวเองไม่มีบทบาทในรายการหรือเปล่า จุดนี้ก็มีส่วน คนอื่นมาทำแทนเราน่าจะสนุกกว่านี้ อย่าคิดว่าถ้าขาดเราไปแล้วรายการจะไม่มีสีสัน ไม่หรอก อย่าไปคิดแบบนั้นเลย”

ยอมรับก่อนตัดสินใจลาออกไม่ได้คุยกับ “เสี่ยตา” พร้อมให้เหตุผลว่า...
“โอ๊ยไม่บอก กะทันหันเลย เพราะคุณปัญญางานเยอะ ไม่มีเวลาฟังเราหรอก เราว่าถึงวัยนี้แล้ว อะไรที่ทำแล้วมีความสุขเราทำดีกว่า เพราะเราคิดว่าเราออกแล้วดีกว่า แล้วก็ไม่ได้ปรึกษาใครเลย ไม่มีใครรู้เลย เราคิดคนเดียวทุกอย่าง แล้วเป็นจังหวะที่ดีที่สุด เปิดหนังสือนี่แหละ แล้วก็เป็นช่วงที่เราต้องทำงานมากขึ้น ก็เป็นจังหวะที่ดีที่สุด จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้คุยกับคุณปัญญา ยังเลย ถามว่าเขาอนุมัติหรือยัง จริงๆ ไม่ได้ยินนะ ก็เดินออกมาเลย มันอยู่ที่เราเนอะ”

แต่หลายคนมองว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า ?
“เหรอ เช่นอะไรล่ะ ถ้าหมายถึงเรื่องน้อยใจว่าเราควรมีบทบาทเยอะกว่านี้ อันนั้นถ้าคิดว่าน้อยใจก็ได้เหมือนกัน ว่าไม่มีบทบาท และคุณปัญญาเองก็คงไม่เสนอรายการอื่นให้เราหรอก เพราะเราตัดสินใจง่าย เวิร์คพอยท์มีรายการตั้งเยอะ แต่เราไม่ได้ทำเลย เราว่าเราตัดสินใจง่าย”

กับคำถามที่ว่า การเดินออกมาครั้งนี้เป็นการออกที่ดีใช่มั้ย? เจ้าตัวก็ชิงตอบอย่างเร็วว่าดีสำหรับตน

“ดีสำหรับเราค่ะ เรื่องยื่นใบลาออกไม่มีหรอก ไม่ต้อง ไม่มีอะไร ไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น และไม่มีใครพยายามติดต่อมาหาเราค่ะ ไม่เป็นไรหรอกเราว่าอยู่อย่างนี้สบายแล้วแหละ พูดแบบนี้ไม่ใช่เราจะไม่กลับไปทำงานกับเวิร์คพอยท์แล้ว สมมติเราจ้างใครคนนึง แล้วเขาเดินออกไป เขาก็ไม่เรียกกลับมาหรอก ถ้าเราทำอะไรแล้วเราต้องคิดจนงวด เสร็จแล้วทำ แล้วอย่าเสียใจ”

พร้อมลั่นยินดีทำรายการกับที่อื่น ถ้ายังเห็นว่าเรามีไฟ...“แต่อยากจะบอกนะ ว่า เราทำรายการให้คนอื่นได้ ถ้าองค์กรไหนคิดว่าตั๊กยังมีแรงที่จะทำ เราไม่ได้ป่วย ไม่ได้สุขภาพไม่ดี เรามีไฟที่จะทำงาน ใครที่ต้องการจะจ้างคนที่มาตรงเวลา กินอะไรก็ไม่วุ่นวาย กลับบ้านเลิกแล้วก็หลับไม่มาเร่งก็ไม่เป็นไร”

ส่วนกับเวิร์คพอยท์เจ้าตัวบอกเลิกคิดไปได้เลยที่จะให้ตนไม่ทำรายการอื่น เพราะรู้จัก “เสี่ยตา” ดี
“ไม่หรอก เลิกคิดเลยเรื่องนี้ เราว่าไม่หรอก เรารู้จักคุณปัญญาดีนะ เราเดินออกมาแล้ว เราว่าไม่จ้างหรอก แต่ถ้าเป็นรายการที่อื่นก็มีสิทธิ์ แต่ไม่ใช่เรามีรายการอื่นแล้วถึงเลิกทำกับเขาไม่ใช่”

ทั้งนี้ เจ้าตัวบอกว่าได้เชิญ “เสี่ยตา” มาร่วมงานเปิดตัวหนังสือด้วย แต่อีกฝ่ายไม่มา

“เชิญค่ะ แต่เขาส่งดอกไม้มา และไม่ได้โทร.มาค่ะ แต่ไม่มีอะไรค้างคาในใจนะ เรื่องว่าทำไมเไม่ค่อยมีบทบาทในรายการ เราก็ไม่เคยคุยกับคุณปัญญาค่ะ แต่เราถามว่ามันมีอะไรเหรอ เขาก็บอกไม่มี คนเคยสัมภาษณ์คุณปัญญาจะรู้เป็นคนไม่พูด เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่พูด ไม่เกี่ยวกับที่มีกระแสจะเอาคนนั้นคนนี้มาเสียบแทน อันนี้รับรอง จุ๋ยเป็นคนน่ารักนะ น้องๆ เจอเรามีสัมมาคาระทุกคน พอเราลาออก ถึงรู้ว่าจุ๋ยเซ็นสัญญา มารู้ทีหลัง”

“เป็นไปได้ค่ะว่าเพราะไม่ค่อยพูดกันเลยไม่เข้าใจกัน (บางคนมองว่ารู้จักมาตั้งนาน ทำงานตั้งนานจะมาอะไรเรื่องแค่นี้ ?) นั่นน่ะซิ ก็งงอยู่นะ ถามว่าจบสวยมั้ย สำหรับเราสวย เราว่าดีที่สุดแล้ว ไม่ต้องคุยน่ะ คงไม่มียุติแล้ว เราว่าเขาเองก็อนุมัติแล้วแหละ ทำมา 20 กว่าปีที่คิดว่าจะไป เพราะมันไม่มีบทบาท แล้วมันยืนเฉยๆ ก็เบื่อ เราเป็นศิลปินตัวเล็กๆ จะไปบอกเจ้าของรายการเขาเหรอ ขอฉันยืนเยอะๆ”

“เราคิดว่าเรามีไฟมากกว่าจะยืนเฉยๆ เราน่าจะทำอะไรได้มากกว่านั้น ทีมงานน่ารัก ส่งข้อความมาว่าเราไปไม่บอก ไม่ได้บอกใครเลย รู้อยู่คนเดียว เป็นจุดอิ่มตัวด้วย เลิกโดยไม่มีสาเหตุ แต่รายการอื่นไม่อิ่มตัว รู้สึกมาปีกว่า ตั้งแต่มีข่าวเราก็ยอมรับว่าทำรายการไปอย่างงั้นๆ แก๊ง 3 ช่าเขายังไม่รู้เลยนะ ก็โทรศัพท์ไปบอกว่าเราไม่อยู่แล้ว ทุกคนก็ตกใจ”

“แต่ทุกคนมักจะคิดว่าเราสุขภาพไม่ดี เราขอยืนยันสุขภาพดี ไม่มีเรื่องกับช่อง 3 เห็นมีข่าวจากวันก่อน ว่า เพราะมาอยู่ช่อง 3 ไม่ใช่เลย เพราะเราเกิดจากช่อง 3 เราเป็นนางเอกละครช่อง 3 เป็นพิธีกรช่อง 7 ทุกช่องมีบุญคุณกับเราหมด แต่ทุกอย่างอยู่ในใจของเรา เราจะรู้คนเดียวคิดคนเดียว”

“อยากจะบอกว่า น่าจะเป็นการดีกับการที่ลาออกจากชิงร้อยชิงล้าน จะได้มีการปรับเปลี่ยนรายการที่ดีอยู่แล้วดียิ่งๆ ขึ้นไป แต่บอกเลยว่าทุกอย่างที่เราลาออก เราคิดอย่างรอบคอบนะ เราเดินออกมาอย่างมีความสุข เราสามารถจะร่วมงานกับคนอื่น ได้ลองปรับเปลี่ยนอะไรใหม่ๆ ในชีวิตเผื่อจะมีอะไรดีขึ้น”

แต่ก็มีข่าวว่าถ้า “ตั๊ก มยุรา” ไม่ออกวันนี้ ก็ต้องมีสักวันต้องถูกเชิญออก ? “ทุกคนจะคิดอย่างนี้ แต่มันยังไม่มีวันนั้นค่ะ แต่ถามว่ากลัวมั้ย ก็กลัวเหมือนกันค่ะ”

สีทอง
“แม็ตธิว แม็คคอนาเฮย์” ลดน้ำหนัก 30 ปอนด์ รับบทผู้ป่วยเอดส์



ปลี่ยนไปแทบจะจำไม่ได้สำหรับพระเอกหุ่นดี “แม็ตธิว แม็คคอนาเฮย์” ที่ยอมลดน้ำหนักถึง 30 ปอนด์ เพื่อผลงานการแสดงในหนังเรื่องใหม่

หลังเพิ่งจะมีโอกาสอวดรูปร่างที่ว่ากันว่าดีที่สุดคนหนึ่งในบรรดานักแสดงรุ่นอายุ 40 ปีขึ้นไป ในหนัง Magic Mike ล่าสุด พระเอกชาวเทกซัส แม็ตธิว แม็คคอนาเฮย์ แทบจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนในหนังเรื่องใหม่ The Dallas Buyer’s Club ที่เขาต้องรับบทเป็นผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี โดยปาปารัสซีได้ภาพล่าสุดของ แม็ตธิว แม็คคอนาเฮย์ ระหว่างที่เขาเดินทางกลับบ้านเกิดที่ออสติน เทกซัส เพื่อใช้เวลาไปโบสถ์กับครอบครัว ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

The Dallas Buyer’s Club เล่าเรื่องจริงของ รอน วูดโรฟ ชายที่แพทย์ระบุว่า น่าจะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 6 เดือน หลังรับเชื้อเอชไอวีมาในช่วงยุค 80s ที่โรคร้ายซึ่งไม่มีทางรักษาให้หายเริ่มแพร่ระบาดหนัก แต่เขากลับสามารถมีชีวิตยืนยาวไปอีก 6 ปี ด้วยการใช้ยาผิดกฎหมายหลายประเภท ซึ่งไม่ได้รับการอนุญาตให้ขายในสหรัฐฯ เมื่อช่วงเวลานั้น

ข่าวระบุว่า แม็คคอนาเฮย์ วัย 42 ใช้วิธีลดอาหาร และรับแต่น้ำ สำหรับการลดน้ำหนักในครั้งนี้ โดยเขาได้กล่าวกับ แลร์รี คิง ว่า มันไม่ใช่แค่เรื่องของการควบคุมร่างกายเท่านั้น แต่เป็นการควบคุมจิตใจ และจิตวิญญาณของตัวเองด้วย


สีทอง
"กู๋หว่าไจ๋ Reloaded" โดนจวกเหมือน "เกย์" มากกว่า "นักเลง



โปสเตอร์คอนแรกของหนังแก๊งสเตอร์วัยรุ่น Young and Dangerous: Reloaded ได้ถูกนำมาโชว์ที่เทศกาลหนังเมืองปูซาน แต่กลับสร้างความผิดหวังให้กับหลาย ๆ คนที่รู้สึกว่าเหล่า "กู๋หว่าไจ๋" ในฉบับนี้ทำไมถึงดูออกแนว "เกย์" โดยเฉพาะการแต่งตัวโชว์กล้ามกันจนเกินเหตุ

หวังจิง ได้สร้างความฮือฮาให้กับวงการภาพยนตร์ฮ่องกงอีกครั้งด้วยการหยิบเอาหนังดังจากการ์ตูนสุดฮิตของฮ่องกงที่ชื่อว่า "กู๋หว่าไจ๋" กลับมาสร้างใหม่ภายใต้ชื่อ Young and Dangerous: Reloaded พร้อมด้วยทีมนักแสดงชุดใหม่ไม่ว่าจะเป็น ออสการ์ เหลียง, ฟิลิป อู๋, ดอมินิค เหอ และดาราหนุ่มมาแรง หลอจ้งเสียน ที่จะรับบท "เฉินห้าวหนาน"

โดยมีการนำโปสเตอร์แรกของหนังที่เป็นภาพของหนุ่ม ๆ ทั้ง 5 ไปโชว์ที่เทศกาลหนังเมืองปูซานครั้งล่าสุดด้วย แต่หลายคนดูจะไม่ค่อยถูกใจกับภาพแรกของนักเลงหนุ่มแห่งหงซิ่งฉบับนี้นัก เพราะภาพของทั้ง 5 ดูออกมาเกย์ ๆ ชอบกลในความคิดของหลายคน

Young and Dangerous เป็นสุดยอดหนังแก๊งสเตอร์วัยรุ่นแห่งยุค 90s ที่ว่าด้วยเรื่องราวการต่อสู้ของเหล่าแก๊งอิทธิพลในเขตมงก๊ก โดยมีตัวละครเอกเป็นเด็กหนุ่มที่ก้าวขึ้นมาจากชนชั้นหาเช้ากินค่ำ สู่ตำแหน่งเจ้าพ่อแห่งเขตถงหลอวาน ซึ่งในเวอร์ชั่นเดิมมี เจิ้งอี้เจี้ยน แสดงเอาไว้จนโด่งดัง ขณะที่ในฉบับใหม่เป็น หลอจ้งเสียน ซึ่งผู้สร้างอย่าง หวังจิง บอกว่าเป็นความตั้งใจของเขาเอง ที่อยากให้ตัวละครดูแข็งแรงบึกบึนกันมากขึ้น และหนังก็จะตื่นเต้นขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตามหลาย ๆ คนกลับรู้สึกว่า การแต่งตัวประหลาด ๆ กับชุดสีขาวล้วน และโชว์กล้ามท้อง หรือแผงหน้าอกกันแบบจงใจของตัวละครที่ปรากฏในโปสเตอร์แรกนั้น ไม่ได้น่าดูเอาเสียเลย ซึ่งความจริงแล้วนักเลงฮ่องกงส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นพวกผอมแห้งมากกว่าจะบึกบึนกล้ามโตกันแบบนี้ ซึ่งภาพที่ออกมาก็ถือว่าแตกต่างกับ Young and Dangerous ฉบับคลาสสิกโดยสิ้นเชิง เพราะหนังในฉบับนั้นดูจะให้ความสำคัญไปที่ความสมจริงเป็นอันดับแรก

ซึ่งนอกจากเหล่าดารานำ ที่เป็นนักแสดงหนุ่มมาแรงของวงการแล้ว Young and Dangerous: Reloaded ยังจะประกอบไปด้วยนักแสดงสมทบอย่าง แซมมี ซัม รับบทเป็นตัวร้าย "อาคุน" ที่ อู๋เจิ่นอวี้ เคยแสดงเอาไว้อย่างมีสีสันในเวอร์ชั่นเก่า โดยในหนังฉบับใหม่จะมีฉากวาบหวิวของตัวละครตัวนี้ กับดาราสาวแห่งหนังเกรด 3 วินนี เหลียง ด้วย นอกจากนั้นหนังยังจะมีดาราสาวชาวจีนแผ่นดินใหญ่ หูเหริ่น มาแสดงเป็นลูกสาวมหาเศรษฐีที่ตกหลุมรัก เฉินห้าวหนาน และ แจ็คเกอลีน ฉง เป็นลูกสาวของบาทหลวงตัวละครสำคัญอีกตัวของเรื่อง



สีทอง




“ริชาร์ด เกียร์” นักแสดงรุ่นใหญ่ชื่อดังที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในนักแสดงแถวหน้าของฮอลลีวูด ได้โปรยเสน่ห์จีบสาวผมบลอนด์ในร้านอาหาร แต่กลับถูกสามีเจ้าหล่อนไล่ตะเพิดออกจากร้าน ด้านตัวแทนออกมาชี้แจงบอกเป็นเรื่องเข้าใจผิด

โดยหนังสือพิมพ์ นิวยอร์กโพสต์ ได้รายงานว่าริชาร์ด เกียร์ นักแสดงรุ่นใหญ่วัย 63 ปีที่แต่งงานแล้วกับนักแสดงสาว แครีย์ โลเวลล์ ถูกไล่ให้ไปพ้นๆ จากสาวผมบลอนด์รายหนึ่ง หลังจากที่เขาลุกออกจากโต๊ะเพื่อไปพูดคุยกับเธอขณะพากันไปดินเนอร์กันที่ร้านอาหารในเมืองนิวยอร์ก

โดยเขาไปที่นั่นพร้อมกับเอเยนซีเพื่อร่วมฉลองความสำเร็จจากที่เขาได้รับรางวัล Lifetime Achievement Award ที่งานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแฮมป์ตัน ซึ่งในระหว่างที่อยู่ในร้านสาวสวยผมบลอนด์ไม่ทราบชื่อได้ปรากฏตัวขึ้นซึ่งดึงดูดสายตาของริชาร์ด เกียร์ เป็นอย่างมาก

“เขาเอาแต่จ้องมองผู้หญิงคนนั้น ซึ่งทำให้สามีของเธอรู้สึกกระวนกระวายอยู่พอสมควร เขาเริ่มรุกคืบเข้ามาใกล้ๆ โต๊ะของเธอ ซึ่งริชาร์ดไม่ทันได้สังเกตคนอื่นๆ ที่อยู่รอบตัวเธอเลย เขาเข้าไปยืนพิง และพยายามพูดคุยกับเธอ พร้อมกับกระซิบที่หูของเธอ” แหล่งข่าวผู้เห็นเหตุการณ์เผย

ซึ่งรายงานระบุด้วยว่า หญิงสาวแสดงอาการสับสนเล็กน้อยที่ริชาร์ด เกียร์ แสดงความสนใจในตัวเธอ ส่งให้สามีของเธอรีบแสดงตัวและเตือนนักแสดงรุ่นใหญ่ให้อยู่ห่างจากภรรยาของเขา แต่ริชาร์ดก็เมินต่อเสียงตะโกนโวยวายของฝ่ายชายพร้อมกับพูดคุยกับเธอต่อไปอีกเล็กน้อยก่อนจะเดินจากไปยังประตูทางออก

ซึ่งสามีของหญิงนิรนามก็เดินตามเขาออกไปด้านนอกด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าริชาร์ดได้ออกจากร้านอาหารไปแล้วจริงๆ โดยทิ้งให้ในร้านที่มีคนดังแถวหน้าอย่าง เมอรีล สตรีพ, อเล็ค บอลด์วิน และ ไบลท์ แดนเนอร์ แม่ของ กวินเน็ธ พัลโทรว์ นั่งกันอยู่ในร้านต่อไป

โดยหลังจากที่มีรายงานข่าวออกมา ทางตัวแทนของริชาร์ด เกียร์ ได้ออกมาปฏิเสธพร้อมระบุว่า เป็นการเข้าใจผิดและตีความภาพที่เห็นแบบผิดๆ เท่านั้น

“จริงๆ แล้ว คือ เขาอยู่ที่โต๊ะเดียวกันกับเอเยนซีและภรรยาของพวกเขา ระหว่างทางที่จะออกไป เขาได้หยุดแวะทักทายกับคนอื่นๆ ในร้านตามโต๊ะต่างๆ ตามปกติ พร้อมกับพูดคุยขำขันกับบรรดาลูกค้าคนอื่นๆ อย่างสนุกสนานก่อนที่เขาจะออกจากร้านไป” ตัวแทนของนักแสดงรุ่นใหญ่ชี้แจง

ริชาร์ด เกียร์ เป็นนักแสดงที่โด่งดังมีชื่อเสียงจากเรื่อง American Gigolo และขึ้นตำแหน่งเป็นหนุ่มขวัญใจอเมริกัน หลังได้รับบทเป็นนาวิกโยธินสุดหล่อ ใน An Officer and a Gentleman และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแบบสุดๆจากภาพยนตร์โรแมนติก-คอมเมดีเรื่อง Pretty Woman ที่แสดงคู่กับ จูเลีย โรเบิร์ต

ริชาร์ด เกียร์ เคยแต่งงานมาแล้วกับ ซินดี ครอว์ฟอร์ด ซูเปอร์โมเดลชื่อดัง ก่อนจะมาแต่งงานอีกครั้งกับ แครีย์ โลเวลล์ อดีตสาวบอนด์เมื่อปี 2002

สีทอง
บียอนเซ” ถอนตัว A Star Is Born ของ “คลินต์ อีสต์วูด” แล้ว



ดูเหมือนว่าโปรเจกต์หนัง A Star Is Born ของผู้กำกับรุ่นใหญ่ “คลินต์ อีสต์วูด” จะมีปัญหาเรื่องการคัดเลือกนักแสดงไม่จบไม่สิ้น เพราะขณะหนังที่ยังไม่สามารถหาคนมาเป็นพระเอกได้เลย ล่าสุด นางเอกของเรื่องก็ขอถอนตัวจากหนังไปอีกคน

กลายเป็นโครงการหนังที่มีปัญหาเรื่องนักแสดงอย่างต่อเนื่องไปแล้วสำหรับ A Star Is Born หลังจากก่อนหน้านี้ คลินต์ อีสต์วูด ต้องตัดสินใจเลื่อนการถ่ายทำไป เพราะดารานำของเรื่องอย่าง บียอนเซ โนว์ลส์ ตั้งครรภ์ขึ้นมาเสียก่อน ล่าสุด หลังให้กำเนิดทายาทไปเป็นที่เรียบร้อย ซูเปอร์สตาร์หญิงแห่งวงการเพลงได้ตัดสินใจถอนตัวจากโปรเจกต์นี้ไปแล้ว ด้วยเหตุผลเรื่องของตารางการทำงาน

นอกจากจะเสียนักแสดงนำหญิงไปแล้ว ตำแหน่งนักแสดงนำชายของเรื่องก็ยังคงว่างต่อไป เพราะทั้ง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ, ทอม ครูซ, คริสเตียน เบล และ แบรดลีย์ คูเปอร์ ต่างบอกปัดกันถ้วนหน้า ด้วยเหตุผลความไม่ลงตัวของตารางการทำงานเช่นเดียวกัน

โดย A Star Is Born เป็นเรื่องราวที่ว่าด้วยนักแสดงหนุ่มรุ่นใหญ่รายหนึ่ง ผู้มีปัญหาติดเหล้า และเส้นทางในอาชีพกำลังก้าวสู่ขาลง ซึ่งได้มีโอกาสช่วยเหลือหญิงสาวดาวรุ่งคนหนึ่ง ให้ก้าวเข้าสู่เส้นทางบันเทิง จนกลายเป็นว่าขณะที่เธอโด่งดังขึ้นเรื่อยๆ ชื่อเสียงของเขาเองกลับค่อยๆ หดหายลง โดยที่ผ่านมา A Star Is Born เคยถูกนำมาดัดแปลงเป็นหนังมาแล้วหลายครั้งที่โด่งดังที่สุดคงจะเป็นฉบับของ จูดี การ์แลนด์ กับ เจมส์ เมสัน ที่เข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 6 สาขา

ล่าสุด ยังมีรายงานว่า อีสต์วูด กำลังหมายตาศิลปินแนวแจ๊ซ เอสเพอแรนซา สแปลดิง เจ้าของรางวัลแกรมมี ให้มารับบทนำในหนังแทน บียอนเซ อย่างไรก็ตาม ข่าวระบุว่า ตอนนี้ยังจะไม่มีการเจรจา หรือเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการใดๆ จนกว่าหนังจะหาผู้มารับบทนักแสดงนำชายให้ได้เสียก่อน
สีทอง



จบชีวิตแต่งงาน 30 ปี “เดอ วีโต” แยกทางภรรยา

มีข่าวยืนยันว่า นักแสดงชื่อดัง “แดนนี เดอ วีโต” ได้ตัดสินใจแยกทางกับภรรยา “รีห์อา เพอร์แมน” หลังครองคู่กันมา 30 ปีเต็ม และมีทายาทด้วยกัน 3 คน โดยไม่ได้มีการเปิดเผยถึงสาเหตุของการแยกทางกันที่ชัดเจนแต่อย่างใด

หนึ่งในนักแสดงที่เรียกว่าเป็นคู่ขวัญของฮอลลีวูด แดนนี เดอ วีโต กับ รีห์อา เพอร์แมน ได้ใช้ชีวิตคู่กันมาครบ 30 ปี ในปี 2012 นี้เอง หลังแต่งงานกันมาตั้งแต่ปี 1982 แต่สุดท้ายทั้งสองกลับต้องแยกทางกันไปในปีนี้ ทั้งๆ ที่ตลอดระยะเวลาของการครองคู่ ก็ไม่ได้มีข่าวระแคะระคายถึงปัญหาใดๆ

แดนนี กับ รีห์อา พบกันในปี 1971 กระทั่งแต่งงานกันหลังจากนั้น 11 ปี และมีทายาทด้วยกัน 3 คน ได้แก่ลูกสาวคนโต ลูซี วัย 29 ปี, เกรซ วัย 27 ปี และลูกชายคนเล็ก เจค็อป วัย 24 ปี โดยตัวแทนของทั้งสองได้ยืนยันการแยกทางครั้งนี้ แต่ไม่ได้ให้เหตุผลว่าอะไรกันแน่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้คู่รักดาราที่ใช้ชีวิตคู่ด้วยกันมา 30 ปีเต็มตัดสินใจยุติความสัมพันธ์

ก่อนหน้านี้ เรห์อา เพอร์แมน เคยกล่าวกับนิตยสาร PEOPLE ว่า แดนนี เป็นคนที่ทั้งตลก และเซ็กซีที่สุดที่เธอเคยสานสัมพันธ์ด้วย ขณะที่ เดอ วีโต วัย 67 ปี ก็พูดถึงภรรยาว่าเป็นคนที่มีชีวิตชีวา, ตลก และอบอุ่นมากๆ ซึ่งนอกจากจะใช้ชีวิตคู่มาด้วยกันถึง 30 ปีแล้ว ทั้งสองยังมีโอกาสร่วมงานกันอยู่เป็นระยะรวมถึงในซีรีส์ Taxi และหนังเรื่อง Matilda ด้วย

สีทอง



ปัญหาเรื่องอื้อฉาวในครอบครัว "โลฮาน" ยังคงไม่ยุติลงง่าย ๆ ล่าสุดเกิดเรื่องวิวาทระหว่างดาราสาวสุดฉาวกับมารดาตัวเอง ถึงขั้นต้องมีการตามตำรวจมายุติศึก แม้ทั้งจะสวมกอดคืนดีกันหลังจากนั้นไม่นาน แต่ก็สามารถหยุดเรื่องฉาวครั้งใหม่ครั้งนี้ได้

ลินซีย์ และดีนา โลฮาน ได้สวมกอดเพื่อบอกลากัน เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 10 ต.ค. บริเวณด้านหน้าบ้านพักของผู้เป็นแม่ ใน ลองไอแลนด์ นิวยอร์ก อย่างไรก็ตามทั้งสองยังคงดูเหนื่อยอ่อนอิดโรย และแทบไม่มีรอยยิ้มปรากฏอยู่บนใบหน้าเลย หลังก่อนหน้าต่างฝ่ายแทบไม่ได้นอน เพราะเกิดเรื่องทะเลาะวิวาทกันขึ้นอย่างรุนแรงขึ้นในคืนก่อนหน้า เป็นประเด็นอื้อฉาวครั้งล่าสุดของดาราสาว และครอบครัวที่มีแต่ข่าวในแง่ลบของเธอ

สำนักข่าวหลายแห่งยืนยันตรงกันว่า เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ สองแม่ลูกเพิ่งจะมีปากเสียงกันอย่างหนัก หลังจากไปไนท์คลับแห่งหนึ่งที่นิวยอร์กมาด้วยกัน ตามข่าววิวาทะเริ่มต้นขึ้นจากการถกเถียงเรื่องที่ว่าจะให้รถลีมูซีนไปส่งที่ไหนดี เพราะฝ่ายลูกอยากจะให้รถไปส่งที่โรงแรมในนิวยอร์ก แต่ผู้เป็นแม่อยากจะให้ไปส่งเธอที่ลองไอแลนด์เลยเพื่อจะได้ไม่ต้องขึ้นแท็กซีอีกต่อหนึ่ง

ด้วยเรื่องเล็กน้อย แต่สุดท้ายสองแม่ลูกกลับลงเอยด้วยการทะเลาะกันอย่างหนัก ลินด์ซีย์ ถึงขั้นโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากบิดา ไมเคิล โลฮาน ต่อมาจึงมีเทปเสียงบันทึกบทสนทนา ที่เต็มไปด้วยคำพูดอันน่าสงสัย หลุดเผยแพร่ออกมาตามเว็บไซต์ต่าง ๆ

ลินด์ซีย์ โลฮาน ที่พูดอย่างสะอึกสะอื้นสะเทือนอารมณ์บอกกับพ่อ ว่าแม่พูดสิ่ง "น่าขยะแขยง" กับเธอ นอกจากนั้นยังกล่าวหามารดาบังเกิดเกล้าอีกว่าใช้โคเคน และพยายามใช้ความรุนแรงกับเธอด้วย

ในการพูดคุยกับพ่อ ลินด์ซีย์ ยังแฉอีกว่าเธอให้เงินแม่ไปถึง 40,000 เหรียญฯ เพื่อรักษาบ้านเอาไว้ "หนูพยายามขอเงินคืน แต่แม่พูดเหมือนว่า "ลูกแย่มากนะ ไม่เคยให้อะไรแม่เลย" ขณะที่ ไมเคิล โลฮาน ผู้เป็นพ่อ และอดีตสามีของ ดีนา โลฮาน ก็พูดกับลูกถึงอดีตภรรยาของตนเองว่าเป็นแม่ที่ใช้ไม่ได้ "เธอเอาแต่โกหกลูก ลินด์ซีย์, โกหกอยู่ตลอดเวลา"

ไมเคิล โลฮาน ยังพยายามให้กำลังใจลูกสาวคนดังอีกว่า "ลูกทำทุกอย่าง, ทำทุกอย่างเพื่อทุกคน" ส่วน ลินด์ซีย์ ก็รับไม่ได้กับพฤติกรรมหลาย ๆ อย่างของแม่ "พ่อ, แม่ใช้โคเคนด้วย ... หนูกลัวว่าแม่จะทำแบบเดิมกับหนู อย่างที่เคยเล่าให้พ่อฟังอีก เรียกตำรวจมาจับแบบที่แม่เคยทำกับพ่อ แม่บอกว่าหนูเหมือนตายสำหรับแม่ไปแล้ว แม่เหมือนปีศาจร้ายไปแล้ว แผลที่ขาของหนูก็ยังมีอยู่เลย"

การวิวาทอย่างรุนแรงระหว่างแม่กับลูกสาว บานปลายไปถึงขั้นที่ต้องมีการเรียกตำรวจมายุติศึก อย่างไรก็ตามไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ หรือการจับกุมใด ๆ จากเหตุที่เกิดขึ้น ถึงตอนนี้ตัวแทนของ ลินด์ซีย์ โลฮาน ยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใด ๆ ถึงเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามตอนนี้สถานการณ์ทุกอย่างอาจเรียบร้อยแล้ว หากประเมินจากข้อความทางทวิตเตอร์ของดาราสาวตัวปัญหา ที่ล่าสุดเขียนถึงน้องสาวและแม่ว่า "คิดถึงนะ @dinalohan @aliana"

sankom
QUOTE(สีทอง @ Oct 9 2012, 04:20 AM) *

ดาราสาวชาวจีนยังคงใช้มาตรการทางกฏหมาย ปกป้องตัวเองในกรณีข่าวอื้อฉาวที่ลือกันว่าเธอยอมพลีกายเพื่อแลกกับเงินของบรรดาอภิมหาเศรษฐี และนักการเมืองคนใหญ่คนโต โดยทนายความส่วนตัวของ "จางจื่ออี๋" ได้ยืนยันถึงการยื่นเอกสารฟ้องร้อง สื่อที่ตั้งอยู่ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้เริ่มต้นเผยแพร่ข่าวลือดังกล่าวเป็นเจ้าแรก

จางจื่ออี๋ ผู้โด่งดังจากหนัง Crouching Tiger, Hidden Dragon ได้ตัดสินใจยื่นเอกสารฟ้องร้องที่ศาลลอสแอนเจลิส เพื่อเอาผิดกับสำนักข่าวที่ชื่อว่า Boxun News ที่ตั้งอยู่ในนอร์ธแคโรไลนา, สหรัฐอเมริกา เป็นสื่อที่นำเสนอข่าวภาษาอังกฤษ และจีน ซึ่งเป็นผู้เริ่มแพร่ข่าวฉาวเกี่ยวกับตัวเธอ ที่ดาราสาวคนดังยืนยันว่าเป็นข่าวเท็จ 100%

"จุดเริ่มต้นของประเด็นการใส่ร้ายทำลายชื่อเสียง จางจื่ออี๋ ครั้งนี้ เผยแพร่ออกมาโดย Boxun News" อดัม เลอเบอร์ธอน ตัวแทนทางกฏหมายของนักแสดงสาวคนดังกล่าวกับ AFP เพื่อยืนกรานว่า จางจื่ออี๋ ไม่ได้รู้จักเกี่ยวข้องกับ ป๋อซีไหล นักการเมืองผู้อื้อฉาวที่ว่ากันว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเธออย่างแน่นอน "Boxun News ตีพิมพ์ข่าวดังกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า กับการกล่าวหาว่า จางจื่ออี๋ ค้าบริการทางเพศ ทั้ง ๆ ที่เธอไม่รู้จักกับเขา, ไม่เคยพบ ไม่เคยมีอะไรยุ่งเกี่ยวกับเขาเลยแม้แต่น้อย"

โดยศาลระบุนัดหมายการให้ข้อมูลครั้งต่อไป ว่าจะเป็นในวันที่ 16 ต.ค. และ 16 พ.ย. แต่ยังไม่มีการกำหนดวันพิจารณาคดีออกมา ซึ่งทางทนายความระบุว่า จางจื่ออี๋ จะมาที่ศาลหากจำเป็นเท่านั้น "เธอจะมาที่นี่แน่นอน แต่คงจะไม่มาปรากฏตัวในขั้นตอนก่อนพิจารณาคดีแต่อย่างใด"

ก่อนหน้านี้ในเดือน มิ.ย. จางจื่ออี๋ ได้ตัดสินใจดำเนินการทางกฏหมายกับหนังสือพิมพ์ Apple Daily และ Next Magazine ในฮ่องกงไปเรียบร้อยแล้ว หลังสื่อทั้งสองเจ้าอ้างข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ ในรายงานข่าวที่ว่าเธอมีพฤติกรรมเป็นโสเภณี มีสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลจีน โดยในบทความที่ตีพิมพ์ใน Apple Daily เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ถึงกับระบุว่า จางจื่ออี๋ เป็น "โสเภณี" ที่มีสัมพันธ์กับ ป๋อซีไหล และมหาเศรษฐี สวีหมิง หลายครั้ง แลกกับเงินก้อนโต

AFP ระบุว่าขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อกับทาง Boxun News ได้เพราะเบอร์โทรศัพท์ที่ระบุเอาไว้ในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสำนักข่าวดังกล่าวดูเหมือนว่าจะใช้งานไม่ได้ โดย Boxun News ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2000 ด้วยจุดประสงค์ที่ต้องการนำเสนอข่าวจีนที่น่าเชื่อถือ และ ทำหน้าที่สื่อสารมวลชนด้วยความอิสระ


คุณพี่สีทองฮะ รบกวนขอตัวหนังสือสีนี้ตลอดไป หรือสีโทนเย็น ๆ อื่น ๆ นะฮะ

สีแดง สีชมพู สีส้ม มันแซ๊บลูกกะตาอ่ะ แทงยูฮะ
สีทอง






"โอลิเวีย ไวล์ด"ยอมรับสามีไม่ทำการบ้านเป็นเหตุให้หย่าร้าง

"โอลิเวีย ไวล์ด" นักแสดงสาวสวยสุดเซ็กซี่ เผยอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับชีวิตรักหลังแต่งงานของตนเองกับเจ้าชาย "เทา รัสโปลี"ว่าเป็นการเสแสร้งแกล้งทำว่ามีความสุขทั้งๆที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกันเรื่องบนเตียงนานแล้ว เป็นเหตุให้เลิกรากันไปในที่สุด

โอลิเวีย ไวล์ด นักแสดงสาวสุดเซ็กซี่วัย 28 ปี ได้เผยกับทาง Graziaว่า เธอพยายามแกล้งทำเป็นมีความสุขในชีวิตแต่งงาน 8 ปีของเธอกับอดีตสามี แต่จำต้องเลิกรากันไปเพราะเธอฟังเสียงของร่างกายตนเอง

โดยเธอกล่าวว่า "ฉันรู้สึกเหมือนช่องคลอดฉันตายไปแล้วค่ะ"

"ปิดไฟ แล้วก็จากไปอย่างรวดเร็ว คุณโกหกญาติๆตอนดินเนอร์ร่วมกันในวันคริสมาสต์ได้ และบอกกับทุกๆคนว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านมันดีสุดๆเลย แต่คุณไม่สามารถโกหกช่องคลอดตัวเองได้เลยจริงๆ"

นักแสดงสาวที่หย่าขาดกับ เทา รัสโปลี นักทำหนังเมื่อปี 2011 ตอนนี้เธอกำลังคบหาอยู่กับหนุ่ม เจสัน ซูเดคิส จาก Saturday Night Live โดยเธอระบุว่าครั้งนี้ชีวิตรักของเธอกับเจสัน เป็นไปด้วยดี "เรามีเซ็กซ์กันเหมือนพวกนักวิ่งแข่งมาราธอนเคนยาเลยค่ะ ตอนนี้ชีวิตรักฉันมีความสุขมาก"

"บางครั้งการที่ช่องคลอดคุณตาย มันทำให้คุณรู้ว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องไป มันไม่มีเหตุผลที่คุณจะต้องสังเวยความสาวความเป็นผู้หญิงเพื่อความรู้สึกแปลกๆที่ต้องรับผิดชอบกับบางสิ่งที่มันอาจไม่ถูกต้อง ฉันรู้สึกได้ว่ามีผู้หญิงมากมายหลายคนที่กำลังทำแบบนั้นอยู่"

"ผู้ชายไม่ใช่เพียงฝ่ายเดียวที่สามารถคิดถึงแต่เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ได้" นักแสดงสาวกล่าวเสริม เกี่ยวกับความคิดเห็นส่วนตัวที่ทำให้เธอยอมหย่าร้างกับสามีเพื่อหาความสุขให้กับตนเอง

โอลิเวีย และ เจสัน ได้คบหากันมานาน 9 เดือนแล้ว ซึ่งตอนนี้ทั้งคู่ยังอาศัยอยู่ด้วยกันแล้วด้วย นอกจากจะเป็นคู่รักกันในชีวิตจริงแล้วอีกไม่นานนี้ทั้งคู่จะควงกันสวีทในจอ โดยมีรายงานว่าพวกเขาจะร่วมงานกันในภาพยนตร์เรื่อง Relanxious ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคู่รักที่สานสัมพันธ์กันผ่านทางโทรศัพท์

สีทอง







ลูกสาว"วิทนีย์"ยืนยันหมั้นกับพี่ชายตนเองแล้ว

"บ็อบบี คริสตินา บราวน์" ลูกสาวแท้ๆของนักร้องดังผู้ล่วงลับ "วิทนีย์ ฮุสตัน" ได้ออกมายืนยันข่าวลือแล้วว่าเป็นความจริงเรื่องที่เธอหมั้นหมายแล้วกับ "นิค กอร์ดอน"พี่ชายของเธอซึ่งเป็นลูกบุญธรรมที่แม่รับมาเลี้ยง

โดยในรายการทีวีเรียลิตี้ The Houstons: On Our Own ลูกสาวของวิทนีย์ ฮุสตัน ได้ยืนยันแล้วว่าพี่ชายบุญธรรมของเธอได้ขอแต่งงานแล้ว

แต่ดูเหมือนว่างานนี้ครอบครัวฮุสตันต่างไม่เห็นด้วยและไม่ร่วมยินดีกับข่าวการหมั้นหมายครั้งนี้ของหลานสาวเลย

แพทริเซีย ป้าของบ็อบบีได้เรียกการหมั้นหมายครั้งนี้ว่าเป็น "เรื่องที่รับไม่ได้" ขณะที่แกรี ฮุสตัน พี่ชายของวิทนีย์ได้ระบุในรายการว่า "ไม่มีใครรู้ว่าจากลูกชายบุญธรรมจะเปลี่ยนไปอยู่ในฐานะแฟน ไม่มีใครคิดเรื่องนั้นมาก่อนเลย"

นิค กอร์ดอน ลูกชายบุญธรรมของวิทนีย์ ได้พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ในพรีวิวว่า "ครอบครัวกีดกันผม ทำเหมือนผมเป็นคนเลว" ทางด้านบ็อบบี ก็ได้พยายามจะพิสูจน์ให้ญาติๆได้เห็นว่าพวกเขาคิดผิดโดยเธอกล่าวต่อหน้ากล้องว่า "พวกเขาอยากเห็นเราล้มเหลว...แต่ไม่มีวัน"

นอกจากนั้นเธอยังได้พูดถึงแม่ผู้ล่วงลับด้วย "ฉันไม่ได้เห็นเธอเป็นไอดอล ไม่ได้เห็นเธอหรูหราไฮโซ...ฉันไม่ได้เห็นอะไรแบบนั้นเลย ฉันเห็นแต่แม่เท่านั้น"

บ็อบบี และ นิค พี่ชายบุญธรรมเริ่มสนิทชิดเชื้อกันมากขึ้นออกสื่อหลังจากที่วิทนีย์ ได้จากโลกนี้ไปแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

โดยนิค ได้ทวีตข้อความแก้ตัวเมื่อต้นปีว่า "เราแค่สนิทกันมากขึ้น แค่ผ่านช่วงเวลาเสียแม่ของเธอไปด้วยกัน เสียใจไปด้วยกัน"

อย่างไรก็ตามข่าวคราวการหมั้นหมายของทั้งคู่เกิดขึ้นเมื่อมีคนเห็นแหวนเพชรและแซฟไฟร์เม็ดโตที่นิ้วนางข้างซ้ายของบ็อบบีระหว่างที่ควงพี่ชายแฟนหนุ่มของเธอออกไปข้างนอกแต่ทั้งคู่ก็ไม่เคยออกมายืนยันข่าวลือดังกล่าวแต่อย่างใด

สีทอง
เปิดตัวแฟนสาว"จิม แคร์รี่ย์"



หลังจากเก็บตัวเงียบมานาน ไม่ค่อยปรากฎข่าวตามหน้าสื่อสักเท่าไหร่ แต่วันนี้พระเอกหนุ่มอารมณ์ดี"จิม แคร์รี่ย์" วัย 50 ปึ กำลังตกเป็นเป้าสำคัญของบรรดาสื่อดังทั้งหลาย ที่อยากคลุกวงในรู้เรื่องส่วนตั๊วส่วนตัวของเขา โดยเฉพาะเรื่องของ"หัวใจ" เพราะมีเหยี่ยวข่าวไปโฉบมาได้ว่า "หนุ่มจิม"กำลังคบหากับหญิงไอริชนอกวงการ ที่มีอายุน้อยกว่าเขาเกือบครึ่ง และเธอคนนี้รับงานเป็นช่างแต่งหน้า แต่ถ้าได้เห็นสัดส่วนของเธอระหว่างที่เล่นน้ำทะเลกับ"จิม"แล้ว บอกได้เลยว่า เธอสามารถเป็น"นางแบบ"ได้สบายเลย เพราะหุ่นเธอเช้งวับมาก

แฟนสาวของพระเอกหนุ่มอารมณ์ดีคนนี้ มีชื่อว่า"แคททริโอนา ไวท์" จากภาพด้านล่างจะเห็นได้ว่า "จิม"มีความสุขกับการเดินเล่นบนชายหาดและเล่นน้ำทะเลกับแฟนสาว วัย 26 ปี ที่มาลิบู เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่สื่อก็รายงานว่า ในความสัมพันธ์กับสาวอายุน้อยกว่าเกือบครึ่งของเขาคนนี้ ไม่ใช่"จิม"คนเดียวที่เป็นฝ่ายได้ เพราะฝ่ายหญิงเองลึกๆ แล้วก็แอบหวังให้แฟนหนุ่มอายุมากกว่าช่วยเปิดทางเข้าสู่แวดวงฮอลลีวูด เพื่อให้ได้อาชีพการงานที่ดีขึ้นกว่ากับเขาเหมือนกัน




จิมและแคททริโอนาได้คบหาดูใจกันมานานประมาณเดือนกว่าๆแล้ว" แหล่งข่าวเปิดเผยและว่า แคททริโอนามาจากบ้านนอกสุดๆ เธอจากบ้านเกิดประเทศไอร์แลนด์ มาอาศัยที่ลอสแอนเจลิส หลังจากจบหลักสูตรเป็นช่างแต่งหน้า เธอเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นสูงและทำงานเป็นช่างแต่งหน้าให้ดาราฮอลลีวูด นอกจากนี้ เธอยังเคยแสดงบทเล็กๆ น้อยๆ ในภาพยนตร์ที่สหรัฐ เธอมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเป็นนักแสดงให้ได้และพร้อมทำทุกอย่าง เพื่อไปให้ถึงฝัน

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า การที่แคททริโอนาคบหากับจิมนั้น ไม่มีข้อเสียใดๆ กับเธอเลย มีแต่ข้อดี ที่เธออาจได้รับโอกาสมากกว่าผู้หญิงคนอื่นที่อยากเข้าสู่วงการฮอลลีวูด ตอนนี้แคททริโอนากำลังใช้ชีวิตเหมือนอยู่ในความฝัน


jojo1980
พึ่งเคยเข้ามาอ่าน ดีมากๆเลย ขอบคุณคุณสีทองมากๆครับ please.gif
pden2518
เข้ามาอ่านครับ... happy.gif happy.gif
sankom
ขอบคุณมากฮะที่จัดให้ตามคำขอ สบายตาขึ้นตั้งเยอะ

สีทอง


พัชรา แวงวรรณ"อดีตนักร้องนำวง"โอเวชั่น"เสียชีวิตที่สหรัฐ ตร.เผยแขวนคอในโรงรถ ญาติเตรียมนำศพกลับไทย

วันที่ 12 ต.ค. ในทวิตเตอร์ได้มีการโพสต์ข้อความและมีการแชร์ต่อกันว่า "พัชรา แวงวรรณ" นักร้องวงโอเวชั่น เสียชีวิตแล้วจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่สหรัฐอเมริกา แต่ยังไม่มีรายงานอย่างชัดเจนว่าประสบอุบัติเหตุตั้งแต่เมื่อไหร่ โดยญาติกำลังติดต่อสถานทูตฯ เพื่อนำศพกลับไทย



นายประสิทธิพร เวทย์ประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมการกงสุล กล่าวถึง การเสียชีวิตของน.ส.พัชรา แวงวรรณ อดีตนักร้อง วงโอเวชั่น ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมามีญาติของน.ส.พัชรา โทรศัพท์มายังกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้กำลังประสานกับสถานกงสุลไทย ที่สหรัฐอเมริกา เพื่อตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพราะช่วงเวลานี้ที่สหรัฐเป็นเวลากลางคืน ดังนั้น ยังไม่มีรายละเอียด


ส่วนการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว ญาติต้องมาเขียนคำร้องที่กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ ว่าทราบเรื่องการเสียชีวิตจากใคร มีรายละเอียดอย่างไร เพื่อเป็นประโยชน์ในการตรวจสอบต่อไป



สำหรับ "พัชรา แวงวรรณ" เป็นอดีตนักร้องและมีฉายาแหบเสน่ห์ ทั้งนี้ วง "โอเวชั่น" เป็นวงดนตรีขวัญใจวัยรุ่นช่วงยุค 1980 มีผลงานในช่วง พ.ศ. 2525 - 2532 กับสังกัดนิธิทัศน์ โปรโมชั่น



สมาชิกของวง ประกอบด้วย "พัชรา แวงวรรณ" ร้องนำ เกิดเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2507, ชรินทร์ สุวรรณรักษ์ เปียโน (หัวหน้าวง), วิสูตร แย้มเอิบสิน กีต้าร์, วิสุทธิ์ ลิมปินันทน์ กีต้าร์, ประเสริฐ ฉิมท้วม แซ็กโซโฟน ฟลุ๊ท คีย์บอร์ด, อนันต์ อักษรพินิจ มือเบส และสุเมธ พิกุลแย้ม มือกลอง



ดิ โอเวชั่นยุคพัชรา แวงวรรณ อัลบั้มแรกของวงได้ออกวางแผงเมื่อปี พ.ศ. 2525 ในชื่อว่า "รักและคิดถึง" ต่อมาในปี พ.ศ. 2528 ทางวงก็ได้รับ "ไวยวุฒิ สกุลทรัพย์ไพศาล" พี่ชายแท้ๆ "วิรุฬ สกุลทรัพย์ไพศาล" หรือ "ดำ ฟอร์เอฟเวอร์" ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นนักร้องนำคนใหม่ของวงคู่กับ "เอ๋ พัชรา" นักร้องประจำวงเพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับวง โดยในปีนั้นทางวงได้ออกอัลบั้มชุดที่ 4 ในชื่อว่า "รักข้ามขอบฟ้า" มีเพลงดังคือ รักข้ามขอบฟ้า

ในปี พ.ศ. 2529 ดิ โอเวชั่นได้ออกอัลบั้มชุดที่ 5 ในชื่อว่า "รักไม่รู้จบ" โดยถือเป็นอัลบั้มชุดสุดท้าย ของเอ๋ พัชรากับโอเวชั่น เพราะหลังจากแรงโปรโมตอัลบั้มได้ซาลงไป ทางต้นสังกัดอย่างนิธิทัศน์ก็เห็นว่าพัชรานั้นไม่เหมาะกับเพลงเร็ว เพราะแนวเสียงของเธอนั้นเหมาะกับเพลงช้ามากกว่าจึงได้ให้เธอแยกออกมาทำอัลบั้มเดี่ยว ทางวงจึงต้องหานักร้องหญิงคนใหม่มาแทนพัชรา





ล่าสุดเมื่อช่วงค่ำวันที่ผ่านมา ข่าวสดออนไลน์อ้างการเปิดเผยจาก นายประสิทธิพร เวทย์ประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งกล่าวถึงการเสียชีวิตของ น.ส.พัชรา แวงวรรณ ที่สหรัฐ ว่า ล่าสุดได้รับแจ้งข้อมูลจากสถานกงสุลใหญ่ ที่นครลอสแองเจลิส ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสหรัฐฯ แผนกชันสูตรพลิกศพ เมืองลิเวอร์ไซด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย แจ้งว่าได้พบศพ น.ส.ผดุงศรี เสียชีวิตเมื่อ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยพบศพในลักษณะแขวนคอในโรงจอดรถ ที่บ้านพักซึ่งเช่าอยู่ตามลำพัง แต่การเสียชีวิตที่แท้จริงต้องรอผลการชันสูตรอย่างเป็นทางการก่อน

สีทอง


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 13 ต.ค.ว่า ริฮานน่า ศิลปินเพลงชื่อดัง ได้สร้างความฮือฮารอบใหม่ ด้วยการเปลือยหน้าอก ขึ้นปกอัลบั้มใหม่ชื่อว่า"Unapologetic"โดยมีข้อความเป็นหนังสือสีขาวดำ เขียนว่า "ศรัทธา ความสุข และชัยชนะ"ขณะที่เจ้าตัวส่งข้อความทางทวิตเตอร์ระบุว่า พบกับอัลบั้มใหม่ของฉัน กับปกใหม่ของฉัน โดยก่อนหน้านี้ ริฮานน่ายืนยันว่า เธอจะเปิดเผยรายละเอียดของอัลบั้มใหม่ของเธอ ซึ่งรวมทั้งซิงเกิ้ล"Didmond"โดยเฉพาะปกอัลบั้ม ที่คาดว่าจะเซอร์ไพร้สแฟน ๆ

รายงานระบุว่า ริฮานน่า เคยตกเป็นข่าวในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เธอได้หันกลับมาคบกับคริส บราวน์ อดีตแฟนหนุ่มที่ก่อคดีทำร้ายร่างกายเธอ โดยคริส บราวน์ ประกาศว่า เขาได้เลิกกับแฟนสาวคาร์ริวเช่ ทราน แล้ว เพราะไม่อยากเห็นเจ็บกับการที่เขาเป็นเพื่อนกับริฮานน่า และเขาอยากจะเป็นโสดเพื่อให้เขาและได้มีความสุข แต่จากนั้น ก็มีคนพบเห็นเธอและคริส บราวน์ กอดและจูบกันบนเวทีคอนเสิร์ทของศิลปิน"เจย์ ซี"



สีทอง
ร้านอาหารอ่วม ยอมถอด"โถปัสสาวะชาย"รูปปากผู้หญิงอ้า"หลังถูกรุมด่า"น่าเกลียด-ลามก




สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 3 ต.ค.ว่า ร้านอาหาร"The Ananas Bar and Brasserie"ซึ่งเป็นร้านอาหารสไตล์ฝรั่งเศส ตั้งอยู่ในออสเตรเลีย ได้ตัดสินใจถอดโถปัสสาวะชายรูปริมฝีปากผู้หญิงอ้าปากแล้ว หลังจากถูกหลายฝ่ายรุมโจมตีเครื่องสุขภัณฑ์ดังกล่าวว่าไม่เหมาะสม เป็นสิ่งลามก และน่าเกลียด

รายงานระบุว่า โถปัสสาวะนี้ถูกออกแบบโดยศิลปินหญิงชาวเนเธอร์แลนด์ มีจำนวน 2 โถ เป็นรูปริมฝีปากแดงที่กำลังอ้าปากรับรองปัสสาวะผู้ชาย ซึ่งทางร้านคิดว่าเป็นสิ่งออกแบบที่น่าสนุก แต่ภาพดังกล่าวถูกกลุ่มนักวิจารณ์พิทักษ์สิทธิสตรีออกมาโจมตี ขณะที่บางรายบอกว่า โถนี้ถูกสร้างขึ้นในขณะที่สังคมออสเตรเลียกำลังเกิดกระแสการปกป้องทางเพศ และเกลียดชังผู้หญิงอย่าง มากและมันเป็นสัญญลักษณ์ของการรังเกียจผู้หญิง ถือเป็นเรื่องที่เผชิญหน้าและท้าทายต่อผู้หญิง ส่วนอีกรายโยงว่า โถปัสสาวะนี้เป็นสิ่งน่ารังเกียจของเด็กผู้ชาย และไม่น่าแปลกใจที่จะเกิดเหตุการณ์รังเกียจผู้หญิงมากมายในช่วงเร็ว ๆ นี้



รายงานระบุว่า โถลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีขึ้น โดยเมื่อปี 2006 โถรูปปากผู้หญิงได้ถูกออกแบบโดยศิลปินรายหนึ่ง แต่ถูกกลุ่มสิทธิสตรีออสเตรียเรียกร้องให้ปลดออก ก่อนจะถูกนำไปประมูลขายในเว็บไซต์ประมูลสิ่งของ"อีเบย์"




pden2518
เข้ามาอ่านครับ... happy.gif happy.gif happy.gif
สีทอง


พ่อนักร้องสาว"พัชรา แวงวรรณ"จี้กงสุลพิสูจน์ให้ชัด ลูกผูกคอตาย หวั่นฆาตกรรมอำพราง ชี้สามีเป็นตร.แอลเอ

นายโกศล แวงวรรณ อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด 2สมัย ซึ่งเป็นบิดาของนักร้องสาว"พัชรา แวงวรรณ"ซึ่งเสียชีวิตที่สหรัฐอเมริกา โดยพบศพผูกคอเสียชีวิตอย่างมีปริศนาอยู่กับโรงรถ เปิดเผยความเป็นมาของพัชรา แวงวรรณ ว่า เกิดปี 2507 ที่ นครราชสีมา ก่อนที่จะพาย้ายมาอยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีบุตร 4 คน พัชรา แวงวรรณ เป็นบุตรสาวคนเล็ก จากนั้นแยกทางกับนางศรีสุดารัตน์ แวงวรรณ แรกๆ ลูกทุกคนอยู่กับตนเองทั้งหมด จนกระทั่งตนได้ภรรยาใหม่ ลูกๆจึงไปๆมาๆ และพัชรา เริ่มเข้าสู่วงการเพลงเมื่อประมาณ ปี 2528 มีผลงานเพลงชุด เพลงรัก เพลงคิดถึง และ แอบช้ำ สังกัดค่ายอาร์เอส ก่อนที่จะออกมาเป็นนักร้องอิสระ รับจ้างร้องเพลงตามร้านอาหาร



"จนกระทั่งต่อมา ได้ใช้ชื่อเสียงที่พอมีอยู่บ้างไปร้องเพลงที่ร้านอาหารไทยในลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เพื่อหาเงินเรียนล่าสุดกำลังเรียนพยาบาล จะจบในอีก 1 ปี 6 เดือน และอยู่กับสามีที่เป็นตำรวจที่ลอสแอนเจลิส จนกระทั่งทราบว่าเสียชีวิต"นายโกศลกล่าว



นายโกศล กล่าวว่า รู้สึกเสียใจกับการจากไปของลูกสาวเพียงคนเดียว ที่เรียนพยาบาลกำลังจะจบในอีก 1 ปี 6 เดือน สำหรับการจัดการศพ ได้ประสานกับแม่ของพัชรา แวงวรรณ ซึ่งไปมีครอบครัวใหม่ที่ อ.เสลภูมิ ร้อยเอ็ด ติดต่อรอผลการดำเนินการจากกงสุลอเมริกัน ประสานมาก่อนว่าจะส่งศพกับมาเมื่อไหร่



"ในขณะเดียวกันได้รับการประสานงานจากบ.อาร์เอส ซึ่งเคยเป็นค่ายเพลงที่ผู้ตายเคยสังกัดรับว่าจะรับเป็นเจ้าภาพจัดงานศพให้หลังจากส่งศพมาถึงประเทศไทย โดยจะจัดงานศพที่ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ซึ่งตนและแม่พัชราที่แยกทางกันก็จะร่วมเดินทางไปร่วมงานศพที่ปทุมธานีต่อไป"อดีตส.ส.ร้อยเอ็ดกล่าว



นายโกศลกล่าวว่า สับสบกับสาเหตุการที่ว่าเป็นการฆ่าตัวตาย ซึ่งตนเองไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ เพราะรู้จักนิสัยดีตั้งแต่เล็กว่าไม่ใช่คนแบบนั้น เพราะเป็นคนร่าเริง ไม่เครียด และแม้แต่ตอนที่พ่อแม่แยกทางกันเป็นคนปลงตกปลอบใจแม่ และพ่อตลอดเวลา ให้รู้จักปล่อยวางและต่อสู้กับชีวิต ปกติตนมีลูกชาย 3 คน ลูกสาวคนเล็ก 1 คน คือพัชรา แวงวรรณ ตอนที่สูญเสียพี่ชายไป 2 คน ก่อนหน้านั้น พัชรา แวงวรรณ น่ะแหละเป็นคนที่ตั้งสติได้และปลอบโยนทุกคน จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นคนคิดสั้น ถึงกับแก้ปัญหาสอะไรไม่ได้และคิดฆ่าตัวตาย เพราะหากมีปัญหาก็ต้องเล่าให้ฟัง แต่เท่าที่ติดต่อกันตลอด ไม่เคยบอกว่าชีวิตมีปัญหาอะไร มีแต่บอกว่าทุกอย่างราบรื่นดี



"ผมจึงมีความเชื่อมั่นว่าการฆ่าตัวตายจะต้องมีเงื่อนงำ พอทราบว่าเป็นฆ่าตัวตายทุกคนช๊อคหมด มีการประสานไปพูดคุยกับแม่คือนางศรีสุดารัตน์ และพี่ชาย เขาก็ไม่เชื่อ ดังนั้นตอนนี้กำลังประสานไปยังกงสุลไทยให้ช่วยตรวจสอบหาความชัดเจน ว่าสาเหตุเกิดจากอะไรแน่ และหาสาเหตุออกให้ได้ว่ามีเงื่อนงำหรือไม่ และหากสรุปว่าเป็นการฆ่าตัวตาย ก็จะต้องพิสูจน์ให้ชัดว่าอาจจะเป็นการฆาตกรรมอำพรางหรือไม่"อดีตส.ส.ร้อยเอ็ดระบุ



สีทอง


"วานิตี้ แฟร์" แฉ "ลาโทย่า แจ็กสัน" พี่สาวของ "ไมเคิล แจ๊กสัน" แอบเข้าไปเอาเงินของน้องชายถึงคฤหาสน์ หลังหลังราชาเพลงป๊อบเสียชีวิตเพียงไม่กี่ชั่วโมง




นิตยสาร "วานิตี้ แฟร์" เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2009 เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ "ไมเคิล แจ๊กสัน" เสียชีวิตลง มีคนพบเห็น "ลาโทย่า แจ็กสัน" ซึ่งเป็นพี่สาวแท้ๆ ของราชาเพลงป๊อบแอบเข้าไปในบ้านของน้องชาย ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับถุงพลาสติกที่มีเงินสดจำนวนมากอยู่ภายใน โดยลาโทย่าได้รีบขึ้นรถแวนของแฟนหนุ่มที่จอดรออยู่ แล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว




ล่าสุด ลาโทย่าวัย 56 ปีได้ออกมาปฏิเสธแล้วว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง พร้อมขู่จะฟ้องร้อง "วานิตี้ แฟร์" ในเรื่องนี้ด้วย




สีทอง


แฉ "ลิซ เทย์เลอร์" เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ "เรแกน-เคนเนดี้" - มีเซ็กหมู่

เดลี่ มิร์เรอร์ ของอังกฤษเผย "อลิซาเบธ เทย์เลอร์" นางเอกดาวค้างฟ้าผู้ล่วงลับของวงการฮอลลิวูด มีชีวิตรักที่ไม่ที่ไม่ธรรมดา โดยมีความสัมพันธ์ชายมากหน้า ซึ่งรวมถึงอดีตประธานาธิบดีของสหรัฐถึง 2 คน คือ "โรนัลด์ เรแกน" และ "จอห์น เอฟ เคนเนดี้"


รายงานเปิดเผยว่า รายละเอียดเรื่องชีวิตรักของ "ลิซ เทย์เลอร์" ในแง่มุมที่หลายคนไม่เคยรู้จักถูกเปิดเผยผ่านหนังสือ "Elizabeth Taylor: There is Nothing Like a Dame" โดยรายละเอียดในหนังสือบอกเอาไว้ว่า เทย์เลอร์ซึ่งผ่านการแต่งงานมาแล้วถึง 7 ครั้ง เคยมีความสัมพันธ์กับผู้ชายอีกมากหน้าหลายตาทั้งในวงการบันเทิง การเมืองและนักเขียน โดยเธอมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเมื่ออายุเพียง 12 ปีกับ "จอห์น เคเร็ก" ว่าที่ผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีอายุมีกว่าเธอ 6 ปี หลังจากนั้นเทย์เลอร์คบหาและมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายอีกหลายคน เช่น ดาร์วิน พอร์เตอร์, แดนโฟร์ท ปริ้นซ์, มาร์ลอน แบรนโด และมอนต์โกเมอรี่ คลิฟต์ รวมถึง "โรนัลด์ เรแกน" และ "จอห์น เอฟ เคนเนดี้" ที่ต่อมาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐ โดยในรายของ "จอห์น เอฟ เคนเนดี้" เทย์เลอร์เล่าให้เพื่อนๆของเธอฟังว่า เธอเคยมีเพศสัมพันธ์หมู่กับเขาและ "โรเบิร์ต สแต๊ก" นักแสดงชื่อดังอีกคนของฮอลลิวูด มาแล้ว


ทั้งนี้ในหนังสือยังบอกด้วยว่า เทย์เลอร์หลงรัก "แฟรงก์ ซินาตร้า" นักร้องชื่อดังและหวังแต่งงานกับเขา เธอจึงบอกกับเขาว่าตั้งท้อง แต่เขาปฏิเสธพร้อมกับขอให้เธอไปทำแท้ง

This is a "lo-fi" version of our main content. To view the full version with more information, formatting and images, please click here.
Invision Power Board © 2001-2014 Invision Power Services, Inc.