Help - Search - Members - Calendar
Full Version: วิเคราะห์ วิจารณ์ ภาพยนตร์ ที่คุณชื่นชอบ เเห่งปี 2009
ThaiDVD.net | Hi-DEF Blu-Ray DVD HTPC Home Theater ไฮเดฟ บลูเรย์ ดีวีดี โฮมเธียเตอร์ > :: DVD Zone :: > All About -DVD- > ละเลง..เพลง หนัง
Pages: 1, 2
BoBoi
ไหนๆก็ปลายปีเเล้ว เลยคิดว่าน่าจะตั้งกระทู้นี้ขึ้นมา เพื่อให้มา วิเคราะห์ วิจารณ์ หนังที่ชอบกัน โดยกี่เรื่องก็ได้ เเต่ พยายามเน้น
ให้อยู่ราวๆ 10-15 เรื่อง ก็ดีครับ เพื่อจะได้ไม่ยาวจนเกินไป ครับ

สำหรับผมเอง ปีนี้ที่กำลังจะผ่านไป เข้าโรงหนังค่อนข้างเยอะ กว่าปีที่ผ่านๆมา พอสมควรเลย เเละ เป็น ปีที่ ได้ดูหนัง Fall Release
หลายๆเรื่อง อย่างรวดเร็ว เพราะ โรงที่ ออส เอามาฉายเร็ว ครับ

ผมไม่นับหนัง Fall Release ของ 2008 ที่ได้ดูต้นปีนะ นับเเต่หนังของปีนี้จริงๆ

สำหรับ บทสรุป ปีนี้ สำหรับผมเอง เริ่มกันเลยดีกว่า.....

TOP 10 MOTION PICTURES OF 2009

#1. An Education
Carry Mulligan dazzles in one of 2009 Best Films



กลายเป็นหนังในดวงใจไปอย่างรวดเร็ว An Education เป็นหนังที่สวยงาม ทุกรูปเเบบ เเละ จากทุกมุมมอง ช่วงเวลาที่ได้ดูหนัง
เรื่องนี้ เป็นช่วงที่เวลาที่ทำให้ผมมีความสุขอย่างมาก เเละ รู้สึกอิ่มเอมเป็นอย่างยิ่ง หนังเรื่องนี้ทำให้ผมหลงรัก Carey Mulligan
เข้าอย่างจัง Jenny ของเธอ สวยงาม เเละ อ่อนไหว เหลือเกิน การเเสดงของเธอมีพลังเปี่ยมล้น ทำให้ ผมเองต้องพลอนคล้อย
เศร้าตามเรื่องราวของเธอไปด้วย พร้อมๆกับเวลาที่ Jenny ค่อยๆหลง Peter อย่างหัวปักหัวปำ

นอกจาก การเเสดงที่ยอดเยี่ยมของ Mulligan เเล้ว หนังยังมี สมทบบท ที่ดีเยี่ยม จาก Alfred Molina เเละ บทหนัง ที่ดีที่สุด
บทหนึ่งของปีนี้ จาก Nick Hornby เเละ โทนหนังที่กำกับได้ ดีเยี่ยม โดย Lone Scherfig ผมชอบที่ Scherfig ดัดเเปลง บท
มาจาก Memoirs ที่ค่อนข้างมืด ให้มาเป็นเรื่องราวดูเบาลง เเละ มีจังหวะเรียกเสียงหัวเราะได้บ้างเล็กน้อย ท่ามกลาง ประเด็น
ลึกๆที่เครียดพอสมควร

#2. (500) Days of Summer
Annie Hall เเห่งยุค Twitter



นี่คือหนังเกี่ยวกับ "การหลงรัก" เเต่ไม่ใช่ "หนังรัก" เป็นหนังที่นำเสนอเรื่องราวของความรัก ได้ ทั้ง สวยงาม เเละ เจ็บเเสบ ในเวลา
เดียวกัน เเละ สอนให้เรารู้ถึง ชีวิตจริง ที่เเม้จะมีช่วงเวลาอันเจ็บปวด เเต่ เราก็ไม่ควรทิ้งความหวัง ที่ อนาคต มีสิ่งดีๆที่รอเราอยู่ หนัง
เรื่องนี้เป็นหนังที่ผู้ชายทุกคนควรดู เป็นหนังที่ได้เเรงบัลดาลใจมากเเทบจะล้วนๆจาก บทของ Annie Hall

นอกจาก หนังจะมี Zooey Deschanel ที่น่ารักน่าชังเเล้ว หนังยังเป็นการเเจ้งเกิด อย่างเต็มตัวของ Joseph Gordon Levitt ด้วย
การเเสดง ของเขาในเรื่องนี้ เป็นการการันตี ความเป็นดาราที่มีคุณภาพคนหนึ่งของเขา เเละ เป็นการเปิดโอกาสต่องานดีๆในอนาคต
ของตัวเขาเองด้วย

#3. Moon
หนัง Sci-fi สุดคลาสสิก กับ การเเสดงระดับเทพ Sam Rockwell



การเเสดงที่สุดยอดของ Sam Rockwell ตรึงหนังเรื่องนี้ เข้าไว้ด้วยกัน เป็นหนังเล็กๆ ที่ได้ใจผมไปเต็มๆ การดำเนินเรื่องเเบบไม่
ซับซ้อน เเต่ เเทรกไปด้วย ความฉลาด เเละ สร้างสรรค์ บทที่เฉียบคม เเฝงข้อคิดอย่างมากมายเอาไว้ให้เราได้คิด

Moon เป็นหนังเล็กๆ ที่ ทำให้เป็นปีที่ถือว่า ยุคของหนัง Sci-fi กลับมา หวือหวา อีกครั้ง เเละ ผมเชื่อว่า หนังเรื่องนี้ มีโอกาสกลาย
เป็น คลาสสิก ที่คนพูดถึงกันอย่างมาก ใน อนาคตอันใกล้นี้

#4. The Hurt Locker
The Most Authentic War Experience



หนังสงคราม ที่ สมจริง ที่สุด เรื่องหนึ่ง นับตั้งเเต่มีการสร้่าง หนัง สงคราม ขึ้นมาเลย หนังนำเสนอ สงครามใน อิรัก เเบบ เรียกว่า
"ตรงไปตรงมา" เเละ "ดิบ" ที่สุดเรื่องหนึ่ง เช่นในหลายๆฉาก หนัง ไม่มีการตัดต่อเร็วๆ ล่้วนเป็น long take เเช่ สถานการณ์ไว้จน
กว่าจะคลี่คลายเท่านั้น หนังมี การเเสดงเปิดตัว ชั้นเทพจาก Jeremy Renner ที่เล่นได้ บ้าดีเดือด เอามากๆ

ไม่น่าเเปลกใจที่หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลมามากมายหลายสถาบัน เเละ กำลังจะก้าวไปคว้ารางวัล ออสการ์ ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
ผมรักหนังเรื่องนี้ ด้วยความจริงใจของคนสร้าง หนังเรื่องนี้ไม่ได้ นำเสนอให้ อเมริกา เป็นพระเอกในสงครามอิรักอีกต่อไป เเต่กลับ
กลายเป็นการนำเสนอ ชีวิตจริง ของ ทหารอเมริกัน ในสงครามอิรัก มากกว่า

#5. A Serious Man
SERIOUSLY!



เป็นอีกครั้งที่ สองพี่น้องโคเอน เหมือนเป็น มนุษย์ต่างดาว มีไทม์เเมชชีน ย้อนเวลากลับมาสร้างหนังที่ คนอื่นๆ ต้องใช้เวลาอีกเป็น
สิบปีกว่าจะสามารถตามพวกเขาทัน สิ่งที่น่าชื่นชมมากที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดของเรื่องนี้คือ Screenplay ของหนัง ที่ เขียนมาได้เเบบ
เหนือชั้น

หนังเรื่องนี้มีการเเบ่งเเยกขั้นตอนการเล่าเรื่อง เเละ เอกลักษณ์, หน้าที่ ของเเต่ละตัวละคร อย่างเด่นชัด ทุกฉาก เเละ ทุกการกระทำ
ของเเต่ละตัวละคร มีเหตุผล เเละ ผลลัพธ์ ที่เห็นได้อย่างชัดเจน

#6. Up in the Air
How much does life weight?



หนังที่นำเสนอประเด็นของ ความโดดเดี่ยว เเละ เรื่องของหน้าที่การงาน ถ่ายทอดผ่าน ทั้ง อารมณ์ขัน, มุขตลกเสียดสี เเละ ช่วงเวลา
ของความเครียดที่ได้อารมณ์ขนานกับเหตุการที่นำเสนอจริงๆ หนังมีการเเสดงระดับยอดเยี่ยมจากดารานำทั้ง 3 คน เเละ บทหนัง
ดัดเเปลง ที่ดีที่สุดของปีที่เเล้วอย่างไม่ต้องสงสัยเลย

เเม้โดยปรกติ ผมจะเฉยๆกับ George Clooney ในบทบาทการเเสดงของเขา เเต่ในเรื่องนี้ ต้องยอมรับว่า Clooney ทำได้ดีมาก
มายจริงๆ เขาสามารถถ่ายทอดเอา อารมณ์ ความเหงา เเละ ความอ่อนไหว ของ Ryan ออกมาได้อย่างหมดเปลือก จนทำให้คนดู
สามารถสัมผัส ความละเอียดอ่อน เเละ ไม่มั่นคง ของ ตัวละครตัวนี้ ได้อย่างชัดเจน

#7. District 9
หนังทุนไม่มาก ที่สอนให้หนังทุนเยอะๆรู้ว่า "เค้าทำกันเเบบนี้"



หนังเล็กๆที่ตอนเเรก เเทบจะไม่รู้จัก เเต่ หลังจากได้ติดตาม ไปซักพักหนึ่ง ก็ ตัดสินใจไปดูจนได้ เเละ ก็ไม่ผิดหวังเลย ขนาดหนัง
เรื่องนี้มีทุนไม่มาก เท่ากับหนังเรื่องอื่นๆที่จำเป็นต้องใช้ CG เป็นส่วนมาก

เเต่หนังกลับทำได้ดีมากๆ ทั้งในเเง่ของ CG เเละ ตัวบท ที่สำคัญที่สุดคือ หนังเรื่องนี้ มีหัวใจ มีบทที่ดี มีการดำเนินเรื่อง ที่ สนุก
อยู่ตลอดเวลา เเละ ให้ข้อคิด กับ ความเป็นมนุษย์ของทุกๆคนบนโลกนี้ได้เป็นอย่างดี

#8. Inglourious Basterds
"ความบ้ามาเยือน" ฉบับดิบๆ จาก Quentin Tarantino



เป็นการกลับมาของ QT อย่างยอดเยี่ยม หลังจากที่ ล้มเหลวไปพอสมควร กับ การทำ โปรเจกต์ Grindhouse เมื่อปีกลาย มา
คราวนี้ QT กลับมาลุยด้วย ความบ้าครั้งล่าสุด ของเขา

ทั้ง Melanie Laurent เเละ Christoph Waltz เเสดงได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะคนเเรก เป็นเเกนของหนัง ที่เเข็งเเกร่ง มาก
กว่า ดารามีชื่อหลายๆคนเสียอีก หนังมี ensemble ที่ยอดเยี่ยม เเละ บทที่สุดยอดที่สุดบทหนึ่งของปี ครับ

#9. UP
ความสวยงามของหนังเรื่องนี้ จะเป็นความทรงจำ ที่ผมจะประทับใจไปตลอดชีวิต



หนัง อนิเมชั่น ที่เเอบทำให้ผมน้ำตาคลอได้ เนื้อเรื่อง สมบูรณ์เเบบ ครับ เป็น อนิเมชั่น ที่ หนึ่งวินาที ทำให้คุณ ยิ้ม เเละ หัวเราะ
ได้อย่างมีความสุข เเละ อีกหนึ่งวินาที ที่ ทำให้คุณ ร้องไห้ขี้มูกโป่ง

ทุกอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ สวยงามไปหมด ทั้ง ตัวละคร เเละ การนำเสนอ มีฉากสวยๆให้ผมเองได้เก็บไว้เป็นความทรงจำ ไปอีก
นานเเสนนาน หลากหลายฉาก เหลือเกิน ครับ

#10. Two Lovers
ถ้านี่เป็นหนังเรื่องสุดท้ายของ Joaquin Phoenix จริงๆ ก็ถือเป็นความทรงจำที่ดี



หนังดีมากๆ จนเสียดายเเทนที่หนังเข้าไม่ถึงคนดูส่วนใหญ่ ชอบมากๆ กับ ประเด็น ที่หนังพยายาม นำเสนอ ดูไปกลายๆ อย่างกับ
หนังรัก 3 เศร้า ของ Woody Allen เลย หนังต้อนรับการกลับมา คืนฟอร์มอีกครั้ง ของ Gwyneth Paltrow ด้วย ครับ

คิดๆไปเเล้วก็น่าเสียดายที่หนังดีๆเเบบนี้ เข้าไม่ถึงคนส่วนใหญ่ เเละ น่าเสียดายที่เป็นหนังเรื่องสุดท้ายของ Joaquin Phoenix

HONORABLE MENTIONS

Whip It

ผลงานกำกับของ Drew Barrymore เรื่องนี้ ขอบอกว่า หนัง จี๊ด มากๆครับ จากที่ชอบ Ellen Page อยู่เเล้ว มาเจอบทบาทของเธอใน
เรื่องนี้ ยิ่งชอบมากขึ้นไปอีก ผมว่า Page เหมาะกับ บท สาวเเก่นๆ เเบบนี้มากๆ ด้วยบุคลิก ของเธอที่ออกเป็นเเบบนั้นอยู่เเล้ว เรียกว่า
เธอน่ารักในเเบบ เเก่นๆ ใสๆ ผมชอบจังหวะ Whip It ในเรื่องนี้มากๆ ทีม Scout ใช้ทีไร ก็อด อมยิ้มไม่ได้เลย

หนังเรื่องนี้ทำให้ผมยิ้มได้ตลอดทั้งเรื่องนะ เป็นหนังที่อารมณ์ออกมา ค่อนข้างจะเบา เเละ สามารถทำให้คนที่ไม่เคยรู้จักกีฬา Roller
Derby มาก่อนอย่างผม พบกับความสนุกได้ตลอดทั้งเรื่อง ขอชมว่าหนังเรื่องนี้มีสเน่ห์ในตัวของมันเอง มากๆ ครับ

Julie & Julia

เจ้าเเม่ Meryl Streep จับคู่กับ Amy Adams อีกครั้ง ในหนังของ Nora Ephron ที่มีผลงานที่ผมชอบอย่าง Sleepless in Seattle เเละ
You've Got Mail เป็นตัวดึงดูดให้เข้าไปดูในเรื่องนี้ สำหรับ Julie & Julia ผมชอบในโทนของหนัง, การนำเสนอ เเละ ชอบ การเเสดงที่
สุดยอดเเห่งปี อีกครั้งของ Le Streep

Amy Adams เอง เเม้จะได้รับ บทที่เนื้อหา เเละ ธรรมชาติ ค่อนข้างด้อยกว่า Streep เเต่ก็เเสดงให้เห็นว่าเธอเองก็มีความ สามารถใน
การ คั้นเอา สิ่งที่มีอยู่ในความจำกัดของบท ออกมาใช้งานได้ดี

Drag Me to Hell

Sam Raimi กลับมากำกับหนังเเนว สยองขวัญ ที่ตัวเองถนัด อีกครั้ง โดยหนังมี Alison Lohman ดารา ที่ผมชอบมานานพอสมควร
เเล้ว ตั้งเเต่ สมัยที่ยังเล่น The White Oleander โน่นเเหนะ

นี่เป็นหนึ่งในหนัง ที่ ให้ประสบการณ์ความสนุก กับการได้ดูในโรง มากที่สุดเรื่องหนึ่งในรอบหลายปีหลังเลยเเหละ มีจังหวะน่ากลัวๆ
ให้ได้ผวากันอย่างต่อเนื่องอีกด้วย โดยเฉพาะคนขวัญอ่อน อย่างผม

Star Trek

ผมเองบอกตรงๆว่า ไม่ได้เป็นเเฟน Trek มาก่อนเลย จริงๆ ไม่เคยดูมาก่อนซักภาคเดียวด้วยซ้ำ เเต่ การ reboot ครั้งนี้ หนังทำมา
เพื่อคนทั่วๆไปด้วยจริงๆ เลยทำให้ผมเองก็เข้าถึงเนื้อเรื่องได้ไม่ยากเลย

ถือเป็นหนังที่สนุกที่สุดเรื่องหนึ่งของปี ที่ มีความพอเพียง ในการ ให้ความสมดุล ระหว่าง ความสำคัญของ เนื้อเรื่อง เเละ ฉากเเอคชั่น
โดยไม่พยายามจะยัดเยียด สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มากเกินความพอดี

Adventureland

หนังที่ โฆษณา เบาๆ เเต่ เนื้อหาจริงๆของหนัง หนักอึ้งเอาทีเดียว รู้สึกเหมือนได้ดูหนัง ตลกร้ายเล็กๆ เรื่องหนึ่งเลย ชอบเรื่องนี้ ด้วย
บทที่ ผมคิดว่าค่อนข้างเเน่น เเม้ดาราหลายๆคนจะค่อนข้างอ่อน ทางการเเสดงก็ตาม

เเต่ก็ได้ ทิศทาง เเละ ตัวบท มาช่วยเอาไว้ ทำให้ หนังไปได้ดีทีเดียว เรื่องนี้ ใครชอบ K Stew ก็ไม่น่าพลาด เพราะ เธอมีบทบาท
มากทีเดียว ในเรื่องนี้ ส่วน Jesse Eisenberg ทำได้ดีมากๆ กับ บทนำ ครั้งเเรก ครับ

State of Play

หนังเฉือนคมกัน ของ นักข่าว เเละ นักการเมือง ด้วยประเด็นของ ความอื้อฉาว ทั้งเรื่องของ การเมือง เเละ ผู้หญิง เเม้หนังจะมีช่องโหว่
ให้เก็บอยู่เล็กน้อย เเต่ก็เป็นส่วนน้อย มากๆ กับ ตัวบท ที่ ทำได้ดีมากๆเเล้ว

ในเเง่ของการเเสดง ดาราเเต่ละคน ก็มากัน เต็มที่ ทั้งนั้น ทั้ง Crowe, Affleck, Robin Wright เเละ การเเสดง ที่เติบโตขึ้นมากของ
McAdams รวมทั้ง บทเล็กๆของ Mirren เอง ก็เล่นได้เเสบมากๆ

Watchmen

เเม้จะไม่ใช่ หนัง Comic-Book ที่ดีที่สุด เเต่ก็ใกล้เคียงไม่น้อยเลยทีเดียว กับ หนัง ซูเปอร์ฮีโร่ เชิง ปรัชญา ที่ทำให้ คุณ ต้อง ครุ่นคิด
ตลอดเวลาที่ดู เป็น การบริหารสมองที่ดีมากๆ ครับ

เเม้หนังจะยาวไปนิด เเต่ต้องยอมรับเลยว่า นี่เป็น Graphic Novel ที่ โคตรยาก ในการ ดัดเเปลงมาเป็น หนัง ด้วย เวลาที่จำกัดเเบบนี้
ต้องชื่นชม Snyder ตรงนี้ด้วยครับ ถ้าไม่ใช่เขา คงไม่มีใครเเล้วที่จะทำได้

Sunshine Cleaning

หนังเล็กๆ เรื่องนี้ เน้นไปที่การเเสดงของ ดารานำ ทั้ง Adams, Blunt เเละ สมทบบท ของ Arkin ซึ่ง ทั้ง 3 คนนั้น เป็นดารา ที่มีความ
โดดเด่น ในการ โต้ตอบ dialogue อยู่เเล้ว ในเรื่องนี้ ก็ทำได้ดี เหมือนเดิม ครับ

หนังมีประเด็นที่ทำให้คนดูได้คิดมาทีเดียว กับ การนำเสนอ เรื่องราวของคนสู้ชีิวิต ที่เข้าถึงใครหลายๆคน เป็นหนังที่ น่าจะได้รับความ
น่าสนใจ มากกว่า ที่มันได้รับในช่วงที่ออกฉาย มากๆ ครับ
V For Spartan
ขอรอสัปดาห์หน้าก่อนนะเฮีย ผมเชื่อว่า Avatar คงได้ติดหนึ่งในลิสต์หนังแห่งปี 2009 ที่ผมชื่นชอบแน่!
josemuliho
วิเคราะห์ได้ดีครับ
unjichan
เด๋วมาด้วย
BoBoi
QUOTE(V For Spartan @ Dec 12 2009, 02:25 AM) *
ขอรอสัปดาห์หน้าก่อนนะเฮีย ผมเชื่อว่า Avatar คงได้ติดหนึ่งในลิสต์หนังแห่งปี 2009 ที่ผมชื่นชอบแน่!

ผมเองคิดว่า ไม่น่าจะมีที่ชอบเปลี่ยนไปจากนี้เเล้วครับ ปีนี้ เลยจัด List ซะเลย

เเต่ยังงัย พร้อมเเล้ว ก็มา เเจม ก็ได้ครับ

QUOTE(unjichan @ Dec 12 2009, 03:02 PM) *
เด๋วมาด้วย

พร้อมเลยก็ลุยเลย
wavekung
จองไว้ อิอิ
eddy
เดี๋ยวมาแจมด้วยครับ
ไทยจ้อ
แปลกนะ ปีนี้ผมเองกลับรู้สึกเฉยๆ อาจเป็นเพราะผลพวงจากรายรับที่ลดลง

ประกอบกับปัญหารอบข้างและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น ก็เลยทำให้ใจมันหดหู่

พาลตีโจทย์หนังดีๆไม่แตกเลยสักเรื่อง ได้แต่ดูเอามันส์อย่างดียว...ขอบคุณมากครับ

สำหรับการจัดอันดับหนังดีๆให้รับทราบเป็นข้อมูล !
unjichan
Jingjo's Top Ten Movies Of 2009

#10 : Fame
'Original May Be A Classic, But Give This Remake A Try.'


งานรีเมคที่ไม่ควรรีเมค แต่ควรสร้างเรื่องใหม่เลย เรื่องนี้เหมือนเอา Scream มาล้างน้ำเป็น High School Musical
แต่ถ้าหากไม่คิดจะเปรียบเทียบ ไม่คิดว่ากำลังดูหนังรีเมค หนังเรื่องนี้ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีสำหรับหนังมิวสิคัลของปีนี้
มีทั้งความบันเทิง ความเศร้า ความไพเราะของเพลง และนักแสดงแต่ละคนก็แสดงได้ดีพอสมควร ทำให้เรื่องนี้เหมือน
เป็น High School Musical แห่งปี ที่เจาะกลุ่มเป้าหมายผิด และเสี่ยงเล่นของสูงไปหน่อย

#9 : รถไฟฟ้า... มาหานะเธอ
'Somewhat Entertaining For A Cheesy Thai Movie.'


คงไม่พ้นคำว่าหนังไทยแห่งปี ในบางจุดดูแป๊ก (เช่นฉากความคิดของนางเอก) โดยส่วนตัวคิดว่า
สูตรเสน่หาสนุกกว่า แต่ในเมื่อเรื่องนี้ทำหน้าที่ของหนังได้ดีกว่าหนังไทยทั่วไป เอาเป็นว่าทำหน้าที่
ได้ดีระดับพอๆกับ My Sassy Girl หรือหนังเกาหลีที่ทำให้คนคลั่งได้ ก็ถือว่าบรรลุแล้วสำหรับ
เป้าหมายของคนทำหนัง นี่เป็นตัวอย่างของหนังที่ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ แต่ได้ใจคนดู ดังนั้น
รถไฟฟ้ามาหานะเธอ อาจไม่ใช่หนังที่คุณจะประทับใจขณะดู แต่คุณจะประทับใจเมื่อหนังจบ
และมีหลากหลายปัจจัยที่ทำให้คุณหลงรักหนังเรื่องนี้ไปโดยไม่รู้ตัว

#8 : Astro Boy
'My Favorite Non-Disney Animation That I Left Teary-Eyed.'


ในปีนี้แทบไม่มี Animation ของ Disney Animation Studios ให้ดูเลย (จะมีก็แต่ Bolt ของปีที่แล้ว
ที่เพิ่งฉาย และ The Princess And The Frog ซึ่งโดนเด้งไปฉายปีหน้า) แต่ Astro Boy
กลับมาทำเซอร์ไพรซ์ด้วยความลงตัวของเนื้อเรื่อง ที่ซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับ แต่ไม่ทำให้คนเบื่อ สิ่งที่ประทับใจที่สุด
คือความซึ้งจนน้ำตาไหลที่ไม่ค่อยได้เห็นใน Animation เรื่องที่พอจะมีบ้างคือ Up, Meet The Robinsons
และ ของไทยมีเรื่องเดียวคือ นาค (ของพี่บอยด์) ดังนั้น Animation เรื่องนี้มาอย่างลงตัวสุดๆกับหลายๆอย่าง
แม้จะไม่เคยรู้จัก Astro Boy มาก่อนคุณก็สนุกกับมันได้ แต่ยิ่งคุณเป็นแฟนอยู่แล้ว รับรองว่าไม่ผิดหวัง

#7 : Ponyo
'Great Comeback Of The Japanese Magician.'


การกลับมาที่ยิ่งใหญ่หลังจากหายไปตั้งแต่ปี 2004 กับเรื่อง Howl's Moving Castle ซึ่งทิ้งให้แฟนๆ
รอการกลับมาอย่างนานตั้ง 4 ปี (ไม่รวมเรื่อง Tales From Earthsea ของลูกชายมิยาซากิ) และพอกลับมา
ก็นำเอาเทพนิยาย Classic ของ Hans Christian Anderson ที่ดิสนี่ย์เคยนำไปดัดแปลงแล้ว
มาดัดแปลงใหม่ให้แนวกว่าดิสนี่ย์ Ponyo จึงดูเป็นแนวน่ารักแบบ Totoro มากกว่าแนวอลังการแบบ Spirited Away
แต่ก็ยังไม่ทิ้งลายเพราะความแฟนตาซีที่แทรกเข้ามาทำให้การ์ตูนเรื่องนี้ลงตัวและไม่น่าเบื่อ แต่ไม่ได้ดีเยี่ยมสมออสการ์
อย่างเรื่องอื่นๆเช่น Up, The Princess And The Frog หรือ Spirited Away ของตนเอง ดังนั้นปีนี้ได้ใจคนดู
งวดหน้าค่อยมาเอาใจออสการ์เหมือนเดิมละกันนะ

#6 : Every Little Step
'The Best Documentary I've Seen So Far.'


ผมกับสารคดีเป็นอะไรที่ไม่ถูกกัน ขนาด Earth ที่เป็นของดิสนี่ย์และสุดยอดมากๆผมยังหลับไปนิดนึง
แต่ผมกับบอร์ดเวย์เหมือนเกิดมากับเชือกผูกติดกัน สถิติคือดูติดกันทุกคืน 4 เรื่องที่ NYC ดังนั้น
เมื่อสองอย่างนี้มาเจอกัน ไม่รู้ว่าสิ่งไหนจะดึงไปมากกว่า ผมจะหลับ หรือจะตื่นเต้นได้ทั้งเรื่อง ผลที่ออกมาคือ
เพื่อนสองคนที่เข้าไปดูด้วยกันตอน BIFF หลับทั้งเรื่องส่วนผมนั่งติดขอบเก้าอี้ ดังนั้นหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีไว้
สำหรับทุกคน แต่สำหรับคนที่อินกับเนื้อหามากกว่า เนื้อหาเกี่ยวกับการ Revival (นำกลับมาสร้างใหม่)
บอร์ดเวย์เรื่องเดียวในประวัติศาสตร์ ที่แคสต์นักแสดงก่อนเขียนบท เพราะเนื้อเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับตัวนักแสดง
ดังนั้นสารคดีเรื่องนี้แสดงถึงขั้นตอน แสดงภาพในอดีตของ Original Cast และแสดงชีวิตของคนที่มาออดิชั่น
สลับกันไปมา สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เป็นสารคดีที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนคนหนึ่ง ว่าไม่ว่า Part ของคุณจะเล็กแค่ไหน
แต่หากขาดคุณไป ละครที่เห็นก็จะเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง

#5 : Adventureland
'The Hilarious Dramatic Movies That Reflected Me At The Moment.'


จากหนังที่เข้าไปเพื่อดู Kristen Stewart กลายเป็นหนังที่อินและโดนใจที่สุดในรอบปี ที่ว่าอิน เพราะขณะที่เข้าไปดูนั้น
สถานะของตนเองคือ Cast Member ของ Disney ที่แม้ว่า Walt Disney World จะยิ่งใหญ่และไม่สตึเหมือน
Adventureland แต่อารมณ์ของการทำงานในสวนสนุกมันยังอยู่ เนื้อเรื่องที่คาดหวังว่าจะเข้าไปดูแต่นางเอกแล้วแกล้งขำกับมุขที่ไม่ขำ
กลับเข้าไปแล้วเจอดราม่าหนักอึ้ง (ของโปรด) ทำให้รู้สึกประทับใจเรื่องนี้ไม่น้อย เป็นหนังที่ทำให้คนตกหลุมรักได้ไม่ยาก
เช่นเดียวกับ Juno นั่นเอง

#4 : Bandslam
'The Movie That Introduced Me To The Completely New World Of Music.'


เรื่องนี้มีเคสคล้ายๆเรื่องข้างบน เพราะเข้าไปเพื่อดู Aly จาก 78Violets (ชื่อเก่า Aly & AJ)บวกกับอยากเข้าไปนั่งหมั่นไส้
Vanessa Hudgens และที่สำคัญคือคิดถึง Walden Media ค่ายโปรดรองจาก Disney ที่หลังๆคล้ายคลึงๆว่าเจ๊งบ่อย
แต่พอเข้าไป Walden กลับไม่ทำให้ผิดหวังเช่น Narnia เพราะว่านอกจากหนังจะสนุกแล้ว ยังคงเปิดโลกใหม่ของดนตรี Ska / Raggae
ให้คนอย่างผม ซึ่งคิดว่าชาตินี้คงไม่ฟัง ให้รู้สึกชอบได้ ดังนั้นสิ่งที่โดดเด่นคือเนื้อเรื่อง และเพลงประกอบภาพยนตร์
แต่ก็เหมือนหลายๆเรื่อง บางคนอาจไม่ชอบหนังเรื่องนี้ แต่ผมเชื่อว่าคงมีอีกหลายๆคนที่รู้สึกขอบคุณหนังเรื่องนี้ที่ทลายกำแพงในใจ
ของคนดูลงได้ในหลายๆด้าน

#3 : The Uninvited
'The Only Horror That I Can Watch More Than Once In A Month'

หลายๆคนคงเข็ดขยาดกับหนังผีรีเมคของเอเชียไปนาน แต่ผมการันตีได้ว่าเรื่องนี้โดดเด้งขึ้นมาจนแทบจะเหนือกว่า The Ring
อยู่แถวบนๆ อาจเพราะเสน่ห์ของนักแสดงที่เล่นเป็นสองพี่น้อง และเรื่องราวการจบแบบหักมุมที่เป็นเสน่ห์ของเรื่องนี้
สิ่งที่ฉบับอเมริกาทิ้งไปจากตู้ซ่อนผีฉบับเกาหลีคือความมึนงง ความไม่รู้เรื่อง ให้คนดูต้องซุยเอาเอง ดังนั้นหนังเรื่องนี้เหมือนผสาน
ความน่ากลัวของหนังผีตะวันตก และตะวันออกได้อย่างขั้นเทพ รวมถึง Art Direction ที่งามงดและการจัดแสงที่สวยโคตรๆของเรื่อง
จึงอยากให้ทุกคนให้โอกาสกับหนังเรื่องนี้ดูบ้าง เพราะหนังรีเมคไม่ได้แย่เสมอไป

#2 : My Sister's Keeper
'The Movie That Lives Up To My Expectation From The Book.'

กี่ครั้งกี่หนที่คนผิดหวังเมื่อหนังสือที่ตนรัก ได้ถูกแปลงมาเป็นภาพยนตร์ แต่ My Sister's Keeper ยังคงส่วนที่สำคัญของหนังสือ
ไว้ทั้งหมด ยกเว้นตอนจบ และในขณะเดียวกันส่วนที่น่าเบื่อของหนังสือก็หายไปจากหนัง ทำให้มีความต่อเนื่องมากขึ้น
ดังนั้นหนังและหนังสือจึงมีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่ทั้งสองมีเหมือนกันแน่นอนคือความซาบซึ้งในความรัก
ของครอบครัว ดังนั้นที่หนังเรื่องนี้มาอยู่ในอันดับสองของผม ก็เพราะเป็นหนัง Adaptation ต้นแบบที่โลกน่าจะทำเยอะๆ
(แต่อย่าให้เกร่อ) และแสดงความซื่อสัตย์กับหนังสือให้ถูกกาละเทศะนะ (จำไว้นะ New Moon)

#1 : Hannah Montana : The Movie
'The Most Anticipated Movie Of The Year 2009, And I Am Impressed.'

โอเค หลายคนอาจแปลกใจถึงเรื่องนี้ ว่าทำไมอยู่บนอันดับหนึ่งได้ และหลายคนคงรู้อยู่แล้วว่าไอ้คุณจิงโจ้ต้องเอาเรื่องนี้
เป็นอันดับหนึ่งแน่ นั่นเป็นเพราะหนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องเดียวที่ตอบโจทย์คนดูได้อย่างครบถ้วน สิ่งที่คนดูคาดหวังและ
ต้องการจะพบก็ได้พบได้เจอ ซ้ำยังไม่น่าเบื่อและสามารถดูได้หลายรอบ หนังเรื่องนี้อาจไม่ใช่หนังที่สมควรได้รับรางวัลใดๆ
แต่เป็นหนังที่ควรดู ให้รู้ว่าหนังที่ไม่ได้พยายาม "ดี" ก็ดีได้ และสามารถมีคุณค่าต่อคนดูอย่างแท้จริง Hannah Montana : The Movie
เป็นหนังที่ทุกคนดูได้ ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ (ไม่เบื่อ) ทั้งคนที่เคยดู Series ทั้งคนที่ไม่เคย (ก็รู้เรื่อง) สิ่งที่คุณจะได้จากหนังเรื่องนี้คือ
ทุกสิ่งที่คุณจะคาดหวัง ใครที่ไม่ได้รับอะไรที่คุณคาดหวัง ก็เป็นที่คุณแล้วว่า "คาดหวังอะไรจากหนังเรื่องนี้ หวังมากเกินไปหรือเปล่า"
และสิ่งที่มีปัญหาคือหนัง หรือคุณ?


Other Honorable Mentions

Princess Protection Program
Best Made-For-TV Movie Of 2009

DCOM ไม่เคยทำให้คุณผิดหวัง ที่ผ่านมามีทั้งระดับกลางถึงดี แต่เรื่องนี้สามารถขึ้นไปอยู่บนระดับ Top เคียงคู่กับ
High School Musical ได้เลย เพราะความสนุกสนาน ความน่ารัก และเนื้อเรื่องที่ใครๆก็ดูได้ ทำให้ไม่ต้องเครียด
กับหนัง ว่าเรื่องนี้จะดีไหม จะตีความยังไง จะเสียเวลาไหม ลองปล่อยใจว่างๆแล้วดูหนังที่ไม่ต้องคิดอะไรบ้างก็ดี

Glee
Best TV Series Of 2009

สุดยอดแห่ง Series ที่โลกนี้เคยมี ทำไม Glee ถึงเข้าไปครองใจคนได้ทุกวัย เพราะแนวเพลงที่หลากหลาย ตั้งแต่แนวป๊อบ
บอร์ดเวย์ ไปถึงฮิปฮอป โย่ๆ และตัวละครที่วางอย่างสมบูรณ์แบบ เนื้อเรื่องที่มีทั้งหัวเราะและร้องได้ เคยมีตอนที่ขำทั้งน้ำตา
แต่ตอนที่ตกใจสุดขีดถึงขึ้นว่า "คิดได้ไง" ถือเป็น Series ที่ดูบ่อยได้ไม่เบื่อ มีเพลงที่เพราะ และทำหน้าที่ Entertain คนดู
ได้ทุกแนว ทั้งรูปแบบ ตั้งแต่วัยเด็กถึงผู้ใหญ่

What Goes Up
Best Indie Of 2009

เช่นเดียวกับสารคดี จิงโจ้กับอินดี้ไม่ใช่ของคู่กัน ส่วนตัวอี๋มาก ไม่ชอบหนังอินดี้เพราะกว่า 80% สร้างโดย Wannabes
ที่พยายามมากเกินไป แต่เรื่องนี้พยายามหรือเปล่าไม่รู้ ผมดูแค่ Hilary แต่ได้แง่คิดและความสนุกอารมณ์ Feel Good
กลับมา แต่ที่ไม่ได้อยู่ในลิสต์ เพราะผมได้ดูเรื่องนี้ในแบบ DVD เพราะในโรงมันเข้าแบบ Limited มักๆ

Up
Best Impression Of The Theater

สาวกดิสนี่ย์ควรจะบ้าเรื่องนี้ใช่ไหม? อาจใช่ถ้าผมดูในโรงธรรมดา แต่สำหรับเรื่องนี้ นอกเหนือจากหนัง สิ่งที่ Distract
ผมจากหนังคือโรงที่ดู ผมได้ดูในโรง El Capitan Theater โรงที่เป็นสถานที่ Premiere หนัง Disney ทุกเรื่อง
กลาง Hollywood มีโรงเดียวแต่มีสองชั้น ก่อนหนังฉาย 15 นาที ก็จะมีคนมาเล่น Organ ตรงหน้าจอหนังให้คุณฟัง
ก่อน Trailer หนัง พอถึงเวลาฉายหนังหลัง Trailer จบ ก็ได้เห็นว่า จอสามารถยกขึ้นไปเป็นเวทีและมีกลุ่มผองเพื่อน
Mickey & Friends มาเต้นแร้งเต้นกา (แนวประมาณดูโชว์) แล้วเมื่อจบการแสดงหลังจากที่ยังอึ้งๆอยู่ หนังก็เริ่มฉาย
ถือเป็นประสบการณ์ดูหนังที่ประทับใจที่สุดในชีวิตก็ว่าได้

High School Musical : Senior Year
Best Of 2008 That Was Screened In Thailand In 2009

หนังที่ต้องรอกันข้ามปี (ก็ยังดีที่เอามาฉายให้ ขอบใจ) เป็นหนังที่ประทับใจที่สุด ถ้าถือว่าเรื่องนี้อยู่ในปี 2009 ก็คงมาอยู่อันดับหนึ่ง
แล้วเด้ง Fame หลุดไปจากชาร์ท เหตุผลเดียวกับ Hannah Montana The Movie ในหลายๆข้อ แต่เรื่องของการตอบโจทย์คนดู
High School Musical 3 ทำได้ดีกว่ามาก ดังนั้นนี่จึงเป็นหนังที่ผมให้อันดับหนึ่งจริงๆของชาร์ทนี้ (อิอิ แล้วอ่านมาทำไมตั้งนาน)



ขอบคุณที่อ่านนะครับผม
dominos
มาจดๆๆเรื่องน่าสนใจเพราะปีนี้ดูหนังน้อยมาก ขอบคุณนะครับบ
fish_dvd
เข้ามาเก็บข้อมูลครับ จะได้ตามไปสอยเรื่องที่ยังไม่ได้ดู happy.gif
BoBoi
QUOTE(unjichan @ Dec 14 2009, 12:51 AM) *
Jingjo's Top Ten Movies Of 2009

#5 : Adventureland
'The Hilarious Dramatic Movies That Reflected Me At The Moment.'


จากหนังที่เข้าไปเพื่อดู Kristen Stewart กลายเป็นหนังที่อินและโดนใจที่สุดในรอบปี ที่ว่าอิน เพราะขณะที่เข้าไปดูนั้น
สถานะของตนเองคือ Cast Member ของ Disney ที่แม้ว่า Walt Disney World จะยิ่งใหญ่และไม่สตึเหมือน
Adventureland แต่อารมณ์ของการทำงานในสวนสนุกมันยังอยู่ เนื้อเรื่องที่คาดหวังว่าจะเข้าไปดูแต่นางเอกแล้วแกล้งขำกับมุขที่ไม่ขำ
กลับเข้าไปแล้วเจอดราม่าหนักอึ้ง (ของโปรด) ทำให้รู้สึกประทับใจเรื่องนี้ไม่น้อย เป็นหนังที่ทำให้คนตกหลุมรักได้ไม่ยาก
เช่นเดียวกับ Juno นั่นเอง

ตรงกันเรื่องนี้เเฮะ ว่าเเต่จัด Font สวยดี น่าจะเลียนเเบบซะ อิอิ

เเต่เรื่องนี้ ตอน โฆษณา นี่ หนังคนละโทน กับ ตัวหนังจริงๆ เลย มี Red Band Trailer ที่ใกล้เคียงหน่อย
V For Spartan
QUOTE(unjichan @ Dec 14 2009, 12:51 AM) *
#1 : Hannah Montana : The Movie
'The Most Anticipated Movie Of The Year 2009, And I Am Impressed.'

โอเค หลายคนอาจแปลกใจถึงเรื่องนี้ ว่าทำไมอยู่บนอันดับหนึ่งได้ และหลายคนคงรู้อยู่แล้วว่าไอ้คุณจิงโจ้ต้องเอาเรื่องนี้
เป็นอันดับหนึ่งแน่ นั่นเป็นเพราะหนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องเดียวที่ตอบโจทย์คนดูได้อย่างครบถ้วน สิ่งที่คนดูคาดหวังและ
ต้องการจะพบก็ได้พบได้เจอ ซ้ำยังไม่น่าเบื่อและสามารถดูได้หลายรอบ หนังเรื่องนี้อาจไม่ใช่หนังที่สมควรได้รับรางวัลใดๆ
แต่เป็นหนังที่ควรดู ให้รู้ว่าหนังที่ไม่ได้พยายาม "ดี" ก็ดีได้ และสามารถมีคุณค่าต่อคนดูอย่างแท้จริง Hannah Montana : The Movie
เป็นหนังที่ทุกคนดูได้ ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ (ไม่เบื่อ) ทั้งคนที่เคยดู Series ทั้งคนที่ไม่เคย (ก็รู้เรื่อง) สิ่งที่คุณจะได้จากหนังเรื่องนี้คือ
ทุกสิ่งที่คุณจะคาดหวัง ใครที่ไม่ได้รับอะไรที่คุณคาดหวัง ก็เป็นที่คุณแล้วว่า "คาดหวังอะไรจากหนังเรื่องนี้ หวังมากเกินไปหรือเปล่า"
และสิ่งที่มีปัญหาคือหนัง หรือคุณ?



No Doubt! thumbdown.gif
unjichan
QUOTE(BoBoi @ Dec 14 2009, 11:14 AM) *
QUOTE(unjichan @ Dec 14 2009, 12:51 AM) *
Jingjo's Top Ten Movies Of 2009

#5 : Adventureland
'The Hilarious Dramatic Movies That Reflected Me At The Moment.'


จากหนังที่เข้าไปเพื่อดู Kristen Stewart กลายเป็นหนังที่อินและโดนใจที่สุดในรอบปี ที่ว่าอิน เพราะขณะที่เข้าไปดูนั้น
สถานะของตนเองคือ Cast Member ของ Disney ที่แม้ว่า Walt Disney World จะยิ่งใหญ่และไม่สตึเหมือน
Adventureland แต่อารมณ์ของการทำงานในสวนสนุกมันยังอยู่ เนื้อเรื่องที่คาดหวังว่าจะเข้าไปดูแต่นางเอกแล้วแกล้งขำกับมุขที่ไม่ขำ
กลับเข้าไปแล้วเจอดราม่าหนักอึ้ง (ของโปรด) ทำให้รู้สึกประทับใจเรื่องนี้ไม่น้อย เป็นหนังที่ทำให้คนตกหลุมรักได้ไม่ยาก
เช่นเดียวกับ Juno นั่นเอง

ตรงกันเรื่องนี้เเฮะ ว่าเเต่จัด Font สวยดี น่าจะเลียนเเบบซะ อิอิ

เเต่เรื่องนี้ ตอน โฆษณา นี่ หนังคนละโทน กับ ตัวหนังจริงๆ เลย มี Red Band Trailer ที่ใกล้เคียงหน่อย



จริงๆตรงกันหลายเรื่องนะงับลุง เช่น Drag Me To Hell, Julie & Julia แต่ให้ลุงวิเคราะห์หนังคุณภาพไป เพราะส่วนตัวขอเน้นหนังไร้สาระ อิอิ
BoBoi
QUOTE(unjichan @ Dec 14 2009, 02:09 PM) *
QUOTE(BoBoi @ Dec 14 2009, 11:14 AM) *
QUOTE(unjichan @ Dec 14 2009, 12:51 AM) *
Jingjo's Top Ten Movies Of 2009

#5 : Adventureland
'The Hilarious Dramatic Movies That Reflected Me At The Moment.'


จากหนังที่เข้าไปเพื่อดู Kristen Stewart กลายเป็นหนังที่อินและโดนใจที่สุดในรอบปี ที่ว่าอิน เพราะขณะที่เข้าไปดูนั้น
สถานะของตนเองคือ Cast Member ของ Disney ที่แม้ว่า Walt Disney World จะยิ่งใหญ่และไม่สตึเหมือน
Adventureland แต่อารมณ์ของการทำงานในสวนสนุกมันยังอยู่ เนื้อเรื่องที่คาดหวังว่าจะเข้าไปดูแต่นางเอกแล้วแกล้งขำกับมุขที่ไม่ขำ
กลับเข้าไปแล้วเจอดราม่าหนักอึ้ง (ของโปรด) ทำให้รู้สึกประทับใจเรื่องนี้ไม่น้อย เป็นหนังที่ทำให้คนตกหลุมรักได้ไม่ยาก
เช่นเดียวกับ Juno นั่นเอง

ตรงกันเรื่องนี้เเฮะ ว่าเเต่จัด Font สวยดี น่าจะเลียนเเบบซะ อิอิ

เเต่เรื่องนี้ ตอน โฆษณา นี่ หนังคนละโทน กับ ตัวหนังจริงๆ เลย มี Red Band Trailer ที่ใกล้เคียงหน่อย



จริงๆตรงกันหลายเรื่องนะงับลุง เช่น Drag Me To Hell, Julie & Julia แต่ให้ลุงวิเคราะห์หนังคุณภาพไป เพราะส่วนตัวขอเน้นหนังไร้สาระ อิอิ

ซะงั้นไป นี่ยังเสียดายไม่หาย ที่กลับมาเร็วไปหน่อย ไม่งั้นได้ดู A Serious Man เเล้ว

เฮ้อ บ้านเรา หนัง Fall Release ไม่มีเข้าเลยเเฮะ เซ็งจริงๆ

ว่าเเต่ชอบ Julie & Julia เหมือนกันเหรอเนี่ย ตอนเเรก ถ้าไม่บอก นึกว่าไม่ใช่เเนวซะอีก
เรื่องนี้เเปลก ที่โน่นทำเงินเกือบๆ $100 ล้าน เเต่ บ้านเรา ไม่ค่อยมีคนพูดถึงเลย
unjichan
I Love Amy Adams อ่ะ
filmanda
อันดับ10 และอันดับ 9 ผู้เขียนขอตัดไปนะครับเพื่อยกพื้นที่นี้ให้กับหนังสั้นเรื่อง “Seduction Lullaby” ของ ณพรรธน์ ตรีผลาวิเศษกุล และเรื่อง บทสัมภาษณ์ “ผมมีเวลาเป็นชาติเลย” ของ ภาส พัฒนกำจร


8. The Hangover(2009,Todd Phillip) วันที่เข้าฉายในไทย 30/07/2009
ถือได้ว่าเป็นหนังตลกสัปดนแห่งปีเลยทีเดียว หนังสร้างสถานการณ์ให้ตามลุ้นอยู่ตลอดเวลา ดูแล้วทำให้นึกถึงหนังสละโสดอย่าง Sideways ขึ้นมาทันที แต่เรื่องนี้มีพร้อมทั้งความตลกที่ห่ามได้ใจพอดู (ป.ล. พูดถึง Sideways แล้วรอดูเวอร์ชั่นรีเมคจิบไวน์สไตล์ญี่ปุ่นในปีหน้า )


7. Slice(เฉือน,2009,ก้องเกียรติ โขมศิริ) วันที่เข้าฉายในไทย 21/10/2009
เป็นหนังไทยเรื่องเดียวเลยก็ว่าได้ที่ทำได้ดีเหลือเกินในแง่ของรสชาติที่แปลกใหม่ แม้ในมุมมองของใครบางคนจะจะบอกว่ามีกลิ่นของความเป็นหนังนอกอยู่บ้าง แต่ส่วนผสมของความเป็นเสน่ห์หนังไทยและการตีแผ่ความโสมมของสังคมเมือง ทำให้หนังดูแตกต่างอย่างยอดเยี่ยม



6.The Soloist(2009,Joe Wright) วันที่เข้าฉายในไทย 10/09/2009
ด้วยความที่งานเรื่องก่อนๆของไรท์ ดูละมุนในเนื้อหาตั้งแต่ Pride and Prejudice และมาเข้มข้นใน Atonement มาคราวนี้ไรท์จับชีวิตจริงของนักหนังสือพิมพ์ที่นำชีวิตของคีตกวีข้างถนนผู้มีสภาวะทางจิตบกพร่องไปเขียนลงหนังสือจนโด่งดัง ในสายตาของผู้เขียนเองหนังเรื่องนี้ก็ไม่แตกต่างไปจากหนังเรื่องก่อนๆเจ้าของออสการ์หนังเยี่ยมอย่าง A Beautiful Mind (2001) ของ รอน ฮาวเวิร์ด แต่ประเด็นหนึ่งที่ผู้เขียนชอบและนำมาอยู่ในอันดับนี้ก็คือ สภาพแวดล้อมที่ทำให้เกิดความคิดที่เป็นอยู่ของตัวละครหลักในเรื่อง



5. Revolutionary Road(2008,Sam Mendes) วันที่เข้าฉายในไทย 05/02/2009
ความเป็นหนังเผยชีวิตล้มเหลวในครอบครัวอเมริกัน ทำให้นึกถึง American Beauty งานก่อนหน้าของตัวผู้กำกับเอง ความแตกต่างของสองเรื่องนี้คือตัวบทและการแสดงของสองนักแสดงนำที่แบ่งรับแบ่งสู้กันพอสมควร และอีกคนที่ต้องบอกว่าเล่นได้ดีทีเดียวก็คือไมเคิล แชนนอน ที่ได้ชิงออสการ์สมทบเมื่อปีที่แล้ว(ส่วนตัวผมถ้าเลคเจอร์ไม่เสียชีวิต คนนี้คือคู่แข่งที่ผมเชียร์เลยทีเดียว)



4. District 9(2009,Neil Blomkamp) วันที่เข้าฉายในไทย 17/09/2009
กลายเป็นหนังม้ามืดในปีนี้เลยก็ว่าได้สำหรับหนังไซ-ไฟทุนต่ำเรื่องนี้ กับการหยิบยกเรื่องราวของมนุยย์ต่างดาวผู้ลี้ภัยมาอยู่บนโลกมนุษย์ซึ่งพล็อตแปลกๆอย่างนี้ก็ทำให้หนังอยู่ในระดับผลงานมาสเตอร์พีซของผู้กำกับหน้าใหม่ของฮอลลีวู๊ดเลยก็ว่าได้ ไม่ใช่แค่ความแปลกของพล็อตซึ่งขับเน้นหนังทั้งเรื่องแล้ว ประเด็นสังคมต่างๆที่ใส่เข้ามาในหนังอย่างไม่อั้นก็ช่วยให้หนังไปถึงจุดหมายของโจทย์ได้ดีเหมือนกัน



3. The Wrestler(2008,Darren Aronofsky) วันที่เข้าฉายในไทย 19/02/2009
หลังจากได้สิงโตทองคำที่เวนิซเมื่อปีที่แล้ว ผู้เขียนก็ตั้งตารอชมหนังเรื่องนี้อย่างใจจดใจจ่อเป็นที่สุด และแล้วเมื่อได้ชมก็ไม่ผิดหวังเลยแม้แต่น้อย หนังเล็กๆเรื่องนี้สร้างประเด็นครอบครัวที่จิ๊ดโดนใจเอามากๆ และบทบาทการแสดงอย่างทุมเทของมิกกี้ รูค ก็ได้ใจผู้เขียนไปเต็มๆ(แม้ว่าจะพลาดออสการ์ไปเพราะบทนักมวยปล้ำของรูคไม่ได้เป็นเกย์) มีฉากนึงที่ผู้เขียนคิดว่ามีพลังมากกับหนังทั้งเรื่องคือฉากที่ผู้เป็นพ่อ(มิกกี้ รูค)นั่งคุกเข่าอ้อนวอนขอให้ผู้เป็นลูก(อีวาน เรเชล วู๊ด)ยอมให้อภัย...



2. Inglorious Basterds(2009,Quentin Talentino) วันที่เข้าฉายในไทย 20/08/2009
“ไม่มีอะไรจะกล่าวถึงให้มากมายกับผู้กำกับผู้มั่นในสไตล์ของตัวเองอย่างแท้จริงคนนี้อีกแล้ว” นี่คือคำพูดแรกๆที่ออกมาจากปากของผู้เขียนเองหลังจากได้ดูหนังเรื่องล่าสุดอย่าง Inglourious Basterds ของผู้กำกับสุดกวนอย่างเควนติน ตารันติโน่ หนังยาว 153 นาทีเรื่องนี้ มีทั้งความดิบ ห่าม โหด กวนโอ๊ย หรือแม้แต่มุมโรแมนซ์ที่แทรกเข้าไปในหนังได้อย่างลงตัวเป็นที่สุด นั้นจึงเป็นบทพิสูจน์อีกอย่างหนึ่งว่าสไตล์เฉพาะตัวของเควนตินนั้น ยังคงได้ใจคนดูหลายๆคนไม่เสื่อมคลาย



1. Rachel Getting Married(2008,Jonathan Demme) วันที่เข้าฉายในไทย 05/03/2009
ผู้เขียนเสียดายมากที่แอนน์ แฮตทาเวย์ชวดออสการ์นำหญิงเมื่อปีที่แล้วไป แต่ทว่าหนังเรื่องนี้ยังคงเป็นหนังที่ดีที่สุดในปีนี้ของผู้เขียนอยู่ดี แม้จะเป็นหนังครอบครัวซึ่งหลายคนอาจจะขยาดกับหนังแนวนี้ แต่ขอบอกเลยว่าผู้กำกับอย่างโจนาธาน เดมมี่ ต้องทำหนังครอบครัวที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ซึ่งความไม่ธรรมดาที่เห็นนั้นล้วนแต่เป็นสิ่งที่ตัวผู้เขียนไม่เคยประสบพบพานถ้าใครที่ได้ดูแล้วจะได้เห็นงานแต่งงานนานาชาติที่เพื่อนๆของทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวล้วนมาจากทั่วทุกมุมโลก,การแต่งชุดในงานแต่งแบบอินเดียหรือแม้แต่ตอนปาร์ตี้กับมีสาวๆมาเต้นแซมบ้าอย่างกะอยู่ในงานคานิวาล การถ่ายภาพที่ดูคล้ายการถ่ายเป็นโฮมวีดิโอ ดนตรีประกอบที่ได้ยินในหนังที่เล่นกันสดๆขณะถ่ายทำหรืออย่างตัวละครของแอนน์ แฮตทาเวย์ที่ทั้งติดยา ร่านเซ็กส์ และตบแม่ตัวเอง(โอ้วววว!!!) แต่สิ่งเหล่านั้นก็ต่างมีอิทธิพลกับหนังพอสมควร นอกจากสิ่งแปลกๆในหนังและการแสดงของแอนน์ที่ไรที่ติแล้ว นักแสดงสมทบอย่างเดบร้า วิงเกอร์ ก็ดอดออกมาเด่นในแทบทุกฉาก และที่สุดของการแสดงที่ผู้เขียนชื่นชมคือโรสแมรี่ เดวิดในบทเรเชลพี่สาวที่กำลังจะแต่งงานตามชื่อหนัง แสดงออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม(เสียดายที่เธอไม่ได้เข้าชิงสมทบหญิงในออสการ์ปีที่แล้ว)




นักแสดงชาย คริตโตเฟอร์ วัลซ์(Christopher Waltz )
นักแสดงหญิง โรสแมรี่ เดวิด(Rosemarie Dawitt)
ฉากแห่งปี - ฉากเผาโรงหนัง (Inglourious Basterds)
- คิมตบหน้าแม่ตัวเอง(Rachel Getting Married)
- ผีเด็กกระโดดกัดคอพระสงฆ์ (ในตอน Backpacker,ห้าแพร่ง)
dominos
^
^
^
ทุกวันนี้ผมยังไม่เข้าใจทำไมต้องกัดพระ อิอิ
daludacris
ทำให้ดูน่ากลัวขึ้นไปอีกมั้งครับแบบประมาณว่าพระยังโดน jawdrop.gif
BoBoi
QUOTE(filmanda @ Dec 15 2009, 08:17 PM) *
5. Revolutionary Road(2008,Sam Mendes) วันที่เข้าฉายในไทย 05/02/2009
ความเป็นหนังเผยชีวิตล้มเหลวในครอบครัวอเมริกัน ทำให้นึกถึง American Beauty งานก่อนหน้าของตัวผู้กำกับเอง ความแตกต่างของสองเรื่องนี้คือตัวบทและการแสดงของสองนักแสดงนำที่แบ่งรับแบ่งสู้กันพอสมควร และอีกคนที่ต้องบอกว่าเล่นได้ดีทีเดียวก็คือไมเคิล แชนนอน ที่ได้ชิงออสการ์สมทบเมื่อปีที่แล้ว(ส่วนตัวผมถ้าเลคเจอร์ไม่เสียชีวิต คนนี้คือคู่แข่งที่ผมเชียร์เลยทีเดียว)

3. The Wrestler(2008,Darren Aronofsky) วันที่เข้าฉายในไทย 19/02/2009
หลังจากได้สิงโตทองคำที่เวนิซเมื่อปีที่แล้ว ผู้เขียนก็ตั้งตารอชมหนังเรื่องนี้อย่างใจจดใจจ่อเป็นที่สุด และแล้วเมื่อได้ชมก็ไม่ผิดหวังเลยแม้แต่น้อย หนังเล็กๆเรื่องนี้สร้างประเด็นครอบครัวที่จิ๊ดโดนใจเอามากๆ และบทบาทการแสดงอย่างทุมเทของมิกกี้ รูค ก็ได้ใจผู้เขียนไปเต็มๆ(แม้ว่าจะพลาดออสการ์ไปเพราะบทนักมวยปล้ำของรูคไม่ได้เป็นเกย์) มีฉากนึงที่ผู้เขียนคิดว่ามีพลังมากกับหนังทั้งเรื่องคือฉากที่ผู้เป็นพ่อ(มิกกี้ รูค)นั่งคุกเข่าอ้อนวอนขอให้ผู้เป็นลูก(อีวาน เรเชล วู๊ด)ยอมให้อภัย...

1. Rachel Getting Married(2008,Jonathan Demme) วันที่เข้าฉายในไทย 05/03/2009
ผู้เขียนเสียดายมากที่แอนน์ แฮตทาเวย์ชวดออสการ์นำหญิงเมื่อปีที่แล้วไป แต่ทว่าหนังเรื่องนี้ยังคงเป็นหนังที่ดีที่สุดในปีนี้ของผู้เขียนอยู่ดี แม้จะเป็นหนังครอบครัวซึ่งหลายคนอาจจะขยาดกับหนังแนวนี้ แต่ขอบอกเลยว่าผู้กำกับอย่างโจนาธาน เดมมี่ ต้องทำหนังครอบครัวที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ซึ่งความไม่ธรรมดาที่เห็นนั้นล้วนแต่เป็นสิ่งที่ตัวผู้เขียนไม่เคยประสบพบพานถ้าใครที่ได้ดูแล้วจะได้เห็นงานแต่งงานนานาชาติที่เพื่อนๆของทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวล้วนมาจากทั่วทุกมุมโลก,การแต่งชุดในงานแต่งแบบอินเดียหรือแม้แต่ตอนปาร์ตี้กับมีสาวๆมาเต้นแซมบ้าอย่างกะอยู่ในงานคานิวาล การถ่ายภาพที่ดูคล้ายการถ่ายเป็นโฮมวีดิโอ ดนตรีประกอบที่ได้ยินในหนังที่เล่นกันสดๆขณะถ่ายทำหรืออย่างตัวละครของแอนน์ แฮตทาเวย์ที่ทั้งติดยา ร่านเซ็กส์ และตบแม่ตัวเอง(โอ้วววว!!!) แต่สิ่งเหล่านั้นก็ต่างมีอิทธิพลกับหนังพอสมควร นอกจากสิ่งแปลกๆในหนังและการแสดงของแอนน์ที่ไรที่ติแล้ว นักแสดงสมทบอย่างเดบร้า วิงเกอร์ ก็ดอดออกมาเด่นในแทบทุกฉาก และที่สุดของการแสดงที่ผู้เขียนชื่นชมคือโรสแมรี่ เดวิดในบทเรเชลพี่สาวที่กำลังจะแต่งงานตามชื่อหนัง แสดงออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม(เสียดายที่เธอไม่ได้เข้าชิงสมทบหญิงในออสการ์ปีที่แล้ว)

ถ้าผมนับหนัง Fall Release 2008 ก็จะมี 3 เรื่องนี้ด้วยครับ ชอบเหมือนกัน

เห็นด้วยว่า Rosemarie DeWitt ไม่ติดโผ ได้งัย เล่นดีมากๆ เป็นเหตุผลที่ Hathaway เล่นได้ดีขนาดนั้นด้วยเเหละ
เพราะเธอ ทั้ง อุ้ม ทั้ง พยุง การเเสดงของ Hathaway ที่ถ้าไม่มีเธอเเล้ว Anne ไม่น่าจะเล่นได้ดีเเบบนั้น

The Wrestler เอง จุดเด่นคือ หนังเล่าเรื่องราวที่ไม่ซับซ้อน เเต่เล่าได้ดีที่สุดของปี Mickey โชคร้าย ที่มาเจอปีที่ มี
การเเสดงในระดับเดียวกัน คือ "เทพ" เหมือนกัน นั่นก็คือ Penn นั่นเอง ปีที่เเล้ว 2 คนนี้ ใครชนะก็ไม่น่าเกลียด จริงๆ

ส่วน Revolutionary Road เเม้ จะผิดหวังเล็กน้อย เเต่ มาตรฐาน ของ Sam Mendes ก็ยังสูงอยู่ ผมว่าเรื่องนี้
Kate เล่นได้ดีกว่า The Reader อีก
filmanda
QUOTE(BoBoi @ Dec 17 2009, 11:10 AM) *
ส่วน Revolutionary Road เเม้ จะผิดหวังเล็กน้อย เเต่ มาตรฐาน ของ Sam Mendes ก็ยังสูงอยู่ ผมว่าเรื่องนี้
Kate เล่นได้ดีกว่า The Reader อีก


จริงๆครับ เพราะหลังจากที่ผมดูเรื่องนี้แล้ว พอไปดู The Reader ผมชอบที่เล่นใน Revolutionary Road มากกว่า

(ออกจะหงุดหงิดด้วยซ้ำที่เคตไม่ได้ออสการ์จากหนังเรื่องนี้)
BoBoi
QUOTE(filmanda @ Dec 17 2009, 09:23 PM) *
QUOTE(BoBoi @ Dec 17 2009, 11:10 AM) *
ส่วน Revolutionary Road เเม้ จะผิดหวังเล็กน้อย เเต่ มาตรฐาน ของ Sam Mendes ก็ยังสูงอยู่ ผมว่าเรื่องนี้
Kate เล่นได้ดีกว่า The Reader อีก


จริงๆครับ เพราะหลังจากที่ผมดูเรื่องนี้แล้ว พอไปดู The Reader ผมชอบที่เล่นใน Revolutionary Road มากกว่า

(ออกจะหงุดหงิดด้วยซ้ำที่เคตไม่ได้ออสการ์จากหนังเรื่องนี้)

มันคล้ายๆกับปีที่ Di Caprio มีผลงานทั้ง Blood Diamond/The Departed เลยนะผมว่า ต่างกันเเค่ Leo ปีนั้น ไม่ชนะ
ออสการ์ เหมือน เคท

เเต่สุดท้าย AMPAS เลือก ผลงานที่ด้อยกว่า อย่าง Blood Diamond ให้เข้าชิงเเทน ใน สาขา นำชาย

ผมว่าที่ Kate ได้ ก็น่าจะเป็นเพราะ body of work เเละ ทำนองว่า "due" มากกว่า

ผลงานของ Kate ที่ชอบมากๆ เเละ คิดว่าน่าจะได้ ออสการ์ มากๆ สำหรับผม คือ Eternal Sunshine of the Spotless Mind
ผิดหวังมากในปีนั้น ที่ เรื่องนี้ ไม่ได้เข้าชิง Best Picture อีกด้วย
hawkmemento
My Favourite Movie of 2009 ...so far are

Coraline >>หนังการ์ตูนโมชั่นแคปเจอร์ที่มหัศจรรย์ และรู้สึกใหม่ทุกครั้งที่ได้ดู

Observe and Report >>ความหม่นของหนัง เข้ากับอารมณ์ตลกร้ายของ Seth Rogan อย่างถึงที่สุด พร้อมกับฉากจับคนร้ายที่ตบมือด้วยความฮาชนะเลิศ

I Love You, Man >>ตรงตัว ตรงสถานการณ์ เหมือนนั่งดูชีวิตตัวเองที่หาเพื่อนที่เข้ากับเราไม่ได้ซักที

Up >>ตัดสินว่าเอาเข้าลิสหนังดีเยี่ยมกระแทกใจ ต่อมน้ำตาตั้งแต่ 15 นาทีแรก

In the Loop >>ตัวละครของ Peter Capaldi ทำให้หนังการเมืองเรืองนี้เป็นหนังตลก Masterpieces

Paranormal Activity >>ตั้งแต่ดูเมื่อเดือนก่อน ก็ยังเก็บมาหลอนตอนนอนจนถึงทุกวันนี้

Precious >>สองคำสั้นๆ Mo'Nique

V For Spartan
QUOTE(BoBoi @ Dec 18 2009, 10:44 PM) *
QUOTE(filmanda @ Dec 17 2009, 09:23 PM) *
QUOTE(BoBoi @ Dec 17 2009, 11:10 AM) *
ส่วน Revolutionary Road เเม้ จะผิดหวังเล็กน้อย เเต่ มาตรฐาน ของ Sam Mendes ก็ยังสูงอยู่ ผมว่าเรื่องนี้
Kate เล่นได้ดีกว่า The Reader อีก


จริงๆครับ เพราะหลังจากที่ผมดูเรื่องนี้แล้ว พอไปดู The Reader ผมชอบที่เล่นใน Revolutionary Road มากกว่า

(ออกจะหงุดหงิดด้วยซ้ำที่เคตไม่ได้ออสการ์จากหนังเรื่องนี้)

มันคล้ายๆกับปีที่ Di Caprio มีผลงานทั้ง Blood Diamond/The Departed เลยนะผมว่า ต่างกันเเค่ Leo ปีนั้น ไม่ชนะ
ออสการ์ เหมือน เคท

เเต่สุดท้าย AMPAS เลือก ผลงานที่ด้อยกว่า อย่าง Blood Diamond ให้เข้าชิงเเทน ใน สาขา นำชาย

ผมว่าที่ Kate ได้ ก็น่าจะเป็นเพราะ body of work เเละ ทำนองว่า "due" มากกว่า

ผลงานของ Kate ที่ชอบมากๆ เเละ คิดว่าน่าจะได้ ออสการ์ มากๆ สำหรับผม คือ Eternal Sunshine of the Spotless Mind
ผิดหวังมากในปีนั้น ที่ เรื่องนี้ ไม่ได้เข้าชิง Best Picture อีกด้วย

สำหรับผม ออสการ์ที่ Kate น่าจะได้ควรเป็น Little Children แต่มันน่าเซ็งอยู่ที่ว่า ปีนั้นเจอกับ Helen Mirren และป้า Maryl Streep ซะ เธอเลยเป็นแค่ไม้ประดับ อดไป

ปีนั้น ผมยอมรับว่าการแสดงเกี่ยวกับ Leo ในเรื่อง Blood Diamond/The Departed เรื่องแรกด้อยกว่าอีกเรื่อง แต่โดยส่วนตัวผมชอบเขาใน Blood Diamond มากกว่า บทเขาค่อนข้างดูเป็นคนสองแง่มากกว่า และมีมิติที่ลึกกว่า เป็นตัวละครที่คนดูสามารถเกลียดได้ และชอบได้ในช่วงเวลาเดียวกัน

แต่ก็เป็นอีกหนึ่งเสียงที่ว่า Kate เล่นหนังของสามีเธอ ได้ดีกว่า The Reader แต่อย่างว่า Nobody Perfect แม้กระทั่ง AMPAS
glizzard
QUOTE(V For Spartan @ Dec 22 2009, 02:42 PM) *
QUOTE(BoBoi @ Dec 18 2009, 10:44 PM) *
QUOTE(filmanda @ Dec 17 2009, 09:23 PM) *
QUOTE(BoBoi @ Dec 17 2009, 11:10 AM) *
ส่วน Revolutionary Road เเม้ จะผิดหวังเล็กน้อย เเต่ มาตรฐาน ของ Sam Mendes ก็ยังสูงอยู่ ผมว่าเรื่องนี้
Kate เล่นได้ดีกว่า The Reader อีก


จริงๆครับ เพราะหลังจากที่ผมดูเรื่องนี้แล้ว พอไปดู The Reader ผมชอบที่เล่นใน Revolutionary Road มากกว่า

(ออกจะหงุดหงิดด้วยซ้ำที่เคตไม่ได้ออสการ์จากหนังเรื่องนี้)

มันคล้ายๆกับปีที่ Di Caprio มีผลงานทั้ง Blood Diamond/The Departed เลยนะผมว่า ต่างกันเเค่ Leo ปีนั้น ไม่ชนะ
ออสการ์ เหมือน เคท

เเต่สุดท้าย AMPAS เลือก ผลงานที่ด้อยกว่า อย่าง Blood Diamond ให้เข้าชิงเเทน ใน สาขา นำชาย

ผมว่าที่ Kate ได้ ก็น่าจะเป็นเพราะ body of work เเละ ทำนองว่า "due" มากกว่า

ผลงานของ Kate ที่ชอบมากๆ เเละ คิดว่าน่าจะได้ ออสการ์ มากๆ สำหรับผม คือ Eternal Sunshine of the Spotless Mind
ผิดหวังมากในปีนั้น ที่ เรื่องนี้ ไม่ได้เข้าชิง Best Picture อีกด้วย

สำหรับผม ออสการ์ที่ Kate น่าจะได้ควรเป็น Little Children แต่มันน่าเซ็งอยู่ที่ว่า ปีนั้นเจอกับ Helen Mirren และป้า Maryl Streep ซะ เธอเลยเป็นแค่ไม้ประดับ อดไป

ปีนั้น ผมยอมรับว่าการแสดงเกี่ยวกับ Leo ในเรื่อง Blood Diamond/The Departed เรื่องแรกด้อยกว่าอีกเรื่อง แต่โดยส่วนตัวผมชอบเขาใน Blood Diamond มากกว่า บทเขาค่อนข้างดูเป็นคนสองแง่มากกว่า และมีมิติที่ลึกกว่า เป็นตัวละครที่คนดูสามารถเกลียดได้ และชอบได้ในช่วงเวลาเดียวกัน

แต่ก็เป็นอีกหนึ่งเสียงที่ว่า Kate เล่นหนังของสามีเธอ ได้ดีกว่า The Reader แต่อย่างว่า Nobody Perfect แม้กระทั่ง AMPAS


อยากให้เคทได้จาก Little Children มาก ที่ปีนั้นเจอคนที่แข็งกว่า
V For Spartan
นี่คงถึงเวลาซะแล้วครับ ที่ผมจะขอมาพูดถึงภาพยนตร์ที่ผมชื่นชอบในปี 2009 และคงตามอย่างที่เฮียโบ๋บอกไว้ว่า ขอให้เป็นหนังปีนี้โดยเฉพาะ ไม่เอา Fall Release 2008 มาฉายต้นปี 2009 ครับ

Top 10 of 2009

#1 Avatar
"The Return of James "The King" Cameron & The Revolution of Motion Pictures Experience Begins!"


.... เป็นอีกปีนึงที่ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ค่อนข้างสร้างกระแส และมีมุมมองความแปลกใหม่ของภาพยนตร์ประเภทนี้ ที่ให้แก่วงการภาพยนตร์กลับมาสั่นสะเทือนอีกครั้งและถ้าไม่พูดถึงหนังเรื่องนี้ ก็คงไม่ได้แล้ว เรื่องนี้คือผลงานของ James Cameron ที่สุดยอดแห่งการรอคอย และรอกันมาอย่างยาวนานมาก แล้วเมื่อได้ชมก็ไม่ผิดหวังทั้งปวง
.... เนื้อเรื่องเหมือนไปก๊อบหนังเรื่องอื่น แต่สิ่งที่เห็นกลับอัศจรรย์อย่างเซอร์ไพรซ์จริงๆ เพราะภาพที่ได้เห็นคือโลกใบใหม่จริงๆ ที่ดูแล้วก็ดูไม่เหมือนกับโลกที่สร้างซีจี หรือเหมือนคนตัดกับซีจี แต่เราเหมือนได้ดูคนที่หลุดไปโลกใบนั้นจริงๆ
.... และความที่เป็นหนังสามมิติ คนดูสามารถหลุดเข้าไปอยู่ในโลกนั้นไปเลย มันจึงที่เป็นหนังที่แปลกใหม่กว่าหนังที่ใช้ซีจีในยุคนี้ และนั่นคือสิ่งที่หนังโดดเด่นโดยไม่จำเป็นต้องมีเนื้อเรื่องที่สุดยอด แต่โลกใบใหม่ที่จินตนาการโดย James Cameron ทำให้ผมอดที่จะหลงรักหนังเรื่องนี้ไม่ได้ ผมเลยภูมิใจที่ยกให้เรื่องนี้เป็นหนังที่ชื่นชอบอันดับ 1 ประจำปีนี้

#2 District 9
"The Best & Breakthrough Science Fiction of This Decade!"


เดิมทีผมกะจะยกให้เรื่องนี้เป็นหนังที่ผมชื่นชอบอันดับ 1 ประจำปีนี้ แต่ผมอดตกหลุมรักเรื่อง Avatar ไม่ได้ สุดท้ายก็ให้อันดับ 1 กับ Avatar เป็นตามระเบียบ แต่สำหรับเรื่องนี้ค่อนข้างทำให้ทึ่งกับเอ๊ฟเฟ๊กพอควร แต่กลับทึ่งที่เนื้อเรื่องมากกว่า เพราะไม่คิดว่าจะทำได้ถึงใจขนาดนี้ นี่คือหนังที่นำประเด็นที่เกิดขึ้นเกือบทั่วทั้งโลก นำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ได้ชวนตลึงเอาอย่างมาก และไม่คิดว่าเรื่องที่นำมาเปรียบเปรมจะเข้ากันได้อย่างลงตัวขนาดนี้ นี่ถือว่าเป็นหนังวิทยาศาสตร์ที่ดูแปลกใหม่สุดๆของยุคนี้เลยทีเดียว จะเรียกว่าเป็น Blade Runner หรือ Gattaca ก็ว่าได้ ประทับใจกับการกำกับและเขียนบทของ Neill Blomkamp ที่แค่เรื่องแรกก็โชว์กึ๋นให้คนดูทึ่งกันไปเต็มๆ และการแสดงของ Sharlto Copley กับ Jason Cope ทำได้ถึงอารมณ์จนต้องติดตามลุ้นสุดขั้วไปเลย

#3 Star Trek
"An Incredible Star Trek Reboot & The First Time Star Trek For Everyone"


ผมไม่ใช่เทรคกี้ แต่รู้จัก Star Trek มาตั้งแต่ยังเล็ก ซึ่งเป็นซีรี่ส์อวกาศที่จินตนาการอย่างอัศจรรย์ กับเนื้อเรื่องแต่ละตอนก็มีอะไรให้ต้องติดตามต่อเรื่อยๆ เมื่อพูดถึงหนัง Star Trek แน่นอนว่าภาคที่สุดยอดสุดๆเห็นจะเป็น The Wrath of Khan แต่ในระยะเวลาที่ผ่านไปนานแสนนาน ก็คงมีหนังชื่นชอบอันดับสามเรื่องนี้ ที่ผมให้เป็น Star Trek ภาคที่น่าจดจำและออกมาได้ลงตัวสุดๆ

นี่คือเป็นทั้งหนัง Reboot - Sequal - Prequal ไปพร้อมๆกัน ปกติเวลามีหนัง Reboot ก็จะเป็นการเริ่มใหม่โดยไม่มีการอ้างอิงถึงหนังชุดก่อน แต่เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเริ่มใหม่ แต่ยังเป็นการเป็นจุดกำเนิดที่มาที่ไปชองตัวละคร และเป็นเรื่องราวต่อจากของเดิมอีกเล็กน้อย ที่ชอบใจคือหนังเป็นการสดุดีให้กับ Star Trek ของเก่าอย่างสุดๆ และใส่ความแปลกใหม่จนทำให้คนดูยุคนี้ชื่นชอบอย่างทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเทรคกี้หรือไม่ นี่เป็น Star Trek ที่เหมาะกับทุกๆคนอย่างยิ่ง สำหรับ JJ Abrams หลังจากผันตัวมาเป็นผู้สร้างซีรี่ส์ดังๆหลายเรื่อง ในที่สุดก็สามารถเป็นนักสร้างหนังคนนึงดีๆได้ซะที รวมถึงการเลือกนักแสดงแต่ละครมารับบท ดูจะเหมาะสมใกล้เคียงกับตันฉบับ

#4 Inglorious Basterds
"A Dazzling Return To Exhilarating Form of Qauntin Taratino & Introducing Christoph Waltz And Melanie Laurent"


QT กลับมาทำหนังคุณภาพอีกครั้ง คราวนี้เล่นประเด็นที่พยายามจะให้หนักแน่นงานก่อนๆ ที่ยังคงเช่าวิธีการเล่าเรื่องที่เป็นส่วนตัว บวกกับองค์ประกอบบทพูดเท่ห์ที่ไม่ชวนให้น่าเบื่อ หนังทำได้สะใจสำหรับคนที่เกลียดพวกฮิตเลอร์อย่างยิ่ง แต่ตัวหนังค่อนข้างแสดงให้เห็นอีกแง่ว่า ไม่มีฝ่ายใดหรอกชั่วหรือร้ายกว่า ง่ายๆก็คือมันทีใครทีมันนั่นแหละ แทนที่นี่น่าจะเป็นหนังที่สร้างความโดดเด่นให้กับ Brad Pitt แต่คนที่เอาความเด่นจากหนังไปเต็มๆกลับเป็น Christoph Waltz ที่ร้ายและมีมิติอย่างสุดยอด จนคนอาจลืม Brad Pitt ไปขณะชม และ Melanie Laurent แจ้งเกิดได้สมดังหวัง เป็นภาพยนตร์สงครามโลกครั้งที่สอง ที่มาแหวกแนวกว่าพวกหนังสงครามโลกเรื่องอื่นๆอยู่พอสมควร

#5 Drag Me To Hell
"A Nice Sam Raimi's Horror Come Back!"


แหล่มครับ พูดง่ายๆคือ เป็นภาพยนตร์สยองขวัญที่ไม่ได้ออกเชิงแนวน่ากลัว แต่สร้างความสะพรึงจนสามารถทำให้เต็มอิ่มความบันเทิงได้ Sam Raimi กลับมาได้ไม่น่าผิดหวัง นี่คือภาพยนตร์พันธุ์ธรรมดาที่สร้างออกมาได้อย่างพิเศษเอามากๆ

#6 Up
"Another Pixar Animation Masterpieces!"


Pixar ไม่เคยทำเอาผู้ชมผิดหวัง และยิ่งสร้างก็ทำให้คนดูประทับใจเสมอ แต่เรื่องนี้ผมไม่ค่อยประทับใจเรื่องอื่นๆก่อนหน้านี้ ยังไง Pixar เรื่องที่ผมชอบสุดๆคงยกให้ Wall-E, The Incredible และ Toy Story 2 กับหนังติดตลกเยอะเกินไป แต่ยังยอมรับว่าหนังมีความเยี่ยมอยู่บ้างหลายช่วงทีเดียว และคิดว่าคนส่วนใหญ่น่าจะเข้าถึงเรื่องนี้ได้มากกว่า Wall-E

#7 The Hangover
"A Comedy Version of Memento!"


หนังตลกแหลกแนวอีกเรื่อง ที่เป็นการเจอกันระหว่าง Memento และ Animal House ภายในเรื่องเดียวกัน การกลับมาโชว์มาอีกครั้งของ Todd Philliphs และการแจ้งเกิดของทีมนักแสดงเรื่องสู่นักแสดงแนวหน้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

#8 (500) Days of Summer
"Joseph Gordon-Levitt Nailed It! & The Truth About Girlfriend - Boyfriend Relationship"


Joseph Gordon-Levitt กับ Zooey Daschnell ดึงสู่ความรู้สึกคนดู ให้ติดหนังเรื่องนี้เต็มๆ และไม่ใช่หนังรักกุ๊กกิ๊กธรรมดาเรื่องนึง นี่คือหนังรักที่เป็นการเจอกันระหว่าง ความหวาน จนสู่ ความขม ใครเคยมีความรักช่วงนึงน่าจะเข้าถึงหนังไม่ยาก

#9 The Road
"A Triumph Performance of Viggo Mortensen & A New Kind of Post-Apocalypse Film"


การแสดงระดับเทพของ Viggo Mortensen เป็นอะไรชูโรงให้คนดูได้อย่างสำเร็จ และเป็นภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของมนุษย์อย่างแท้จริง

#10 Whip It
"What A Nice Little Cute's Underdog Film & Drew Barrymore as The Filmaker"


ในที่สุด Drew Barrymore เจอกับ Ellen Paige ผนึกกำลังสร้างหนังเรื่องนึง จนเกิดเป็นฟอร์มธรรมดา แต่ไม่ธรรมดาเรื่องนี้นี่เอง หนังเจ๋งมากๆครับ หนังเกี่ยวกับ Underdog อีกเรื่อง ที่สร้างความโดนใจแก่คนดูอย่างจี๊ดจ๊าด!

Honorable Mentions
Julie & Julia
"A Great Dramedy Cooking Flick of Maryl Streep & Amy Adams"
การเจออีกครั้งระหว่าง ป้า Maryl Streep และ Amy Adams แต่คราวนี้ มาในหนังที่ทำให้คนดูเกิดความเบิกบานใจ อิ่มตากับเมนูอาหารรูปแบบต่างๆ และเป็นภาพยนตร์ที่เน้นการแสดงอีกเรื่อง ที่ควรชมเป็นอย่างยิ่ง

Fame (2009)
"Not A Memoral Film, But It's An Extreamly Feel Good Flick"
เทียบเคียงไม่ได้กับต้นฉบับ แต่ดูแล้วอิ่มและรู้สึกดีอย่างยิ่ง

Funny People
"Not Perfect Apatow Flick As Use To Be, But Still A Good Apatow Flick & Best Sandler's Performance To Date!"
ไม่สมบูรณ์แบบเหมือนงานก่อนของ Apatow แต่เป็นงานที่เขาพยายามให้เป็นดราม่าคุณภาพมากกว่าเป็นหนังตลกธรรมดาเรื่องนึง และเป็นการแสดงที่ดีสุดๆของ Adam Sandler

17 Again
"The Proof of Zac Efron's Acting"
นี่เป็นครั้งแรกของ Zac Efron ที่แสดงให้เห็นว่า เขาคนนึงก็มีความสามารถเหมือนกัน และตัวหนังสามารถทำให้ผู้ชายซึ้งจนน้ำตาไหลได้

Crank 2: High Votage
"Nonsense, But A Bloody Fun As Hell B+ Movie!"
โหด มันส์ ฮา หนังพันธุ์ชายแท้จริงๆ สุดโต่งมากครับหนังเรื่องนี้ เป็นหนังภาคต่ออีกเรื่องที่ผมลืมภาคแรกไปเลยทันที

"The Boat That Rocked"
"Sit Back & Relax With A Boat Can Rocked!"
หนังจากผู้กำกับ Love Actually ไม่ใช่หนังที่ดีอะไรมาก แต่ให้ความบันเทิงอย่างเต็มอิ่ม ซึ่งมาพร้อมกับทีมแสดงดีเลิศเกือบทั้งหมด

"Moon"
"One of Sam Rockwell's Performance Ever!"
อีกการแสดงน่าจดจำของ Sam Rockwell กับภาพยนตร์ไซไฟแนวแปลกอีกเรื่องของปี ผลงานเรื่องแรกของ Duncan Jones ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็น Pi ของเขา เรื่องหน้าที่มี Jake Gyllenhal นำแสดงน่าจะเป็น Requiem For A Dream ของเขา

"The Hurt Locker"
"A Prood That Women Can Done A Great Action Flick!"
เพิ่งได้ชมเมื่อคืน ดีสมคำร่ำลือ การกลับมาของอดีตภรรยาของ James Cameron เคยสร้างผลงานในอดีตเจ๋งๆอย่าง Strange Day และ Point Break เรื่องนี้ยิ่งกว่าเป็นหนังแอ๊คชั่นธรรมดาเรื่องนึง ซึ่งมาพร้อมกับงานดราม่าคุณภาพดีๆ โดยการแสดงทั้ง Jeremy Ranner และ Anthony Mackie สะท้านใจคนดูไปเลย เรื่องนี้จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่า ผู้กำกับผู้หญิงก็หนังแอ๊คชั่นอัศจรรย์เรื่องนึงได้ไม่แพ้ผู้ชาย

A Moment in June
"Only My Best Thai Movie of The Year & Not For Everyone!"
จะว่าไปนี่คือหนังไทยเรื่องเดียวที่ผมชอบมากๆปีนี้ นี่ไม่ใช่หนังเกย์หรือหนังเกี่ยวกับความรักกาลเวลา แต่มันคือหนังชีวิตดีๆเรื่องนึงที่สร้างออกมาได้อย่างปราณีตอย่างมาก เกี่ยวกับการให้โอกาสความรักในครั้งที่สอง ถึงแม้ว่าการเล่าเรื่องจะเคยมีหนังเรื่องอื่นๆทำมาก่อนหน้านี้บ้างแล้ว
BoBoi
สัปดาห์หน้า คงต้องมาเพิ่ม Honorable Mentions ซะหน่อย

ส่วน Top 10 คงไม่เปลี่ยน อาจจะมีการสลับอันดับ หน่อย ยังไม่หมดปีดี อิอิ

dj.gif
peter-parker
เดี๋ยวมาแจมสัปดาห์หน้าด้วยคนครับ แต่ปีนี้ดูหนังน้อยไปหน่อย
BoBoi
QUOTE(peter-parker @ Dec 23 2009, 10:21 PM) *
เดี๋ยวมาแจมสัปดาห์หน้าด้วยคนครับ แต่ปีนี้ดูหนังน้อยไปหน่อย

ตามสบายเลยครับน้า ไหนๆเเล้วก็ถือโอกาส อัพเดต หน้าเเรกไปด้วยเลย (ยืม template จิงโจ้ หน่อย thanks!)

ปีนี้เป็นปีที่ได้ดูหนังเยอะนะ สำหรับผม เเต่ ส่วนมาก กลับค่อนข้างผิดหวัง หรือ ชอบเเค่กลางๆ เลยไม่ได้เอามาลงด้วย

ซึ่งจริงๆก็ รีวิว ไว้หมดนะ ที่ กระทู้ Watch List ด้านบน

wub.gif
AmuroRay
จองไว้ก่อนนะครับ ยังมีหนังดองไว้อีกบานเลยครับ เดี๋ยวมา Update นะคร้าบ happy.gif
unjichan
อะวาต๊าาาาาาาาาาาาาาา สนุกลี
BoBoi
QUOTE(AmuroRay @ Dec 25 2009, 11:13 PM) *
จองไว้ก่อนนะครับ ยังมีหนังดองไว้อีกบานเลยครับ เดี๋ยวมา Update นะคร้าบ happy.gif

พร้อมเเล้วก็มาลุยเลยครับ

QUOTE(unjichan @ Dec 26 2009, 12:25 AM) *
อะวาต๊าาาาาาาาาาาาาาา สนุกลี

เเอบไปดู IMAX มาอะดิ วันนี้ผ่านไป คนต่อเเถวอย่างเยอะเลย

เต็มทุกรอบ มีอีกที 20.30 โน่นเเหนะ ใครพลาดไปในโรงนี่ เสียดายเเย่
bank23
เรื่องที่ได้ดูและชอบของปีนี้เรื่องหนึ่งเลยคือ
Let the Right One In
หนังที่ได้ดูแล้วรู้สึกถึงความสยองแอบน่ารัก เพราะความที่ใช้เด็กเป็นตัวเดินเรื่อง
เลยไม่ดูโหดมากเกินไป หนังที่สร้างออกมาดูสนุก สยอง และเท่ห์ มีแนวครับ
เป็นหนังสวีเดน ที่ได้รับการกล่าวขานตามเทศกาลมากๆครับ
bank23
QUOTE(bank23 @ Dec 26 2009, 06:47 PM) *
เรื่องที่ได้ดูและชอบของปีนี้เรื่องหนึ่งเลยคือ
Let the Right One In
หนังที่ได้ดูแล้วรู้สึกถึงความสยองแอบน่ารัก เพราะความที่ใช้เด็กเป็นตัวเดินเรื่อง
เลยไม่ดูโหดมากเกินไป หนังที่สร้างออกมาดูสนุก สยอง และเท่ห์ มีแนวครับ
เป็นหนังสวีเดน ที่ได้รับการกล่าวขานตามเทศกาลมากๆครับ

เสริมอีกนิดครับ เข้าฉายในไทยปีนี้ แต่อาจไม่ใช่หนังปี 2009 ครับ
ไม่รู้จะนับว่าเป็น2009ได้หรือเปล่า

V For Spartan
QUOTE(bank23 @ Dec 26 2009, 07:52 PM) *
QUOTE(bank23 @ Dec 26 2009, 06:47 PM) *
เรื่องที่ได้ดูและชอบของปีนี้เรื่องหนึ่งเลยคือ
Let the Right One In
หนังที่ได้ดูแล้วรู้สึกถึงความสยองแอบน่ารัก เพราะความที่ใช้เด็กเป็นตัวเดินเรื่อง
เลยไม่ดูโหดมากเกินไป หนังที่สร้างออกมาดูสนุก สยอง และเท่ห์ มีแนวครับ
เป็นหนังสวีเดน ที่ได้รับการกล่าวขานตามเทศกาลมากๆครับ

เสริมอีกนิดครับ เข้าฉายในไทยปีนี้ แต่อาจไม่ใช่หนังปี 2009 ครับ
ไม่รู้จะนับว่าเป็น2009ได้หรือเปล่า


A 2009 Flick Released in 2009 Only! Please Be Horner To The Poster!
BoBoi
QUOTE(bank23 @ Dec 26 2009, 07:52 PM) *
QUOTE(bank23 @ Dec 26 2009, 06:47 PM) *
เรื่องที่ได้ดูและชอบของปีนี้เรื่องหนึ่งเลยคือ
Let the Right One In
หนังที่ได้ดูแล้วรู้สึกถึงความสยองแอบน่ารัก เพราะความที่ใช้เด็กเป็นตัวเดินเรื่อง
เลยไม่ดูโหดมากเกินไป หนังที่สร้างออกมาดูสนุก สยอง และเท่ห์ มีแนวครับ
เป็นหนังสวีเดน ที่ได้รับการกล่าวขานตามเทศกาลมากๆครับ

เสริมอีกนิดครับ เข้าฉายในไทยปีนี้ แต่อาจไม่ใช่หนังปี 2009 ครับ
ไม่รู้จะนับว่าเป็น2009ได้หรือเปล่า

เรื่องนี้ของ 2008 ครับ ในส่วนตัวหนัง ผมเห็นด้วยว่า หนังดีมากๆ ครับ เเละ ตอนนี้ กำลังจะถูก รีเมค เรียบร้อยโรงเรียน Hollywood

หลังๆดูเหมือน รีเมค มากเกินความจำเป็นกันซะเเล้ว หลังๆนี่เล่นไม่ทิ้งช่วงเวลากันเลยอีกด้วย อย่างล่าสุดนี่ Death at a Funeral
ก็มา รีเมค กันเเล้ว เพิ่งฉายไปได้ไม่กี่ปีเอง ไม่มีความจำเป็นเลย
V For Spartan
QUOTE(BoBoi @ Dec 26 2009, 11:59 PM) *
หลังๆดูเหมือน รีเมค มากเกินความจำเป็นกันซะเเล้ว หลังๆนี่เล่นไม่ทิ้งช่วงเวลากันเลยอีกด้วย อย่างล่าสุดนี่ Death at a Funeral
ก็มา รีเมค กันเเล้ว เพิ่งฉายไปได้ไม่กี่ปีเอง ไม่มีความจำเป็นเลย


อย่าลืม Rec = Qaurantine ด้วยครับ ต้นฉบับฉายปลายปี 07 แต่รีเมคฉายปลายปี 08 อะไรมันจะรีเมคเร็สกันขนาดนี้เนี๊ย ?
glizzard
QUOTE(bank23 @ Dec 26 2009, 07:52 PM) *
QUOTE(bank23 @ Dec 26 2009, 06:47 PM) *
เรื่องที่ได้ดูและชอบของปีนี้เรื่องหนึ่งเลยคือ
Let the Right One In
หนังที่ได้ดูแล้วรู้สึกถึงความสยองแอบน่ารัก เพราะความที่ใช้เด็กเป็นตัวเดินเรื่อง
เลยไม่ดูโหดมากเกินไป หนังที่สร้างออกมาดูสนุก สยอง และเท่ห์ มีแนวครับ
เป็นหนังสวีเดน ที่ได้รับการกล่าวขานตามเทศกาลมากๆครับ

เสริมอีกนิดครับ เข้าฉายในไทยปีนี้ แต่อาจไม่ใช่หนังปี 2009 ครับ
ไม่รู้จะนับว่าเป็น2009ได้หรือเปล่า


ชอบเรื่องนี้มากๆเหมือนกันครับ
sceptic
เดี๋ยวมาจอยด้วยนะครับ ช่วงนี้ต้องรีบมาราทอนดูยกใหญ่เพื่อจัดอันดับหนังปี 2009 จริงๆ


gumk1
AVATAR ไปดูมาวันนี้น้ำตาไหลเลย msn-cry.gif แสบตาเพราะอ่านซับโชคดีเรื่องนี้ซับน้อย ช่วงหลังๆสบายตาขึ้นเยอะ IMAXทำไมดูเรื่องนี้จอมันเล็กลงนะ thumbsup.gif
wavekung
wait for me please
my keyborad can't write thai T^T msn-cry.gif
sceptic
พึ่งดู invictus จบ ตอนแรกนึกว่าจะติดซัก1ใน10 หรือ ใน 20 ของหนังที่ชอบปีนี้แต่ดูแล้วเป็นหนังที่น่าผิดหวังมากๆ แต่ลุงมอร์แกน ฟรีแมนแสดงได้ขนลุกมากๆ เสียวสันหลังวาบเลย
BoBoi
QUOTE(sceptic @ Dec 29 2009, 11:49 PM) *
พึ่งดู invictus จบ ตอนแรกนึกว่าจะติดซัก1ใน10 หรือ ใน 20 ของหนังที่ชอบปีนี้แต่ดูแล้วเป็นหนังที่น่าผิดหวังมากๆ แต่ลุงมอร์แกน ฟรีแมนแสดงได้ขนลุกมากๆ เสียวสันหลังวาบเลย

รอยล ท็อป 10 ของปี ของ คุณ sceptic อยู่นะครับ

happy.gif
Researcher
QUOTE(BoBoi @ Dec 30 2009, 02:44 PM) *
QUOTE(sceptic @ Dec 29 2009, 11:49 PM) *
พึ่งดู invictus จบ ตอนแรกนึกว่าจะติดซัก1ใน10 หรือ ใน 20 ของหนังที่ชอบปีนี้แต่ดูแล้วเป็นหนังที่น่าผิดหวังมากๆ แต่ลุงมอร์แกน ฟรีแมนแสดงได้ขนลุกมากๆ เสียวสันหลังวาบเลย

รอยล ท็อป 10 ของปี ของ คุณ sceptic อยู่นะครับ

happy.gif

อืม....หนังอาจจะธรรมดา แต่พลังในการแสดงของ Freeman ก็ช่วยพยุงหนังเรื่องนี้ไว้ระดับหนึ่ง
เสียวสันหลังวาบ 555+ ชอบคำนี้จริง ๆ อ่านไปขำไป
thumbups.gif thumbups.gif
wavekung
เเวะมาเเล้วครับ พิมพ์ไทยในเวบเเล้ว co[y มาวางอยู่ font ไทยในคอมพ์หายอะ ต้องเอา Key จากเเผ่นมาลง ต้องรออีกเซ็งมาก เเต่มาทำเเบบนี้ก็เเหละครับ

TOP 10 MOTION PICTURES OF 2009

#1.) DRAG ME TO HELL
"Sam Raimi Is Back in Evil Dead Style"




ผมชอบเรื่องนี้เป็นที่หนึ่งเลยละครับ คงเป็นเพราะว่าผมดูเรื่องนี้ก่อน Evil Dead เลยทำให้มันสนุกขึ้นมา เเล้วยิ่งผมดูในโรงนี้เเบบว่าสุดยอดครับ ตัวหนังนั้นเป็น สไตล์ Raimi ได้ดีเลยครับนั้นคือการที่ดึงผีขึ้นมาทำให้ตกใจจนนรกเเตก เเถมหนังนั้นยังได้ Alisa Lohman มาเล่นด้วย เลยทำให้ผมยิ่งชอบไปใหญ่เลยละครับ เรื่องนี้นั้นเห็นเลยว่า Justin long โตขึ้นเเล้ว (คงเพราะว่าหนังเรื่องล่าสุดของ Long ที่ผมดูคือ Dodgeball ที่ Long เขาเล่นเป็นเด็กอมมือมั้ง 555)เเต่เเสดงนั้นก็งั้นๆ ยังเเอบขำตอนที่ประกาดรางวัล Scream เลย พอประกาด Actor Of Horror Movie เเล้ว Justin Long ไม่ได้ยังทำเป็นเจ็บใจ 555 โดยส่วนตัวเเล้วเรื่องนี้ชอบมากครับ


#2.)Inglorious Bastered
"We're In The Nazi Killin' Bussiness and cousin,bussiness is a boomin"




จะว่าอะไรผมก็ได้ เเต่เรื่องนี้ผมชอบ Waltz รองลงมาจาก Eli Roth นั้นคือคำเเรกจากปากผมหลังจากมาอ่านในเน็ตว่า Waltz เเสดงดีนะ ผมก็ว่าเเสดงดีนะ เเต่ผมว่าผมชอบความบ้าบิ่นของ Roth มากกว่า คงมาจากชีวิตจริงมั้ง (ดูจากหนังที่เขากำกับสิ Hostel ยังเงี้ย) เรื่องนี้เป็นที่ 2 ได้เพราะว่าผมชอบหนังเเนวนี้มาก หนังเเนว Drama ที่คุยไม่เบื่อ เเล้วมีพลัง มี Score อันเทพ เเละความกวนโอ้ยของ QT ที่ใส่เพลงที่ออกเเนวคลาสิกมาตอนเปิดเรื่อง เรื่องนี้คงได้การเเสดงเเละบทอันยอดเยี่ยมจึงทำให้ผมชอบมันมากเลยละครับ โดยส่วนตัวเเล้วเรื่องนี้ไม่ว่าใครคงจะชอบกัน (ถ้าชอบ QT)

#3.)Avatar
"James Cameron Back to Back"




เรื่องนี้ไม่รู้ประทับใจ เเละติดอันดับได้ไงเพราะเนื้อเรื่องเดาได้เเต่ตัวอย่างเเล้ว เเต่ที่ชอบอย่างมากเลยคือ จินตนาการของ จิม มาก เพราะว่าเขาสามารถสร้างทั้งโลกได้เลยอะครับ มันเเบบว่ามันได้ไงเนี่ย สร้างสัตว์ วัฒนธรรม เเละอย่างอื่นมาใหม่หมดเลย ไม่รู้มีคนเคยสร้างรึยัง เเต่คุ้นๆเคยมีเเบบนี้ เเต่อันนี้มันสุดยอดเลยละครับ ทางด้านภาพนั้นก็เเบบว่า สุดยอด ไม่มีคำบรรยายได้เลยละครับ ผมชอบมากครับเรื่องนี้

#4.)Ninja Assassin
"The Martrix + Speed Racer And Kill Bill In One Movie"




มันเป็นหนังที่คิดว่าลงตัวยกเว้นเรื่องบทสำหรับผมเลยละครับ Ninja Assassin หนังของ เจมส์ เเมคทีก จาก The martrix ที่มาเรื่องนี้ผมคิดว่ามันเป็นการรวมภาพเทคนิคจาก Martrix การต่อสู้เหมือนฉากต่อยใน Speed Racer เเละเลือดสาดเละเหมือน Kill Bill เรื่องนี้ที่ว่ามันลงตัวยกเว้นบทคือ ฉากต่อสู้นั้นคือคือหนึ่งเลย ฉากต่อสู้เเต่ล่ะฉากนั้นมันส์มาก เเละมันก็เลือดสาดมาก เเต่ไม่ได้เลือดสาดธรรมมา มันเป็นเลือดสาดเเบบโคตร Art เลยละครับ มัน Art มากอะครับ เลือดสาดในฉากมืดๆ ภาพสวยสุดยอด ยกเว้นเเต่เรื่องบท ที่ไม่ค่อบชอบ เเต่โดยรวมเเล้วนั้น หนังมันเป็นหนังที่ Perfect สำหรับผมเลยละครับ

#5.)The Hangover
"Todd Is Back In A Little Crude Comedy Of The Year"




หนังตลก ทะลึ่งนิดหน่อยของ Todd Phillips เรื่องนี้มันเป็นอะไรที่โคตรฮา เเละบ้าบอมากเลยละครับ ถึงเเม้จะไม่ค่อยชอบฉาก Carlos ..... บนโต๊ะสักเท่าไหร เเต่ว่าหนังเรื่องนี้เเต่ละมุขมันคิดได้ละครับ มันเเบบว่ามันเป็นอะไรที่เเหวกเเนวหนังตลกมาก หนังไม่ต้องมีดาราดังๆเลยละครับ มีเเค่ Bradly Cooper คนเดียวที่พอได้ยินชื่อมั้ง เเต่ก็พาหนังไปได้ไกลเลยครับ ชอบมากครับเรื่องนี้ ตอนเเรกไปดูเเบบชิวๆ เลยทำให้สนุกเข้าไปใหญ่ เรื่องนี้ผมเเนะนำครับ หนังมันเเบบว่า เป็นอะไรที่ตลกมาก ใครไม่ขำสักมุขในหนัง ผมว่าคุณเส้นโคตรลึกเลยละครับ

#6.)UP
"Movie That Will Change Your Life"




เรื่องนี้ไม่ต้องขยายความให้มากมายครับ คำเดียวคงรู้กันว่ารับประกันคุณภาพเเน่นอนนั้นคือ PIXAR เลยละครับ ค่ายรับประกันอย่างเยี่ยม เรื่องนี้ผลงานที่ดีที่สุดของ Pete Doctor ก็ว่าได้ (ก็มีอยู่ 2-3 เรื่องหนิเนอะ) ดีกว่า Toy Story เเต่สู้ Wall-E ไม่ได้สำหรับผมนะ เรื่องนี้เป็นอนิเมชั่นที่เเบบว่า เหมือนกับ อนิเมชั่น สำหรับผู้ใหญ่ในลึกๆ เเต่ข้างนอกนั้นก็โกหกตัวเองว่ามันสำหรับเด็ก โดนใส่มุขตลกมา เเต่โดนนัยเเล้ว คุณภาพล้วนๆครับ เนื้อเรื่อง สาระ การดำเนิินเรื่องใน UP มันดีไปหมดเลยละครับ ไม่มีที่ในอืดเลยสักนิดสำหรับผม เเล้วที่ชอบอะไรมากคือ การที่ทำเป็น 3D เเต่ไม่เน้นฉากทะลุจอ ให้ดูเเค่ความลึกของเหว มันเเหวกเเนวดีครับ

#7.)รถไฟฟ้า มาหานะเธอ
"หนังที่น่ารัก กุ๊กกิ๊ก เเละอย่างอื่นอีกมากมายในหนังเรื่องนี้"




หนังเรื่องนี้เป็นหนังไทยเรื่องเดียวในปีที่ยอดให้ติดอันดับหนังเข้ามาเลย เห็นหนังไทยเข้ามาในปีนี้มันไม่ค่อบเน้นคุณภาพกันเลยอะ ยกเว้นมีเเต่ค่าย GTH ที่ยังรักษาไว้เหมือนเดิม ส่วนเรื่องอื่นๆเเต่ละเรื่องนั้น ไม่มีเน้นคุณภาพกันเลย ตอนนี้รอดูเรื่องส่งท้ายปีอย่างเดียวคือ 32 ธันวา ว่าจะมีคุณภาพไหม ส่วนเรื่องนั้นมันคล้ายๆ All About Steve เลยละครับ เเต่ว่ามันเเบบว่ามีสาระมากกว่านิดหน่อย ดีกว่า All About Steve ละกันโดยรวม ไม่ขอพูดอะไรมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่รู้จะบอกอะไร คือมันดูเองเเล้วจะรู้เลยละครับ

#8.)DisTrict 9
"Big Big No Small Small Yes"





หนังเเนว ไซ ไฟ เเปลกใหม่ที่ M Picture เล่นโปรโมทซะเละไปหมดจนเพื่อนเเถวบ้านผมยังบอกว่า ห่วย คือความผิดนี้อยู่กับ M Picture ที่โปรโมทว่ามันส์ทะลุจอเลย เเต่ที่จริงมันเป็นหนังขายไอเดียเเปลกใหม่สำหรับยุคนี้เลยละครับ เเต่ที่ผมชอบมันอยู่อันดับ 8 นี้เลย คงเพราะว่าหนังนั้นผมขาดหวังเกินไป ขาดหวังจากการโปรโมทของ M Picture เเละ อื่นๆ เเต่ผมก็เตรียมใจอย่างนึงเเล้วว่ามีดราม่าเเน่นอน มันจึงกลายเป็นหนังที่สมบูรณ์ทั้งบท เเละ อื่นๆ โดนเฉพาะ CG ที่ทุนสร้าง 30 ล้าน เเต่เล่นเอาต่างดาวมารวมกันซะเยอะเเยะเลย ทำเอา Outlander ทุนสร้าง 50 ล้านนั้นหงอยไปตามกัน


#9.)Watchmen
"Tonight The Comedian Die , Has Somebody Know Why , Have Somebody Know"




หนังฮีโร่ด้านมืดที่หนังด้านบทนั้น เเรง เเละ เเน่น เเบบไม่มีที่ติเลยละครับ เป็นหนังที่ผมชอบมากตั้งเเต่ที่ดู หนังนั้นถึงผมไม่เคยรู้เรื่องประวัติศาตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ เเต่ว่าพอไปดูหนังนั้นรู้เพิ่มมาเยอะเเยะเลยละครับ ผมชอบหนังโดยเฉพาะการจิกนักข่าวเป็นประจำทั้งเรื่อง เเละการบอกว่านักการเมืองโกหก อะไรประมาณเนี่ย ผมชอบมากครับเเบบนี้ เป็นการเเหวกเเนวที่ดีมากเลยละครับ


#10.)Star Trek
"JJ Is The Best"




หนังที่มาเป็นอันดับสุดท้ายเพราะว่าผมนั้นคาดหวังมากเกินไปจึงทำให้ความสนุกของหนังลดลงมา เเต่ว่าเรื่องบท เเละ เเอ็คชั่นนั้นสุดยอด คล้ายกับว่าดู T2 อีกรอบนึงเลยละครับ



HONORABLE MENTIONS

The Proposal
หนังตลกคอเมดี้ บทเดิม เเต่ว่าผมชอบมุขเเละความน่ารักในหนังเรื่องนี้ จนผมยกให้เป็นหนังที่เเสนน่ารัก เเละ ตลกปนทะลึ่งนิดหน่อยเเห่งปีไปเลยละครับ เเต่ว่าเรื่องนี้ดูเหมือนว่าคู่สามี ภรรยา อายุเหมือนโคเเก่กินย่าอ่อนเลยนะ

17 Again
เนื้อเรื่องไม่น่าตกใจ เเต่มาชอบตรงที่ตอนจบที่มันเศร้ากินใจเลยละครับ ผมว่าเรื่องนี้มันตลกมาด้วยเเหละจึงทำให้หนังผยุงตัวเองได้ ซึ่งหลักๆเเล้วคือ ขาย Zac Efron นั้นเองเเหละครับ

(500) Days Of Summers
มาอยู่ในที่นี้เพระาว่าผมชอบนะ สไตล์การเล่าเรื่อง เเต่ว่าผมไม่ชอบตรงที่หนังนั้นมันออกเเนวหยาบคายซะเกินไป เช่นตอนฉายาสิงโตภูเขาอะไรยังเงี้ย ผมว่ามันเเรงไปป่าว เเต่โดนรวมเเล้วเป็นหนังรัก (รึป่าว) ที่การเล่าเรื่องออกมาเเบบเเนวดีมากครับ

Gamer & Surrogates
ไม่ชอบตรงที่โปรโมทว่าเป็นหนังเเอ็คชั่น เเต่ชอบอยู่อย่างเดียวคือการบอกว่าอะไรคือ มนุษย์ อะไรคือ คน อะไรคือการใช้ชีวิตจริงๆ เเต่ที่เกลียดมากคือเรื่องหลังซึ่งลอกกันมา จึงมาให้อยู่ในชื่อเดียวกันไปซะเลย
BoBoi
QUOTE(wavekung @ Dec 30 2009, 05:18 PM) *
จะว่าอะไรผมก็ได้

ได้จริงๆนะ

ph34r.gif
wavekung
QUOTE(BoBoi @ Dec 30 2009, 06:37 PM) *
QUOTE(wavekung @ Dec 30 2009, 05:18 PM) *
จะว่าอะไรผมก็ได้

ได้จริงๆนะ

ph34r.gif


gossip.gif
wavekung
เขียนเสร็จหมดเเล้วครับ
BoBoi
QUOTE(Researcher @ Dec 30 2009, 03:16 PM) *
QUOTE(BoBoi @ Dec 30 2009, 02:44 PM) *
QUOTE(sceptic @ Dec 29 2009, 11:49 PM) *
พึ่งดู invictus จบ ตอนแรกนึกว่าจะติดซัก1ใน10 หรือ ใน 20 ของหนังที่ชอบปีนี้แต่ดูแล้วเป็นหนังที่น่าผิดหวังมากๆ แต่ลุงมอร์แกน ฟรีแมนแสดงได้ขนลุกมากๆ เสียวสันหลังวาบเลย

รอยล ท็อป 10 ของปี ของ คุณ sceptic อยู่นะครับ

happy.gif

อืม....หนังอาจจะธรรมดา แต่พลังในการแสดงของ Freeman ก็ช่วยพยุงหนังเรื่องนี้ไว้ระดับหนึ่ง
เสียวสันหลังวาบ 555+ ชอบคำนี้จริง ๆ อ่านไปขำไป
thumbups.gif thumbups.gif

ไปๆมาๆ ผมว่า Freeman นำเสนอ Mandela ออกมาในรูปเเบบของเขาเอง ผิดกับ Langella ที่ผมว่า เเก
เหมือนกัน เลียนเเบบให้เหมือน Nixon มากที่สุด คือ ผมว่าเท่าที่ดูในตัวอย่าง Freeman ทำความเข้าใจกับ
ตัวละครนี้ เเละ ใช้จินตนาการ ของเขานำเสนอ ตัวละครออกมา

เเต่ปีนี้ดูเหมือนกับว่า รางวัล Best Actor นี่ George Clooney จะนอนมายาวๆซะเเล้ว
bangk
เผอิญว่าปีที่ผ่านมาผมดูหนังไม่ค่อยเยอะอ่ะครับ เลยจะขอจัดแค่หกอันดับละกัน ไม่ว่ากันนะครับ

Top 6 Motion Pictures of 2009

#6.The Road
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม จงอย่าทิ้งความหวัง



หนังเรื่องนี้แม้จะเปี่ยมไปด้วยความหดหู่ รันทด ที่ดูเหมือนชีวิตของทุกสรรพสิ่งในเรื่องจะไร้ซึ่งเป้าหมาย ไร้ซึ่งความหวัง
ในการดำรงชีวิตอยู่ต่อไป แต่ตัวหนังนั้นได้บอกกับคนดูให้รู้ว่า ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ เราทุกคนควรที่จะสู้ต่อไปอย่างเข้มแข็งและอดทน
ด้วยจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและความศรัทธาซึ่งจะเป็นแสงสว่างในใจที่คอยส่องทางให้เราพบเป้าหมายในที่สุด
และสุดท้ายต้องขอชื่นชมฝีมือการแสดงของ Viggo Mortensen ที่ช่วยให้หนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในหนังไม่กี่เรื่องที่โดนใจผมในปีนี้

#5.Avatar
การกลับมาของผกก.ที่มีผู้คนรอคอยมากที่สุดในโลก



ไม่สามารถปฎิเสธได้เลยว่าหนังเรื่องนี้ คือ หนังที่มีผู้คนเฝ้ารอคอยมากที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์
และหนังก็ไม่ได้ทำให้ผู้คนส่วนมากต้องผิดหวัง และผมก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย

แม้บทหนังเรื่องนี้จะไม่ได้ดีเด่อะไร อีกทั้งพล็อตเรื่องก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่นัก แต่ในแง่ของการกำกับนั้น แม้ว่าตัวผมเอง
จะไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในระบบ 3D หรือในโรง IMAX ก็ตาม แต่ผมก็รู้สึกและสัมผัสได้ถึงความละเอียดละออและความพิถีพิถันที่ป๋าเจมส์
ใส่ลงไปในหนัง มันช่วยให้ผมรู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่ของทั้งการสร้างหนังและอารมณ์ของหนังเรื่องนี้
และสุดท้ายผมกล้าพูดอย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่า Avatar เป็นภาพยนตร์ที่มีกราฟฟิคเหนือชั้นที่สุดในปีนี้และในรอบหลายๆปีที่ผ่านมา

#4.Astro Boy
หนังที่ทำได้เกินคาดที่สุดแห่งปี



ต้องขอออกตัวก่อนเลยนะครับว่า หนังเรื่องนี้เป็น Animation เรื่องเดียวที่ผมได้ดูในโรงภาพยนตร์ในปีนี้

หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องได้อย่างสนุกน่าติดตามอีกทั้งยังเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนดูได้แทบตลอดทั้งเรื่อง
รวมไปถึงการสร้างความประทับใจให้กับคนดูจากความสัมพันธ์ของตัวละครต่างๆและจิตใจอันดีงามของตัวเอก
แม้หนังเรื่องนี้จะเอาไปเทียบชั้นกับ Animation ขั้นเทพอย่าง Wall-E ไม่ได้ แต่โดยส่วนตัวแล้วผมกลับชอบเรื่องนี้มากกว่า
ฉะนั้นแล้ว ถ้าคุณกำลังหาหนังที่สามารถทำให้คุณทั้งหัวเราะและร้องไห้ได้ในคราวเดียว
Astro Boy จัดเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

#3.รถไฟฟ้า มาหานะเธอ
หนังไทยที่"แหล่ม"และ"แจ่ม"ที่สุดในปีนี้



พูดตามตรงว่าในตอนแรกผมไม่ได้มีความคิดอยากจะดูหนังเรื่องนี้เลย อาจจะเป็นเพราะ ผมมีความรู้สึกว่าตัวหนัง
เน้นขายแต่นักแสดงเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยความที่เพื่อนผมหลายๆคนไปดูกันมาแล้วบอกว่าสนุกดี
ผมจึงขอลองพิสูจน์มันด้วยตาของตัวเองหน่อยว่ามันสนุกอย่างที่เค้าว่าจริงๆหรือ

แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะมีอะไรหลายๆอย่างที่บอกถึงความเป็นหนังค่าย GTH แต่ถึงยังไงผมก็ยังรู้สึกอินไปกับอารมณ์ของหนังเรื่องนี้อยู่ดี
เพราะ แนวหนังเดิมๆนี้แหละที่สร้างความประทับใจให้ผมครั้งแล้วครั้งเล่า
พูดถึงในแง่ของนักแสดง การแสดงของตัวละครตัวหลัก โดยเฉพาะ คริส หอวัง ทำได้น่าชื่นชมเกินคาด
ช่วยทำให้หนังดูสนุกและน่าติดตามไปจนจบเรื่อง แต่ส่วนสำคัญที่ผมไม่ชอบเอามากๆเลยของหนังเรื่องนี้ก็คือ
ภาพในห้วงความคิดของนางเอก มันดูขัดๆไงไม่รู้ แต่โดยรวมแล้วหนังเรื่องนี้มีดีพอที่จะเป็นหนังอันดับสามของผมในปีนี้ครับ

#2.Drag Me to Hell
เมื่อผู้หญิงตัวเล็กๆต้องลุกขึ้นสู้กับ"สัตว์ร้าย"เพื่อเอาชีวิตรอด



ปกติแล้วผมเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบดูหนังสยองขวัญเท่าไหร่นัก แต่กับหนังเรื่องนี้ มันช่วยให้ผมมีทัศนคติที่ดีขึ้นกับหนังแนวนี้

หนังเล่าเรื่องได้อย่างสนุกและน่าติดตามภายใต้บทหนังที่ดีเยี่ยมอีกทั้ง Sam Raimi ยังสอดแทรกความตลกร้ายลงไปได้อย่างลงตัว
หนังเรื่องนี้ทำให้ใครหลายๆคนนึกไปถึงหนังเรื่อง Evil Dead จนมีบางคนเรียกหนังเรื่องนี้ว่าเป็น Evil Dead ภาคสี่กันเลยทีเดียว
ดังนั้นหนังเรื่องนี้จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า Sam Raimi ยังคงไม่ลืมแนวหนังที่สร้างชื่อให้กับตัวเองและยังผลให้เค้าเป็นผกก.
ที่มีความสามารถในการกำกับหนังแนวนี้มากที่สุดคนหนึ่ง

ในด้านของการแสดง Alison Lohman สามารถยกระดับทั้งตัวหนังและตัวเธอขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ด้วยการแสดงที่ทุ่มสุดตัว
จนทำให้คนดูอดไม่ได้ที่จะเอาใจช่วยเธอจนถึงที่สุด อันส่งผลทำให้ทิศทางของหนังเป็นไปในแนวที่ผกก.ต้องการ
สรุปสั้นๆว่า"ร้ายจริงๆ"ครับ สำหรับหนังเรื่องนี้

และสุดท้าย

#1.District 9
แล้วคุณจะรู้ว่า"มนุษย์"คือสิ่งมีชีวิตที่น่าขยะแขยงที่สุดในจักรวาล



นี่คือหนังที่มีทุนสร้างที่ไม่ไปในทิศทางเดียวกับคุณภาพมากที่สุดเรื่องหนึ่ง เพราะด้วยทุนสร้างแค่ $30 ล้าน
แต่ตัวหนังกับทำให้เราอึ้งและทึ่งกว่าหนังทุนสร้าง $100 กว่าล้าน หลายๆเรื่องมากมายนัก

สิ่งที่เป็นจุดเด่นสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจกว่าหนังเรื่องอื่นๆก็คือ ความแปลกและแหวกแนว ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องที่ทำเหมือนสารคดี
สถานที่ดำเนินเรื่องที่แอฟริกาใต้(ส่วนมากพวกเอเลี่ยนจะไปอยู่ที่อเมริกา) รวมไปถึงตัวเอเลี่ยนเองที่ดูไม่น่าเกรงขามเหมือนแต่ก่อน
จนดูน่าสงสารเสียมากกว่า อีกทั้งผกก.ยังแอบเสียดสีสังคมและการเมืองได้อย่างแนบเนียนไปกับเนื้อเรื่องที่ดูสนุก
น่าติดตามและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

ในส่วนของนักแสดงต้องบอกว่าเป็นนักแสดงโนเนมกันทั้งสิ้น แต่กลับแสดงได้อย่างน่าชื่นชม
Sharlto Copley เล่นได้อย่างสมบทบาทและมีมิติมาก โดยเราสามารถเห็นนิสัยทั้งด้านบวกและด้านลบของเค้าได้อย่างชัดเจน
และน่าเชื่อถือ อีกทั้งหนังยังฝากความประทับใจให้กับคนดู ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกและเอเลี่ยน
จนทำให้ผมซึ้งมากๆกับฉากสุดท้าย

ด้วยความสุดยอดเหล่านี้ผมจึงยกให้ District 9 เป็นหนังอันดับหนึ่งในใจผมประจำปีนี้ครับ
This is a "lo-fi" version of our main content. To view the full version with more information, formatting and images, please click here.
Invision Power Board © 2001-2014 Invision Power Services, Inc.