ThaiDVD.NET

Welcome Guest ( Log In | Register )


> ขอความร่วมมือจากสมาชิกทุกท่าน


1. ห้ามโพสท์ลิงค์หรือเว็บไซท์ที่มีการขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ห้ามโพสท์ลิงค์เพลง MP3
2. ห้ามโพสท์ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการเมืองในทุกฟอรั่ม
3. ห้ามโพสท์โปรโมทกระทู้เพื่อขายของ อยากขายเชิญใช้บริการห้องกระเป๋าแบนแฟนทิ้ง -->>

40 Pages V  « < 31 32 33 34 35 > »   
Reply to this topicStart new topic
ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายคับ
สีทอง
post Jun 23 2010, 08:56 AM
Post #624


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,908
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า

ดิฉันแต่งงานกับสามีได้ 3 ปี เราก็จดทะเบียนหย่ากัน ซึ่งตอนนั้นเราถกเถียงกับเจ้าหน้าที่เขตว่า เราประสงค์จะใช้อำนาจปกครองบุตรร่วมกัน แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมบันทึกให้ จนต้องตกลงกันโดยบันทึกไว้ในทะเบียนหย่าว่า ให้บิดาเป็นผู้มีอำนาจปกครองลูกสาว ซึ่งขณะนั้นอายุได้ 2 ขวบ ปัญหาที่ดิฉันอยากถามคือ

1.จริงหรือไม่ที่เจ้าหน้าที่เขตแจ้งว่า เมื่อสามีภริยาจดทะเบียนหย่ากัน ถ้ามีบุตร บิดามารดาจะเป็นผู้ปกครองบุตรร่วมกันอีกไม่ได้

2.ในอนาคตถ้าสามีเสียชีวิต ดิฉันจะเป็นผู้ปกครองบุตรสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะโดยอัตโนมัติ หรือไม่





1.เมื่อสามีภริยาจดทะเบียนหย่ากัน การจะให้ทั้งบิดาและมารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรร่วมกันต่อไปย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะจะเกิดความขัดแย้งผลเสียจะตกได้แก่บุตรผู้เยาว์ ดังนั้นกฎหมายจึงบัญญัติไว้ว่า “ในกรณีหย่าโดยความยินยอม ให้สามีภริยาทำความตกลงเป็นหนังสือว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใด ถ้ามิได้ตกลงกันหรือตกลงกันไม่ได้ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด” ดังนั้นในการจดทะเบียนหย่าจึงจำเป็นต้องตกลงกันให้ได้ว่าใครจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร

2.กรณีที่ผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรที่ตกลงกันไว้เสียชีวิต หากต่อมาฝ่ายนั้นตาย อีกฝ่ายจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองโดยอัตโนมัติดังเดิมหรือไม่นั้น นักกฎหมายมีความเห็นแตกต่างกันเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า เมื่อได้ตกลงให้ฝ่ายใดเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแล้ว จะนำหลักทั่วไปเรื่องอำนาจปกครองบุตรมาใช้ไม่ได้ บิดาหรือมารดาที่เหลือจึงไม่เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรต่อไปได้ ทางแก้คือต้องร้องขอต่อศาลว่าเป็นกรณีที่พฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปในภายหลัง เพื่อร้องขอให้บิดาหรือมารดาที่มีชีวิตอยู่เป็นผู้ปกครองบุตรต่อไปได้

อีกฝ่ายหนึ่งมีความเห็นว่า ข้อตกลงให้ผู้ใดมีอำนาจปกครองบุตรในทะเบียนหย่านั้น มิได้ลบล้างหลักทั่วไป ทั้งการตกลงมิใช่เป็นการถอนอำนาจปกครอง และการตั้งผู้ปกครองนั้นจะทำได้เฉพาะกรณีที่ไม่มีบิดาหรือมารดาถูกถอนอำนาจปกครอง เมื่อฝ่ายที่ใช้อำนาจปกครองบุตรตายลง มิใช่เป็นกรณีที่จะร้องขอให้ศาลเปลี่ยนตัวผู้ปกครอง เพราะไม่มีตัวบุคคลที่จะให้เปลี่ยน บิดาหรือมารดาที่มีชีวิตอยู่จึงเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรได้

ปัจจุบันมีแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาใกล้เคียงกันแตกต่างกันเพียงว่า คดีที่ฟ้องร้องนั้นเป็นกรณีที่ท้ายบันทึกทะเบียนหย่าตกลงให้บุตรอยู่ในความอุปการะของบิดา มิได้บันทึกว่าอำนาจปกครองบุตรอยู่กับบิดา เมื่อบิดาตาย ศาลได้วินิจฉัยให้อำนาจปกครองบุตรย่อมตกอยู่กับมารดา ใกล้เคียงกับความเห็นของฝ่ายหลัง

อย่างไรก็ตามความเห็นของทั้งสองฝ่ายต่างมีน้ำหนัก ที่ยังรอแนวคำวินิจฉัยชัดเจนของศาลต่อไป ดังนั้นในอนาคตเกิดเหตุกรณีดังกล่าวหากเจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้ฝ่ายที่มีชีวิตอยู่เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองโดยอัตโนมัติแล้ว คงต้องยกขึ้นร้องโดยยกขึ้นอ้างว่าเพราะมีเหตุขัดข้องในการใช้อำนาจปกครองบุตรโดยร้องขอต่อศาลต่อไป.



Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Jun 23 2010, 08:57 AM
Post #625


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,908
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



การเปลี่ยนแปลงการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์

สภาพสังคมในปัจจุบันนี้ ส่งผลให้สถาบันครอบครัวอันเป็นรากฐานของสังคมไทยสั่นคลอนลงไปมาก ซึ่งถือเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการแยกกันอยู่ไปจนถึงการหย่าร้าง ในครั้งนี้จะให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ กรณีบิดา-มารดา จดทะเบียนหย่าและทำความตกลงเป็นบันทึกต่อนายทะเบียนว่า มารดาจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ต่อมาภายหลังคู่หย่าได้นำหนังสือตกลงเปลี่ยนแปลงผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรมายื่นเพื่อให้นายทะเบียนบันทึก ครั้งที่ 2 ให้บุตรกลับไปอยู่ในอำนาจปกครองของบิดา เช่นนี้จะกระทำได้หรือไม่


กรณีดังกล่าว กรมการปกครองได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อพิจารณาแนวทางการบันทึกเปลี่ยนแปลงข้อตกลงในเรื่องการใช้อำนาจปกครองบุตรในบันทึกการหย่ากรณีการหย่า โดยความยินยอม ซึ่งมีความเห็นว่า กรณีคู่สมรสได้ตกลงหย่าขาดจากกัน โดยความยินยอมและได้ทำความตกลงเป็นหนังสือว่า ฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใด ตามนัยมาตรา 1520 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว กรณีนี้อำนาจปกครองบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะจะอยู่กับบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งตามที่ได้ตกลงกันไว้ตามนัยมาตรา 1566 (6) ซึ่งต่อมาภายหลังหากบิดามารดาประสงค์จะเปลี่ยนแปลงผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรดังกล่าว โดยการทำความตกลงกันเป็นหนังสือนั้นไม่อาจกระทำได้ เนื่องจากไม่มีข้อกฎหมายใดกำหนดให้บิดามารดาสามารถทำความตกลงกันใหม่ เพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจปกครองบุตรได้ แต่อย่างไรก็ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1521 ได้บัญญัติทางแก้ไขกรณีดังกล่าวไว้โดยการอาศัยอำนาจศาล ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองได้ โดยศาลจะคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ


ดังนั้น ในกรณีข้างต้น การทำหนังสือตกลงเปลี่ยนแปลงผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรของมารดา กลับมาอยู่ในอำนาจปกครองของบิดานั้น นายทะเบียนไม่สามารถดำเนินการบันทึกเปลี่ยนแปลงข้อตกลงในบันทึกหลังทะเบียนการหย่าโดยทันทีได้ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งให้เปลี่ยนแปลงผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะเสียก่อน โดยทั้งบิดาและมารดาจะต้องแสดงเหตุผลความจำเป็นในการขอเปลี่ยนแปลง ต่อศาลเพื่อประกอบการวินิจฉัย


หากพี่น้องประชาชนต้องการรับความช่วยเหลือประการใด สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์อำนวยความเป็นธรรมทุกอำเภอ

Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Jun 23 2010, 09:00 AM
Post #626


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,908
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



เมื่อเลิกกันแล้วบิดา หรือมารดา ใครจะมีอำนาจปกครองในตัวบุตร

๑. กรณีแรกสามีภริยาที่อยู่ด้วยกัน จะกี่ปีก็ช่าง จะมีทรัพย์สินที่หาได้ร่วมกันมากน้อยเพียงใดก็ไม่เกี่ยว และเมื่ออยู่ด้วยกันแล้วจะมีบุตรด้วยกันกี่คนก็ช่าง ถ้าหากไม่จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย ก็จะเป็นไปตาม ปพพ. มาตรา ๑๕๔๖ บุตรทั้งหมดถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายหญิงฝ่ายเดียว และแม้นว่าต่อมาสามีภรรยาเลิกกันฝ่ายหญิงจะได้อำนาจปกครองบุตรไปฝ่ายเดียว ฝ่ายชายไม่เกี่ยว เว้นแต่มีการจดทะเบียนรับรองบุตรไว้ หรือรับไว้เป็นบุตรบุญธรรม แต่หากว่าสามีภริยาอยู่ด้วยกันตลอดต่อมามีบุตรด้วนกันแล้วพากันไปจดทะเบียนสมรส ไม่ว่าบุตรนั้นจะมีอายุเท่าไร ก็จะเป็นไปตาม ปพพ. มาตรา ๑๕๔๗ คือบุตรนั้นจะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของสามีภริยานั้นนับแต่วันที่จดทะเบียนสมรส ไม่มีผลยอนหลังไปถึงวันที่เกิดนะครับ
๒. กรณีที่สองผมเคยตอบไปแล้ว แต่ขอทำความเข้าใจอีกครั้งครับ คือกรณีที่สามีภริยาจดทะเบียนสมรสกันถูกต้องตามกฎหมาย แล้วอยู่ต่อมาหย่ากัน การหย่าก็หมายถึงการหย่าตามเงื่อนไขของ ปพพ.มาตรา ๑๕๑๖ ไม่ว่าจะเป็นอนุใดก็ช่าง และไม่สามารถตกลงกันได้ว่าใครจะได้อำนาจปกครองในตัวบุตร จึงต้อง ใช้สิทธิ์ทางศาลเพื่อให้มีอำนาจปกครองในตัวบุตร คืออยากได้บุตรมาอยู่กับตน โดยหลักกฎหมายถ้าคุณจำเป็นต้องใช้สิทธ์ทางศาล ศาลท่านจะใช้ดุลพินิจ โดยการคำนึงถึงความผาสุก และประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญโดยใช้หลักต่อไปนี้

๑. ทรัพย์สินของคุณ กับของภริยาคุณฝ่ายใดมีความเชื่อถือมากกว่ากัน
๒. อาชีพการงานของทั้งสองฝ่ายว่าฝ่ายใดมีความมั่นคงกว่ากัน
๓. ความประพฤติของทั้งสองฝ่าย ประวัติความเป็นมา เคยมีคดีมาหรือไม่ อีกฝ่ายสามารถยกขึ้นอ้างเพื่อทำลายความเชื่อถือในส่วนนี้ได้
๔. ความรักความเห็นและความต้องการของบุตร ความสามารถในการเลี้ยงดู ให้การศึกษา แก่บุตร
เมื่อศาลได้ใช้ดุลพินิจ โดยการคำนึงถึงความผาสุก และประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ โดยหลักขั้นต้นนี้แล้วและได้มอบอำนาจปกครองให้กับฝ่ายใดไปแล้ว แต่ต่อมาผู้ได้อำนาจปกครองบุตรไป มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ศาลก็มีอำนาจเพิกถอนอำนาจปกครองและตั้งผู้มีอำนาจปกครองคนใหม่ได้ เช่นผู้มีอำนาจปกครองคนเดิม ติดยาเสพติด ต้องโทษอาญาร้ายแรง เป็นบุคคลล้มละลาย ทำร้ายร่างกายบุตรเกินความจำเป็นต่อการอบรมสั่งสอน หรือเป็นกรณีฐานะและความสามารถในการเลี้ยงดูให้การศึกษาแก่บุตรเปลี่ยนไป เป็นต้น กฎหมายไม่มีหลักว่าเมื่อหย่ากันแล้วบุตรต้องอยู่กับแม่หรือกับพ่อแต่กฎหมายใช้หลักดังกล่าวมาข้างต้นครับ
Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Jun 23 2010, 09:03 AM
Post #627


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,908
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



ใบสลักหลังการหย่าไม่มีลงว่าบุตรอยู่ในการปกครองของใคร

คำถาม

อยากทราบว่า เนื่องจากการหย่าโดยยินยอมทั้งสองฝ่ายค่ะ แต่ใบสลักหลังการหย่าไม่มีลงเลยว่าบุตรอยู่ในความปกครองของใครเลยค่ะ แบบนี้ไม่ทราบว่าใครจะได้สิทธิ์ในการดูแลบุตรค่ะ แล้วถ้าได้ทั้งสองฝ่าย แต่ดิฉันอยากทำเป็นเพียงผู้เดียวที่สามารถดูแลบุตรได้ค่ะ ต้องทำอย่างไรค่ะ เพราะตอนบุตรก็อยู่กับย่าแก่เท่านั้น และย่าก็เจ็บๆป่วยๆ โดยพ่อเด็กไม่ได้ดูแลเลย และทางย่าก็โทรมาทางบ้านดิฉันให้มารับหลานไปเลี้ยงค่ะ ถ้ากรณีที่คนเป็นย่าเสียชีวิตค่ะ ช่วยให้คำแนะนำด้วยนะค่ะ เพราะต้องการทำเรื่องให้เสร็จสิ้น ไม่อยากมีปัญหาตอนหลังค่ะ


ตอบ
ในกรณีที่ไม่ได้ระบุว่าผู้ใดเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรไว้ในสัญญาท้ายทะเบียนหย่า ให้ถือว่าทั้งบิดาและมารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรร่วมกัน

ในกรณีที่คุณมีความประสงค์ที่จะได้สิทธิในการดูแล(ใช้อำนาจปกครองบุตร)แต่เพียงฝ่ายเดียว คุณต้องยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอเพิกถอนอำนาจปกครองบุตรของสามี โดยต้องมีมูลเหตุที่ศาลสามารถรับฟังได้ว่าเพราะเหตุใดคุณถึงเป็นบุคคลที่ควรจะได้เป็นผู้ดูแลบุตรแต่เพียงฝ่ายเดียว


This post has been edited by สีทอง: Jun 23 2010, 09:03 AM
Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Jun 24 2010, 07:13 AM
Post #628


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,908
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



ขอแทรกเรื่องอายุความ ให้อ่านกันครับ โพสต่อไป จะโพสเกี่ยวกับเรื่องคอรบครัวต่อ


กฎหมายที่เกี่ยวกับอายุความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/9 -193/35
มาตรา 193/9 สิทธิเรียกร้องใดๆ ถ้ามิได้ใช้บังคับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ
มาตรา 193/10 สิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความ ลูกหนี้มีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้
มาตรา 193/11 อายุความที่กฎหมายกำหนดไว้นั้น คู่กรณีจะตกลงกันให้งดใช้หรือขยายออกหรือย่นเข้าไม่ได้
มาตรา 193/12 อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปถ้าเป็นสิทธิเรียกร้องให้งดเว้นกระทำการอย่างใดให้เริ่มนับแต่เวลาแรกที่ฝ่าฝืนกระทำการนั้น
มาตรา 193/13 สิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้ยังไม่อาจบังคับได้จนกว่าจะได้ทวงถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อน ให้เริ่มนับอายุความตั้งแต่เวลาแรกที่อาจทวงถามได้เป็นต้นไป แต่ถ้าลูกหนี้ยังไม่ต้องชำระหนี้จนกว่าระยะเวลาหนึ่งจะได้ล่วงพ้นไปแล้วนับแต่เวลาที่ได้ทวงถามนั้น ให้เริ่มนับอายุความตั้งแต่ระยะเวลานั้นได้สิ้นสุดไปแล้ว
มาตรา 193/14 อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีดังต่อไปนี้
(1) ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้ ชำระหนี้ให้บางส่วน ชำระดอกเบี้ย ให้ประกัน หรือกระทำการใดๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง
(2) เจ้าหนี้ได้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้
(3) เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย
(4) เจ้าหนี้ได้มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา
(5) เจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี
มาตรา 193/15 เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ
เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น
มาตรา 193/16 หนี้ใดซึ่งตามมูลแห่งหนี้นั้น เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้เป็นคราวๆ เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ในเวลาใดเวลาหนึ่งก่อนอายุความครบบริบูรณ์ เพื่อเป็นหลักฐานว่าอายุความสะดุดหยุดลง
มาตรา 193/17 ในกรณีที่อายุความสะดุดหยุดลงเพราะเหตุตามมาตรา 193/14 (2) หากคดีนั้นได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกคำฟ้อง หรือคดีเสร็จไปโดยการจำหน่ายคดีเพราะเหตุถอนฟ้อง หรือทิ้งฟ้อง ให้ถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลง
ในกรณีที่คดีนั้นศาลไม่รับหรือคืนหรือให้ยกคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาล หรือศาลให้ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ และปรากฏว่าอายุความครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณา หรือจะครบกำหนดภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด ให้เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด
มาตรา 193/18 ให้นำมาตรา 193/17 มาใช้บังคับแก่กรณีที่อายุความสะดุดหยุดลงเพราะเหตุตามมาตรา 193/14 (3) (4) และ (5) โดยอนุโลม
มาตรา 193/19 ในขณะที่อายุความจะครบกำหนดนั้น ถ้ามีเหตุสุดวิสัยมาขัดขวางมิให้เจ้าหนี้กระทำการตามมาตรา 193/14 ให้อายุความนั้นยังไม่ครบกำหนดจนกว่าจะพ้นสามสิบวันนับแต่วันที่เหตุสุดวิสัยนั้นได้สิ้นสุดลง
มาตรา 193/20 อายุความสิทธิเรียกร้องของผู้เยาว์หรือของบุคคลวิกลจริตอันศาลจะสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือไม่ก็ตาม ถ้าจะครบกำหนดลงในขณะที่บุคคลดังกล่าวยังไม่ลุถึงความสามารถเต็มภูมิ หรือในระหว่างหนึ่งปีนับแต่วันที่บุคคลดังกล่าวไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล อายุความนั้นยังไม่ครบกำหนดจนกว่าจะครบหนึ่งปีนับแต่วันที่บุคคลนั้นได้ลุถึงความสามารถเต็มภูมิหรือได้มีผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล แล้วแต่กรณี แต่ถ้าอายุความสิทธิเรียกร้องนั้นมีระยะเวลาน้อยกว่าหนึ่งปีก็ให้นำกำหนดระยะเวลาที่สั้นกว่านั้นมาใช้แทนกำหนดระยะเวลาหนึ่งปีดังกล่าว
มาตรา 193/21 อายุความสิทธิเรียกร้องของผู้เยาว์หรือของคนไร้ความสามารถหรือของคนเสมือนไร้ความสามารถ ที่จะฟ้องร้องผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ของตนนั้น ถ้าจะครบกำหนดลงในขณะที่บุคคลดังกล่าวยังไม่ลุถึงความสามารถเต็มภูมิ หรือในระหว่างหนึ่งปีนับแต่วันที่บุคคลดังกล่าวไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ อายุความนั้นยังไม่ครบกำหนดจนกว่าจะครบหนึ่งปีนับแต่วันที่บุคคลนั้นได้ลุถึงความสามารถเต็มภูมิหรือได้มีผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ แล้วแต่กรณี แต่ถ้าอายุความสิทธิเรียกร้องนั้นมีระยะเวลาน้อยกว่าหนึ่งปี ก็ให้นำกำหนดระยะเวลาที่สั้นกว่านั้นมาใช้แทนกำหนดระยะเวลาหนึ่งปีดังกล่าว
มาตรา 193/22 อายุความสิทธิเรียกร้องระหว่างสามีภริยา ถ้าจะครบกำหนดก่อนหรือภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลง อายุความนั้นยังไม่ครบกำหนดจนกว่าจะครบหนึ่งปีนับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลง
มาตรา 193/23 อายุความสิทธิเรียกร้องอันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้ตาย ถ้าจะครบกำหนดภายในหนึ่งปีนับแต่วันตาย อายุความนั้นยังไม่ครบกำหนดจนกว่าจะครบหนึ่งปีนับแต่วันตาย
มาตรา 193/24 เมื่ออายุความครบกำหนดแล้ว ลูกหนี้จะสละประโยชน์แห่งอายุความนั้นเสียก็ได้ แต่การสละประโยชน์เช่นว่านี้ไม่มีผลกระทบกระเทือนสิทธิของบุคคลภายนอกหรือผู้ค้ำประกัน
มาตรา 193/25 เมื่ออายุความครบกำหนดแล้ว ให้มีผลย้อนหลังขึ้นไปถึงวันที่เริ่มนับอายุความ
มาตรา 193/26 เมื่อสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานขาดอายุความให้สิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นอุปกรณ์นั้นขาดอายุความด้วย แม้ว่าอายุความของสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นอุปกรณ์นั้นจะยังไม่ครบกำหนดก็ตาม
มาตรา 193/27 ผู้รับจำนอง ผู้รับจำนำ ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วง หรือผู้ทรงบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้อันตนได้ยึดถือไว้ ยังคงมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง จำนำ หรือที่ได้ยึดถือไว้ แม้ว่าสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่จะใช้สิทธินั้นบังคับให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกินห้าปีขึ้นไปไม่ได้
มาตรา 193/28 การชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องซึ่งขาดอายุความแล้วนั้นไม่ว่ามากน้อยเพียงใดจะเรียกคืนไม่ได้ แม้ว่าผู้ชำระหนี้จะไม่รู้ว่าสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้วก็ตาม
บทบัญญัติในวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับแก่การที่ลูกหนี้รับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือโดยการให้ประกันด้วย แต่จะอ้างความข้อนี้ขึ้นเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันเดิมไม่ได้
มาตรา 193/29 เมื่อไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลจะอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้
มาตรา 193/30 อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้มีกำหนดสิบปี
มาตรา 193/31 สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรให้มีกำหนดอายุความสิบปี ส่วนสิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาหนี้อย่างอื่นให้บังคับตามบทบัญญัติในลักษณะนี้
มาตรา 193/32 สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุด หรือโดยสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้มีกำหนดอายุความสิบปี ทั้งนี้ ไม่ว่าสิทธิเรียกร้องเดิมจะมีกำหนดอายุความเท่าใด
มาตรา 193/33 สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี
(1) ดอกเบี้ยค้างชำระ
(2) เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ
(3) ค่าเช่าทรัพย์สินค้างชำระ เว้นแต่ค่าเช่าสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 193/34 (6)
(4) เงินค้างจ่าย คือ เงินเดือน เงินปี เงินบำนาญ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและเงินอื่นๆ ในลักษณะทำนองเดียวกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา
(5) สิทธิเรียกร้องตามมาตรา 193/34 (1) (2) และ (5) ที่ไม่อยู่ในบังคับอายุความสองปี
มาตรา 193/34 สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความสองปี
(1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรม ผู้ประกอบศิลปอุตสาหกรรมหรือช่างฝีมือ เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง
(2) ผู้ประกอบเกษตรกรรมหรือการป่าไม้ เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบอันเป็นผลิตผลทางเกษตรหรือป่าไม้ เฉพาะที่ใช้สอยในบ้านเรือนของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง
(3) ผู้ขนส่งคนโดยสารหรือสิ่งของหรือผู้รับส่งข่าวสาร เรียกเอาค่าโดยสาร ค่าระวาง ค่าเช่า ค่าธรรมเนียม รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป
(4) ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมหรือหอพัก ผู้ประกอบธุรกิจในการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม หรือผู้ประกอบธุรกิจสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการเรียกเอาค่าที่พัก อาหารหรือเครื่องดื่ม ค่าบริการหรือค่าการงานที่ได้ทำให้แก่ผู้มาพักหรือใช้บริการ รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป
(5) ผู้ขายสลากกินแบ่ง สลากกินรวบ หรือสลากที่คล้ายคลึงกัน เรียกเอาค่าขายสลาก เว้นแต่เป็นการขายเพื่อการขายต่อ
(6) ผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์ เรียกเอาค่าเช่า
(7) บุคคลซึ่งมิได้เข้าอยู่ในประเภทที่ระบุไว้ใน (1) แต่เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของผู้อื่นหรือรับทำงานการต่างๆ เรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับในการนั้น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป
(8) ลูกจ้างซึ่งรับใช้การงานส่วนบุคคล เรียกเอาค่าจ้างหรือสินจ้างอย่างอื่นเพื่อการงานที่ทำ รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป หรือนายจ้างเรียกเอาคืนซึ่งเงินเช่นว่านั้นที่ตนได้จ่ายล่วงหน้าไป
(9) ลูกจ้างไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว หรือลูกจ้างรายวัน รวมทั้งผู้ฝึกหัดงาน เรียกเอาค่าจ้างหรือสินจ้างอย่างอื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป หรือนายจ้างเรียกเอาคืนซึ่งเงินเช่นว่านั้นที่ตนได้จ่ายล่วงหน้าไป
(10) ครูสอนผู้ฝึกหัดงาน เรียกเอาค่าฝึกสอนและค่าใช้จ่ายอย่างอื่นตามที่ได้ตกลงกันไว้ รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป
(11) เจ้าของสถานศึกษาหรือสถานพยาบาล เรียกเอาค่าธรรมเนียมการเรียนและค่าธรรมเนียมอื่นๆ หรือค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอย่างอื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป
(12) ผู้รับคนไว้เพื่อการบำรุงเลี้ยงดูหรือฝึกสอน เรียกเอาค่าการงานที่ทำให้รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป
(13) ผู้รับเลี้ยงหรือฝึกสอนสัตว์ เรียกเอาค่าการงานที่ทำให้ รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป
(14) ครูหรืออาจารย์ เรียกเอาค่าสอน
(15) ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทันตกรรม การพยาบาล การผดุงครรภ์ ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์ หรือผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาอื่น เรียกเอาค่าการงานที่ทำให้รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป
(16) ทนายความหรือผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมาย รวมทั้งพยานผู้เชี่ยวชาญเรียกเอาค่าการงานที่ทำให้ รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป หรือคู่ความเรียกเอาคืนซึ่งเงินเช่นว่านั้นที่ตนได้จ่ายล่วงหน้าไป
(17) ผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรม สถาปัตยกรรม ผู้สอบบัญชี หรือผู้ประกอบวิชาชีพอิสระอื่น เรียกเอาค่าการงานที่ทำให้ รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป หรือผู้ว่าจ้างให้ประกอบการงานดังกล่าวเรียกเอาคืนซึ่งเงินเช่นว่านั้นที่ตนได้จ่ายล่วงหน้าไป
มาตรา 193/35 ภายใต้บังคับมาตรา 193/27 สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นจากการที่ลูกหนี้รับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือโดยการให้ประกันตามมาตรา 193/28 วรรคสอง ให้มีกำหนดอายุความสองปีนับแต่วันที่ได้รับสภาพความรับผิดหรือให้ประกัน


Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Jun 24 2010, 07:17 AM
Post #629


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,908
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



การสมรส

ความหมาย

การสมรส หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกกันว่า "แต่งงาน" นั้นก็คือ การที่ชายหญิง ๒ คน ตกลงปลงใจที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันฉันสามีภริยา ซึ่งตาม กฏหมายปัจจุบันนั้น กำหนดว่า การสมรสต้องมีการจดทะเบียนสมรส จึงจะมี ผลตามกฏหมาย ดังนั้น ถ้าไม่มีการจดทะเบียนสมรส แม้จะมีการจัดงาน พิธีมงคลสมรสใหญ่โตเพียงใด กฏหมายก็ไม่ถือว่า ชายหญิงคู่นั้นได้ทำการ สมรสกันเลย

การจดทะเบียนสมรสนั้น ให้ไปจดกับนายทะเบียน ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือกิ่งอำเภอ โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ เลย และต้องมีการแสดงถึง ความยินยอมของทั้ง ๒ ฝ่าย ว่าต้องการที่จะทำการสมรสกันต่อหน้านาย ทะเบียนด้วย แล้วให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้

ปกติแล้ว การสมรสจะมีผลตามกฏหมายเมื่อได้มีการจดทะเบียนแล้ว แต่ในกรณีพิเศษ เช่น ถ้ามีสงครามเกิดขึ้น ทำให้ชายหญิงไม่สามารถไป จดทะเบียนที่อำเภอได้ ในกรณีนี้ ชายหญิงคู่นั้นอาจตกลงที่จะสมรสกัน ต่อหน้าบุคคลที่บรรลุนิติภาวะ (มีอายุ 20 ปี บริบูรณ์) ที่อยู่ในที่นั้น และ ต่อมาเมือสงครามสงบ ชายหญิงคู่นั้นก็ต้องไปทำการจดทะเบียนสมรสภายใน ๙๐ วัน ซึ่งกรณีนี้ กฏหมายถือว่า ชายหญิงคู่นี้ ได้ทำการสมรสกันมาตั้งแต่ วันแรกที่ได้ตกลงสมรสกัน


ประโยชน์ของการจดทะเบียนสมรส

การจดทะเบียนสมรสนั้น นอกจากกฏหมายจะถือว่า ชายหญิงคู่นั้น ได้เป็นสามีภริยากันตามกฏหมายแล้ว ยังมีผลที่ตามมาอีกหลายประการ เช่น

(๑) เป็นหลักประกันความมั่นคงได้ว่า ถ้าได้มีการจดทะเบียนแล้ว คู่สมรสอีกฝ่ายจะไปจดทะเบียนสมรสอีกไม่ได้ ถ้าฝ่าฝืนไปทำการจดทะเบียนเข้า ผลคือ การจดทะเบียนสมรสครั้งนี้ กฏหมายถือว่า เป็น โมฆะ (ใช้ไม่ได้) ผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่ง จะแจ้งให้นายทะเบียนเพิกถอน หรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาก็ได้ นอกจากนี้ คู่สมรสฝ่ายที่ไปจดทะเบียนซ้อน ก็อาจมีความผิดฐานแจ้งความเท็จด้วย

(๒) ได้รับการลดหย่อนค่าภาษีเงินได้

(๓) ในกรณีที่เป็นความผิดที่กระทำระหว่างสามีภรรยา เช่น สามี หรือภริยา ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลักทรัพย์ของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือในความผิดฐานอื่น เช่น ฉ้อโกง ยักยอก ทำให้เสียทรัพย์ หรือบุกรุก ซึ่งมีผลคือ สามีหรือภริยา นั้นไม่ต้องรับโทษตามกฏหมาย

(๔) ในเรื่องอำนาจในการดำเนินคดีอาญาแทน ถ้าสามีภริยาถูก ทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถฟ้องคดีได้เอง ภริยาหรือสามีที่ยังมีชีวิตอยู่ (ที่ได้จดทะเบียนตามกฏหมาย) สามารถร้องทุกข์ (แจ้งความ) ต่อตำรวจหรือฟ้องศาลแทนได้ แต่อย่างไรก็ตาม ต้องเป็นกรณีที่ผู้ตายหรือผู้บาดเจ็บไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วย นอกจากนี้ ในคดีหมื่นประมาทที่กระทำต่อสามีหรือภริยา ถ้าต่อมาสามีหรือภริยานั้นได้ตาย ก่อนร้องทุกข์ (แจ้งความ) ภริยาหรือสามีที่ยังมีขีวิตอยู่ก็ร้องทุกข์หรือ ฟ้องหมิ่นประมาทได้เองด้วย เพราะกฏหมายให้ถือว่า เป็นผู้เสียหาย

(๕) ถ้าคู่สมรสเป็นผู้เยาว์ที่มีอายุ ๑๗ ปีขึ้นไป เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว กฏหมายถือว่า ผู้นั้นได้บรรลุนิติภาวะแล้ว และสามารถทำกิจการงานต่างๆ ได้เอง โดยไม่ต้องเป็นได้รับความยินยอมจากบิดามารดา หรือผู้ปกครอง และแม้จะหย่ากันก่อนอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ก็ยังคงเป็นผู้บรรลุนิติภาวะอยู่

เงื่อนไขการสมรส

การที่จะสมรสกันได้นั้น กฎหมายยังได้กำหนดเงื่อนไขไว้ดังต่อไปนี้
(๑) เรื่องอายุของชายหญิงที่จะทำการสมรสกัน กฎหมายกำหนดว่าต้องมีอายุ ๑๗ ปีบริบูรณ์เหตุผลที่กฎหมายกำหนดไว้เช่นนี้ก็ เพราะการสมรสนั้นทำให้เกิดมีความสัมพันธ์กันตามกฎหมาย และเกิดสิทธิหน้าที่ความรับผิดชอบในครอบครัวมาก การที่จะให้เด็กทำการสมรสกัน ก็จะทำให้เกิดปัญหาในครอบครัวได้ กฎหมายจึงกำหนดอายุของคู่สมรสเอาไว้โดยเอาเกณฑ์ที่พอจะเข้าใจถึงการกระทำของตนเองได้
(๒) เรื่องความยินยอมของบิดามารดาหรือผู้ปกครอง ในกรณีที่คู่สมรสเป็นผู้เยาว์ เหตุผลที่กฎหมายกำหนดเงื่อนไขนี้ก็เพราะว่า เพื่อที่จะให้ผู้ใหญ่เข้ามาช่วยตัดสินใจเลือก แนวทางชีวิตครอบครัวของผู้เยาว์ ความยินยอมนี้อาจทำเป็นหนังสือ ระบุชื่อคู่สมรสของทั้ง ๒ ฝ่าย และลงลายมือชื่อผู้ให้ความยินยอมหรืออาจทำโดยวิธีอื่น เช่น ให้ความยินยอมด้วยวาจา
(๓) กฎหมายห้ามชายหญิงที่มีคู่สมรสอยู่แล้วไปทำการสมรสกับคนอื่นอีก ซึ่งเรียกกันว่าการสมรสซ้อน เหตุผลก็คือ เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาขึ้นภายในครอบครัว เพราะกฎหมายในปัจจุบันรับรองความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาแบบผัวเดียวเมียเดียวเท่านั้น
(๔) ในกรณีที่หญิงที่สามีเดิมตายหรือการสมรสสิ้นสุดลงด้วยประการอื่น เช่น หย่าขาดจากกันจะทำการสมรสครั้งใหม่ได้ต้องกระทำหลังจากที่การสมรสเดิมสิ้นสุดไป แล้ว ๓๑๐ วัน เหตุผลที่กฎหมายห้ามก็เพื่อป้องกันปัญหาเกี่ยวกับบุตรที่เกิดมาว่าจะถือว่า เป็นบุตรของใคร (สามีใหม่หรือสามีเก่า)
(๕) กฎหมายห้ามคนวิกลจริต หรือ ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถทำการสมรส เหตุผลก็เพื่อให้ครอบครัวมีชีวิตที่สงบสุข ถ้าให้แต่งงานกับคนบ้าแล้วก็อาจเกิดปัญหาได้
(๖) กฎหมายห้ามชายหญิงที่เป็นญาติสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปหรือโดยตรงลงมาทำการสมรสกัน เช่น พ่อสมรสกับลูก และรวมถึงเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน หรือเป็นพี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกันด้วยเหตุผลก็เพราะในทางการแพทย์นั้น เขาพิสูจน์ได้ว่าถ้าคนที่มีสายเลือดเดียวกันสมรสกัน บุตรที่เกิดมาจะรับเอาส่วนที่ไม่ดีของทั้ง ๒ ฝ่ายมาทำให้เด็กที่เกิดมาเป็นเด็กที่ผิดปกติ นอกจากนี้ก็ยังมีเหตุผลทางสังคมด้วย คือ สภาพสังคมไทยเราก็ไม่ยอมรับการสมรสแบบนี้ด้วย
(๗) กฎหมายห้ามผู้รับบุตรบุญธรรมกับบุตรบุญธรรมทำการสมรสกัน เหตุผลที่กฎหมายห้าม ก็เพื่อมิให้เกิดความสับสนของสถานะของแต่ละฝ่ายว่า จะเป็นบุตรบุญธรรมหรือสามีภริยานั่นเอง


ผลของการฝ่าผืนเงื่อนไขการสมรส

ถ้ามีการจดทะเบียนสมรสไปโดยฝ่าฝืนเงื่อนไขต่าง ๆ นี้ จะมีผลต่อการสมรส ดังนี้

(๑) ถ้าฝ่าฝืนเงื่อนไขข้อ ๑, ๒ การสมรสนั้นตกเป็นโมฆียะ (สมบูรณ์จนกว่าจะถูกเพิกถอน)
(๒) ถ้าฝ่าฝืนเงื่อนไขข้อ ๓, ๕, ๖ การสมรสนั้นตกเป็นโมฆะ
(๓) ถ้าฝ่าฝืนเงื่อนไขข้อ ๔, ๗ การสมรสนั้นยังมีผลสมบูรณ์ทุกประการแต่จะมีผลทางกฎหมายอย่างอื่น คือ


๓.๑ ถ้าเป็นการฝ่าฝืนในเงื่อนไขข้อ ๔ การสมรสสมบูรณ์และกฎหมายก็สันนิษฐานว่า เด็กที่เกิดมานั้นเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามีใหม่

๓.๒ ถ้าเป็นการฝ่าฝืนในเงื่อนไขข้อ ๗ จะมีผล คือ ทำให้การเป็นบุตร บุญธรรมกับผู้รับบุตรบุญธรรมนั้นสิ้นสุดลงทันที โดยไม่ต้องไปจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรมอีก

ถ้าการสมรสได้ทำถูกต้องตามกฎหมายทุกประการแล้ว ผลคือชายหญิงคู่นั้นก็เป็น สามีภริยากันตามกฎหมาย ทำให้เกิดความผูกพันทางครอบครัวหลายประการ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

การสมรสที่เป็นโมฆียะ

คำว่า "โมฆียะ" หมายถึง การกระทำนั้นยังคงใช้ได้อยู่จนกว่าจะถูกเพิกถอน ดังนั้นการสมรสที่เป็นโมฆียะ จึงเป็นการสมรสที่ยังคงมีผลอยู่ตามกฎหมายจนกว่าจะมีการเพิกถอน

๑. เหตุที่ทำให้การสมรสตกเป็นโมฆียะ

เหตุที่ทำให้การสมรสตกเป็นโมฆียะก็ได้กล่าวมาบ้างแล้ว คือ การสมรสที่ฝ่าฝืนเงื่อนไขในเรื่องอายุของคู่สมรส และ เงื่อนไขในเรื่องความยินยอมของบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง นอกจากนี้ยังมีเหตุอื่นอีกที่ทำให้การสมรสเป็นโมฆียะ คือ

- การสมรสโดยถูกกลฉ้อฉล หมายถึง การสมรสนั้นทำไปเพราะถูกคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง ใช้อุบายหลอกลวงให้ทำการสมรส เช่น หลอกว่าตนเป็นคนมีฐานะดี แต่แท้จริงแล้วเป็นคนยากจน ดังนี้เป็นต้น แต่การใช้กลฉ้อฉลนี้จะต้องถึงขนาด คือถ้ามิได้มีการหลอกลวงแล้ว คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งจะไม่ทำการสมรสด้วย แต่ถ้ากลฉ้อฉลนั้นไม่ถึงขนาดการสมรสก็ ไม่ตกเป็นโมฆียะแต่ถ้ากลฉ้อฉลเกิดเพราะบุคคลที่ ๓ การสมรสจะตกเป็นโมฆียะ เมื่อคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้หรือควรจะรู้ถึงกลฉ้อฉลนั้นอยู่แล้วในขณะที่ทำการสมรส

- การสมรสได้ทำไปโดยถูกข่มขู่ การข่มขู่ หมายถึง การกระทำที่ในลักษณะบังคับ ให้เกิดความกลัวภัยจนทำให้อีกฝ่ายยอมทำการสมรสด้วย เช่น ขู่ว่าจะทำร้ายถ้าไม่ยอมไป จดทะเบียนด้วย เป็นต้น การข่มขู่นั้นจะต้องถึงขนาดด้วย กล่าวคือถ้าไม่มีการข่มขู่แล้วจะ ไม่มีการสมรสนั่นเอง และนอกจากนี้การข่มขู่ไม่ว่าคู่สมรสหรือบุคคลภายนอกเป็นผู้ข่มขู่ ถ้าถึงขนาดแล้วการสมรสย่อมเป็นโมฆียะทั้งนั้น

- การสมรสที่ได้กระทำไปโดยสำคัญผิดตัว กรณีนี้หมายความว่าตั้งใจจะสมรส กับคนคนหนึ่งแต่ไปทำการสมรสกับคนอีกคนหนึ่ง โดยเข้าใจผิด เช่น กรณีฝาแฝด

๒. ผลของการสมรสที่เป็นโมฆียะ

ดังที่กล่าวมาแล้วคือตราบใดที่ยังไม่มีการเพิกถอน การสมรสนั้นก็ยังมีผลตามกฎหมายทุกประการ และถ้าต่อมามีการเพิกถอนการสมรสแล้ว การสมรสนั้นก็สิ้นสุดลงนับแต่เวลาที่เพิกถอนเป็นต้นไป

๓. ใครเป็นคนเพิกถอน

ตามกฎหมายปัจจุบันกำหนดให้ศาลเท่านั้นที่จะเพิกถอนการสมรสได้โดยมีเหตุผลว่า เรื่องครอบครัวเป็นเรื่องเกี่ยวกับสถานะของบุคคลที่มีผลกระทบต่อสังคมมาก การที่จะปล่อยให้คนทั่วไปเพิกถอนการสมรสได้เองแล้วย่อมจะเกิดปัญหาแน่ ๆ กฎหมายจึงให้องค์กรศาลเป็นผู้วินิจฉัยว่า การสมรสกรณีใดบ้างที่จะต้องถูกเพิกถอน แต่อย่างไรก็ดี การที่ศาลจะพิพากษาเพิกถอนได้ก็ต้องมีผู้ร้องขอต่อศาลก่อน ศาลจะยกคดีขึ้นวินิจฉัยเองไม่ได้ ซึ่งผู้มีสิทธิร้องขอให้ศาลเพิกถอนนั้น กฎหมายก็ได้กำหนดตัวบุคคลไว้ ซึ่งจะได้กล่าวในหัวข้อต่อไป

๔. ผู้มีสิทธิร้องขอให้ศาลเพิกถอนได้ แยกพิจารณาได้ดังต่อไปนี้

๔.๑ ถ้าการสมรสเป็นโมฆียะเพราะฝ่าฝืนเงื่อนไขในเรื่องอายุของคู่สมรส ผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งมีความหมายรวมถึงบิดามารดาหรือผู้ปกครองของชายหญิงคู่สมรส และยังรวมถึงผู้มีสิทธิได้รับมรดกของคู่สมรสด้วย เพราะถ้าการสมรสมีผลอยู่ตนจะได้รับมรดกน้อยลง แต่ในกรณีบิดามารดานั้น ถ้าหากเป็นผู้ให้ความยินยอมเองด้วยแล้ว กฎหมายก็ห้ามร้องขอต่อศาล

๔.๒ ถ้าการสมรสเป็นโมฆียะเพราะขาดความยินยอมของบิดามารดาหรือ ผู้ปกครองแล้ว ผู้มีสิทธิร้องขอก็คือบิดามารดาหรือผู้ปกครองเท่านั้น

๔.๓ ถ้าการสมรสเป็นโมฆียะเพราะกลฉ้อฉล ผู้มีสิทธิร้องขอคือคู่สมรสฝ่ายที่ถูก หลอกเท่านั้น

๔.๔ ถ้าการสมรสเป็นโมฆียะเพราะการข่มขู่ ผู้มีสิทธิร้องขอก็คือคู่สมรสฝ่าย ที่ถูกข่มขู่เท่านั้น

๔.๕ ถ้าการสมรสเป็นโมฆียะเพราะสำคัญผิดตัว ผู้มีสิทธิร้องขอก็คือคู่สมรสฝ่ายที่สำคัญผิดเท่านั้น

๕. ระยะเวลาขอให้ศาลเพิกถอน

๕.๑ ถ้าการสมรสเป็นโมฆียะเพราะฝ่าฝืนเงื่อนไขในเรื่องอายุต้องร้องขอ ให้ศาลเพิกถอนก่อนที่ชายหญิงจะมีอายุครบ ๑๗ ปีบริบูรณ์ หรือก่อนที่หญิงมีครรภ์ ถ้าไม่ร้องขอภายในเวลาดังกล่าวการสมรสย่อมสมบูรณ์มาตลอด และไม่อาจร้องขอให้ศาลเพิกถอนได้ต่อไป

๕.๒ ถ้าการสมรสเป็นโมฆียะเพราะฝ่าฝืนเงื่อนไขในเรื่องความยินยอม ต้องร้องขอให้ศาลเพิกถอนก่อนที่ชายหญิงจะมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ หรือก่อนที่หญิงมีครรภ์ นอกจากนี้ในเรื่องนี้กฎหมายยังกำหนดอายุความไว้อีกด้วยคือ ต้องใช้สิทธิในอายุความ ๑ ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการสมรสนั้น (อายุความ คือ ระยะเวลาที่จะต้องใช้สิทธิถ้าไม่ใช้ภายในกำหนด ก็ใช้ไม่ได้อีกแล้ว)

๕.๓ ถ้าการสมรสเป็นโมฆียะเพราะกลฉ้อฉล ระยะเวลาการขอให้ศาลเพิกถอน คือ ภายใน ๙๐ วันนับแต่วันที่รู้หรือควรได้รู้ถึงกลฉ้อฉลแต่ต้องไม่เกิน ๑ ปี นับแต่วันทำการสมรส

๕.๔ ถ้าการสมรสเป็นโมฆียะ เพราะถูกข่มขู่ ระยะเวลาขอให้ศาลเพิกถอนคือ ภายใน ๑ ปี นับแต่วันที่พ้นจากการถูกข่มขู่

๕.๕ ถ้าการสมรสเป็นโมฆียะเพราะการสำคัญผิดในตัวคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง ระยะเวลาขอให้ศาลเพิกถอน คือ ภายใน ๙๐ วันนับแต่วันทำการสมรส

๖. ผลของการที่ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอน

ถือว่าการสมรสสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอน ดังนั้น ความสัมพันธ์ต่าง ๆ ระหว่างสามีภริยาก็เป็นอันสิ้นสุดลง นับแต่วันที่ศาลพิพากษาเพิกถอนเป็นต้นไป และถ้าคู่สมรสฝ่ายที่ถูกฟ้องเพิกถอนนั้นรู้ถึงเหตุแห่งโมฆียะ ก็ต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนแก่อีกฝ่ายหนึ่งในความเสียหายที่ได้รับด้วย นอกจากนี้ ถ้าการเพิกถอนเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง ไม่มีทรัพย์สินพอเลี้ยงชีพ คู่สมรสฝ่ายที่ถูกฟ้องก็ต้องจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่อีกฝ่ายด้วย

การสมรสที่เป็นโมฆะ

คำว่า "โมฆะ" นี้หมายความว่า เสียเปล่า ไม่มีผลใด ๆ ทางกฎหมายเลย ดังนั้น การสมรสที่เป็นโมฆะจึงไม่มีผลใด ๆ ตามกฎหมายเลย แต่เนื่องจากกฎหมายครอบครัว เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถานะของบุคคล และเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อ ยและศีลธรรมอันดีของประชาชน กฎหมายจึงกำหนดว่า การสมรสที่เป็นโมฆะนั้นโดยทั่วไปแล้ว บุคคลใดจะนำขึ้นมากล่าวอ้างไม่ได้ เว้นแต่ศาลจะได้แสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะเสียก่อน ยกเว้นกรณีการสมรสซ้อนกฎหมายกำหนดให้ผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างขึ้น หรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้ ในกรณีที่กฎหมายไม่ได้ให้สิทธิในการกล่าวอ้างและศาลยังไม่พิพากษา แสดงความเป็นโมฆะของการสมรสชายหญิงคู่นั้นก็ยังเป็นสามีภริยากันอยู่ตามปกติ

๑. เหตุที่ทำให้การสมรสเป็นโมฆะ

๑.๑ การสมรสที่ฝ่าฝืนเงื่อนไข เรื่องการห้ามสมรสซ้อน
๑.๒ การสมรสที่ฝ่าฝืนเงื่อนไข เรื่องการห้ามสมรสกับบุคคลวิกลจริต
๑.๓ การสมรสที่ฝ่าฝืนเงื่อนไข เรื่องการสมรสระหว่างญาติสนิท
๑.๔ การสมรสที่ฝ่าฝืนเงื่อนไข เรื่องความยินยอมของคู่สมรสเอง


๒. ผู้มีสิทธิร้องขอให้ศาลแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ

กฎหมายให้สิทธิแก่ "ผู้มีส่วนได้เสีย" หรือ "อัยการ" ก็ได้ คำว่า "ผู้มีส่วนได้เสีย หมายถึง ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ถ้าหากการสมรสนั้นยังไม่ถูกศาลสั่งแสดงความเป็นโมฆะ
เช่น ตัวคู่สมรสเอง หรือภริยาเดิมกรณีจดทะเบียนซ้อน

๓. ผลเมื่อศาลได้แสดงความเป็นโมฆะแล้ว

เมื่อศาลได้แสดงความเป็นโมฆะของการสมรสแล้ว คำพิพากษามีผลดังนี้

๓.๑ ในเรื่องทรัพย์สิน ถือว่าไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตั้งแต่สมรส

๓.๒ ในเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างสามีภริยา กฎหมายเห็นว่าไม่มีทางที่จะให้กลับสู้สภาพเดิมได้ คือจะถือว่าไม่มีความสัมพันธ์ต่อกันเลยตั้งแต่แรกไม่ได้ ดังนั้นจึงให้มีผลนับแต่วันที่ศาลได้แสดงความเป็นโมฆะ แต่อย่างไรก็ตาม หากคู่สมรสฝ่ายที่สุจริตได้สิทธิใด ๆ มาจากการสมรสก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาก็ไม่เสียสิทธินั้นไป เช่น สิทธิในการรับมรดกของสามีที่เกิดจากการสมรสที่เป็นโมฆะย่อมไม่เสียไป หากตนสมรสโดยสุจริต

นอกจากนี้ถ้าหากชายหรือหญิงฝ่ายเดียวเป็นฝ่ายสมรสโดยสุจริต ฝ่ายนั้นก็ยังมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากฝ่ายที่ไม่สุจริตได้ เช่น ชายมาหลอกหญิงว่าตนไม่เคยมีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายมาก่อน กรณีนี้เมื่อศาลแสดงความเป็นโมฆะแล้ว หญิงสามารถเรียกค่าทดแทนจากชายได้ และถ้าฝ่ายที่สุจริตนั้นยากจนลง ไม่มีรายได้จากทรัพย์สินหรือจากงานที่เคยทำ ก่อนมีคำพิพากษาของศาลคู่สมรสฝ่ายนั้นก็ยังมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพได้อีกด้วย

๓.๓ ผลต่อบุตร เด็กที่เกิดระหว่างการสมรสที่เป็นโมฆะหรือเกิดภายใน ๓๑๐ วัน นับแต่วันที่ศาลสั่งแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ กฎหมายสันนิษฐานว่า เป็นลูกของชายผู้เป็นสามี หรือเคยเป็นสามี

ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา

เมื่อการสมรสนั้นมีการจดทะเบียนและไม่เข้าข้อห้ามตามกฎหมายข้ออื่นแล้ว การสมรสนั้นก็จะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และก่อให้เกิดความสัมพันธ์กันต่าง ๆ ดังนี้

ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา ซึ่งมีผลแยกได้ ๒ ประการคือ ความสัมพันธ์ในทางทรัพย์สิน และความสัมพันธ์ส่วนตัว

๑. ความสัมพันธ์ในทางทรัพย์สิน

เมื่อชายหญิงคู่นั้นได้ทำการสมรสกันตามกฎหมายแล้ว ทรัพย์สินต่าง ๆ ของแต่ละฝ่าย ที่มีอยู่ก่อนสมรสหรือจะมีขึ้นภายหลังจากการสมรสก็ต้องมีการจัดระบบใหม่ ซึ่งกฎหมายก็ได้แยกทรัพย์สินออกเป็น ๒ ประเภท คือ

๑.๑ สินส่วนตัว (สินเดิม)
๑.๒ สินสมรส


๑.๑ สินส่วนตัว กฎหมายกำหนดไว้ดังนี้

(ก) ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรสไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เช่น บ้าน ที่ดิน แก้ว แหวน เงิน ทอง ถ้ามีอยู่ก่อนสมรสกันแล้ว กฎหมายถือว่าก็เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของผู้นั้น

(ข) ทรัพย์สินที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกายหรือเครื่องประดับกายตามสมควรแก่ฐานะ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรส ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ให้เป็นสินส่วนตัวของฝ่ายนั้น
เครื่องใช้สอยส่วนตัว เช่น แว่นตา แปรงสีฟัน เป็นต้น
เครื่องประดับกาย เช่น สร้อยคอ แหวน กำไล ต่างหู แต่ต้องพิจารณาถึง ฐานะด้วย
ส่วนเครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพก็ต้องดูว่าอาชีพนั้นจำเป็นต้อง ใช้เครื่องมืออะไรบ้าง เช่น เป็นหมอก็ต้องมีเครื่องมือตรวจโรค เป็นชาวนาก็ต้องมีเคียว เป็นต้น

(ค) ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาในระหว่างสมรสไม่ว่าโดยการรับ มรดก หรือโดยการให้โดยเสน่หา ในกรณีนี้หมายถึงการได้มาในส่วนตัวโดยแท้ ดังนั้น กฎหมายจึงให้ถือเป็นสินส่วนตัวของแต่ละคนไป เช่น ถ้านายแดงเอ็นดูนางดำ ซึ่งเป็นภริยาของนายขาว ก็เลยยกที่ดินให้ ๑ แปลง กรณีเช่นนี้ การที่นายแดงให้ที่ดินแก่นางดำเป็น เพราะความถูกใจเฉพาะตัวของนายแดงกับนางดำ ไม่เกี่ยวกับนายขาวเลย ดังนั้นที่ดินแปลงนี้จึงเป็นสินส่วนตัว

(ง) ทรัพย์สินที่เป็นของหมั้นกฎหมายให้ถือเป็นสินส่วนตัวของหญิง

นอกจากนี้ถ้าทรัพย์สินดังกล่าวได้เปลี่ยนสภาพไปเช่น ขายไปได้เงินมา เงินนั้นก็กลายมาเป็นสินส่วนตัวเช่นกัน หรือเอาเงินที่เป็นสินส่วนตัวไปซื้อของของนั้นก็กลายเป็นสินส่วนตัวด้วย

๑.๒ สินสมรส กฎหมายกำหนดไว้ดังนี้

(ก) ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาในระหว่างสมรส หมายถึง ทรัพย์สินอื่น ๆ นอกจากที่เป็นสินส่วนตัวแล้ว ถ้าคู่สมรสไม่ว่าฝ่ายใดได้มาก็ถือว่าเป็นสินสมรสทั้งสิ้น เช่น เงินเดือน โบนัส เงินรางวัลจากลอตเตอรี่ เป็นต้น

(ข) ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาในระหว่างสมรสโดยพินัยกรรม หรือโดยการให้ที่ทำเป็นหนังสือแต่พินัยกรรมหรือหนังสือยกให้นั้นต้องระบุว่าให้เป็นสินสมรสด้วย กรณีนี้ต่างกับในเรื่องสินส่วนตัว เพราะว่าการให้หรือพินัยกรรมนั้นต้องระบุชัดว่า ให้เป็นสินสมรส ถ้าไม่ระบุก็ถือเป็นสินส่วนตัว

(ค) ทรัพย์สินที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว คำว่า "ดอกผล" หมายถึงผลประโยชน์ที่ได้จากทรัพย์นั้นซึ่งอาจเป็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือเกิดขึ้นจากความผูกพันตามกฎหมายก็ได้ เช่น มีแม่วัว ลูกวัวก็เป็นดอกผลธรรมชาติ มีรถแล้วเอารถไปให้เขาเช่าค่าเช่าก็เป็นดอกผลที่เกิดขึ้นตามกฎหมาย เป็นต้น

การจัดการทรัพย์สินของสามีภริยา

เมื่อทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาแบ่งเป็น ๒ ประเภทดังกล่าวแล้วก็ต้องมาพิจารณา ว่าทรัพย์สินประเภทใด ใครเป็นผู้มีอำนาจจัดการ ซึ่งอำนาจจัดการนี้รวมถึงอำนาจในการจำหน่าย จำนำ จำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันในทรัพย์สินนั้นรวมถึงการฟ้องคดี และต่อสู้คดีเกี่ยวกับทรัพย์นั้นด้วย ซึ่งแยกพิจารณได้ดังนี้

(๑) สินส่วนตัว กฎหมายถือว่า สินส่วนตัวของใครคนนั้นก็เป็นผู้มีอำนาจจัดการ

(๒) สินสมรส เนื่องจากกฎหมายเห็นว่า สินสมรสเป็นทรัพย์สินร่วมกันระหว่างสามีภริยา จึงกำหนดให้ทั้ง ๒ ฝ่ายจัดการร่วมกัน แต่ก็อาจตกลงกันไว้ก่อนทำการสมรสก็ได้ ว่าจะให้ใครเป็นผู้จัดการ ในกรณีที่ต้องจัดการร่วมกัน หากคนใดคนหนึ่งทำไปเองก็อาจให้อีกฝ่าย หนึ่งให้ความยินยอมได้ แต่ถ้าทำไปเองโดยพลการนิติกรรมที่ทำไปนั้นก็ไม่สมบูรณ์ และคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งสามารถร้องขอให้ศาลเพิกถอนได้

การให้ความยินยอมนี้กฎหมายมิได้กำหนดแบบไว้ ดังนั้นจะทำอย่างไรก็ได้ แต่ถ้านิติกรรมที่จัดทำนั้น กฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือ การให้ความยินยอมก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วย เช่น การทำสัญญาซื้อขายที่ดินกฎหมายบังคับว่า ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การให้ความยินยอมในกรณีนี้ จึงต้องทำเป็นหนังสือด้วย

๒. ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างสามีภริยา

เมื่อมีการสมรสกันโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ชายหญิงคู่นั้นก็ต้องมีความสัมพันธ์กันตามกฎหมาย คือ

(๑) ต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา
(๒) ต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน ตามความสามารถและฐานะของตน
(๓) ภริยามีสิทธิใช้นามสกุลของสามีได้
(๔) ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้
ความสามารถอีกฝ่ายหนึ่งย่อมเป็นผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์แล้วแต่กรณี

ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และบุตร

คือ เด็กที่เกิดมาในระหว่างที่พ่อแม่ ยังคงเป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายใน ๓๑๐ วัน นับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลง กฎหมายสันนิษฐานว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของชาย ผู้เป็นสามี

สิทธิหน้าที่ระหว่างบิดามารดา และบุตรชอบด้วยกฎหมาย

๑. พ่อแม่ต้องให้การอุปการะเลี้ยงดู และให้การศึกษาแก่บุตรตามสมควร ในระหว่างที่บุตรยังเป็นผู้เยาว์ (อายุไม่เกิน ๒๐ ปีบริบูรณ์) ถ้าบุตรบรรลุนิติภาวะแล้ว พ่อแม่ก็ไม่จำเป็นต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตร เว้นแต่บุตรจะเป็นคนพิการ และหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้ พ่อแม่ก็ยังมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูต่อไป

๒. บุตรจำต้องอุปการะเลี้ยงดูพ่อแม่

๓. บุตรมีสิทธิใช้นามสกุลของพ่อ

๔. บุตรจะฟ้องบุพการีของตน เป็นคดีแพ่ง หรือคดีอาญาไม่ได้ แต่สามารถร้องขอให้อัยการเป็นผู้ดำเนินคดีแทนได้ กฎหมายห้ามเฉพาะการฟ้องแต่ไม่ห้ามในกรณีที่บุตรถูกฟ้อง แล้วต่อสู้คดี กรณีนี้ย่อมทำได้

๕. บุตรผู้เยาว์จะต้องอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของพ่อแม่โดยพ่อแม่มีอำนาจ ดังนี้
๕.๑ กำหนดที่อยู่ของบุตร
๕.๒ เมื่อบุตรทำผิดก็ลงโทษได้ตามสมควร
๕.๓ ให้บุตรทำงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูป
๕.๔ เรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่น ซึ่งกักบุตรของตนไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
๕.๕ มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของบุตรด้วยความระมัดระวัง


การสิ้นสุดการสมรส

เมื่อมีการสมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้วการสมรสนั้นจะสิ้นสุดลงด้วยเหตุต่าง ๆ ดังนี้

๑. เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาย

๒. เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนเพราะการสมรสนั้นตกเป็นโมฆียะ (ขอให้ดูเรื่องการสมรสที่เป็นโมฆียะ)

๓. โดยการหย่าซึ่งการหย่านั้น ทำได้ ๒ วิธี

๓.๑ หย่าโดยความยินยอม คือ กรณีที่ทั้งคู่ตกลงที่จะหย่ากันได้เอง กฎหมายบังคับว่าการหย่าโดยความยินยอมนั้นต้องทำเป็นหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อย ๒ คน และถ้าการสมรสนั้นมีการจดทะเบียนสมรส (ตามกฎหมายปัจจุบัน) การหย่าก็ต้องไปจดทะเบียนหย่าต่อนายทะเบียน ที่อำเภอหรือกิ่งอำเภอด้วย มิฉะนั้นการหย่าย่อมไม่สมบูรณ์

๓.๒ หย่าโดยคำพิพากษาของศาล กรณีคู่สมรสฝ่ายหนึ่งประสงค์จะหย่า แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการหย่าจึงต้องมีการฟ้องหย่าขึ้น เหตุที่จะฟ้องหย่าได้คือ
(๑) สามีอุปการะเลี้ยงดู หรือยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยาหรือภริยามีชู้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(๒) สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติเช่นนั้นเป็นความผิด อาญาหรือไม่ ถ้าความประพฤติเช่นนั้นเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง
- ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง
- ได้รับความดูถูกเกลียดชัง หากยังคงสถานะของความเป็นสามีภริยากันต่อไป
- ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพฐานะ และความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา มาคำนึงประกอบอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

คำว่า "ประพฤติชั่ว" เช่น สามีเป็นนักเลงหัวไม้ เที่ยวรังแกผู้อื่น เล่นการพนัน หรือสูบฝิ่น กัญชา เป็นต้น


(๓) สามีหรือภริยาทำร้ายหรือทรมานร่างกายหรือจิตใจหมิ่นประมาทหรือ เหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องเป็นการร้ายแรงด้วย อีกฝ่ายจึงจะฟ้องหย่าได้

(๔) สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกิด ๑ ปี อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

การละทิ้งร้างนี้ หมายถึง การที่ฝ่ายหนึ่งจงใจละทิ้งอีกฝ่ายหนึ่ง แต่หากไม่เป็นการจงใจ เช่น ต้องติดราชการทหารไปชายแดน เช่นนี้ไม่ถือเป็นการทิ้งร้าง

(๕) ฝ่ายหนึ่งต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกจำคุกเกิน ๑ ปี โดยที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนในความผิด หรือยินยอมหรือรู้เห็นเห็นใจ และการเป็นสามีภริยากันจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อยเกินควร อีกฝ่ายฟ้องหย่าได้

(๖) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่ตลอดมาเกิน ๓ ปี หรือแยกกันอยู่ ตามคำสั่งเป็นเวลาเกิน ๓ ปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(๗) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาหรือ ถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกิน ๓ ปี โดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(๘) สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลือ อุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่ง ตามสมควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยาอย่างร้ายแรง แต่การกระทำนั้นต้องถึงขนาดที่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนโดยเอาสภาพ ฐานะ และความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(๙) สามีหรือภริยาเป็นบ้าตลอดมาเกิน ๓ ปี และความเป็นบ้านนั้น มีลักษณะยากที่จะหายได้ และความเป็นบ้าต้องถึงขนาดที่ จะทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(๑๐) สามีหรือภริยาทำผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือ ในเรื่องความประพฤติ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ เช่น สามีขี้เหล้า ชอบเล่นการพนัน ย่อมทำหนังสือทัณฑ์บนไว้กับภริยาว่าตนจะไม่ประพฤติเช่นนั้นอีก แต่ต่อมากลับฝ่าฝืน เช่นนี้ ภริยาฟ้องหย่าได้

(๑๑) สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรง ซึ่งอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่ง นอกจากนี้โรคดังกล่าว ต้องมีลักษณะเรื้อรัง คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(๑๒) สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกาย ทำให้สามีหรือภริยานั้นไม่อาจ ร่วมประเวณีได้ตลอดกาล คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

ผลของการหย่า

๑. ผลของการหย่าโดยความยินยอม

การหย่าโดยความยินยอมนั้น ถ้าการสมรสเป็นการสมรสที่ไม่ต้องจดทะเบียน (การสมรสตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย) การหย่าโดยความยินยอมก็มีผลทันทีที่ทำเป็นหนังสือถูกต้อง และลงลายมือชื่อทั้ง ๒ ฝ่าย พร้อมทั้งมีพยานรับรอง ๒ คน แต่ถ้าการสมรสนั้นเป็นการสมรสที่ต้องจดทะเบียน (ตามบรรพ ๕) การหย่าโดยความยินยอมนั้นนอกจากจะต้องทำเป็นหนังสือแล้ว ยังต้องไปจดทะเบียนหย่าที่อำเภออีกด้วย การหย่าจึงจะมีผลตามกฎหมาย

๑.๑ ผลของการหย่าต่อบุตร คือ
(๑) ใครจะเป็นผู้ปกครองบุตร ตามกฎหมาย ให้ตกลงกันเองได้ ถ้าตกลงกันไม่ได้ หรือไม่ได้ตกลง ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด
(๒) ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ใครจะเป็นคนจ่ายก็เช่นกันคือให้ตกลงกันเองว่า ใครจะเป็นผู้จ่าย ถ้าตกลงกันไม่ได้ ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด


๑.๒ ผลเกี่ยวกับสามีภริยา ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาสิ้นสุดลงทันที และไม่มีหน้าที่ใด ๆ ต่อกันเลย

๑.๓ ผลเกี่ยวกับทรัพย์สิน ให้แบ่งทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสระหว่างสามีภริยาคนละครึ่ง โดยเอาจำนวนทรัพย์ที่มีอยู่ในเวลาจดทะเบียนหย่าเป็นเกณฑ์

๒. ผลของการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล

การหย่าโดยคำพิพากษาของศาลนั้นมีผลตั้งแต่เวลาที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด แม้จะยังไม่จดทะเบียนหย่าก็ตาม ดังนั้น ความเป็นสามีภริยาจึงขาดลงตั้งแต่นั้นเป็นต้นไป

๒.๑ ผลเกี่ยวกับบุตร
(๑) ใครเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ปกติแล้วฝ่ายชนะคดีจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง แต่ศาลอาจกำหนดเป็นอย่างอื่นก็ได้
(๒) เรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลเป็นผู้กำหนด
๒.๒ ผลเกี่ยวกับคู่สมรส แม้กฎหมายจะถือว่า การสมรสสิ้นสุดลงนับแต่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดก็ตาม แต่ในระหว่างคู่สมรสก็เกิดผลทางกฎหมายบางประการคือ

(๑) มีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้
- ค่าทดแทนจากสามีที่อุปการะหญิงอื่นหรือจากภริยาที่มีชู้และจากชายชู้หรือหญิงอื่นแล้วแต่กรณี
- ค่าทดแทนเพราะเหตุหย่าตามข้อ ๓.๒ (๓), (๔), (๘) โดยเป็นเพราะความผิดของอีกฝ่ายหนึ่ง

(๒) มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพได้ ต้องเข้าหลักเกณฑ์คือ
- เหตุแห่งการหย่านั้นเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพียงอย่างเดียว และ
- การหย่านั้นทำให้อีกฝ่ายยากจนลง เพราะไม่มีรายได้จากทรัพย์สิน หรือการงานที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส แต่อย่างไรก็ตาม สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพนี้กฎหมาย กำหนดว่า จะต้องฟ้องหรือฟ้องแย้งมาในคดีที่ฟ้องหย่าด้วย มิฉะนั้นก็หมดสิทธิ

การสมรสที่ไม่มีการจดทะเบียนกันตามกฎหมายในปัจจุบัน

ถ้าการสมรสนั้นไม่ได้มีการจดทะเบียนตามกฎหมายแล้ว แม้จะมีการจัดการแต่งงานใหญ่โตเพียงไร กฎหมายก็ไม่รับรู้ด้วย จึงไม่เกิดผลใด ๆ ตามกฎหมาย แต่ถ้าชายหญิงนั้นอยู่กินกันเองจะมีผลดังนี้

๑. ความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงคู่นั้น กฎหมายไม่ถือว่าเป็นสามีภริยากันจึงไม่มี
สิทธิและหน้าที่ใด ๆ ต่อกัน และยังเกิดผลประการอื่นอีก คือ
- เรื่องการใช้นามสกุล หญิงก็คงใช้นามสกุลเดิมของตน และเรื่องสถานะตามกฎหมายก็ยังคงถือว่า หญิงนั้นเป็นนางสาวอยู่
- เรื่องความผิดอาญา การที่ชายหญิงหลับนอนด้วยกัน กรณีนี้ถ้าหญิงยินยอมกัน ก็ไม่เป็นความผิดฐานข่มขืน แต่ถ้าหญิงไม่ยินยอมแล้วชายใช้กำลังบังคับก็มีความผิดฐานข่มขืน
ส่วนความผิดอื่นที่กระทำต่อกัน เช่น ชายลักทรัพย์ของหญิง ก็ไม่ได้รับยกเว้นโทษตามกฎหมาย

๒. ในเรื่องทรัพย์สิน ถ้าทรัพย์สินของใครมีอยู่ก่อนเป็นเป็นของคนนั้น แต่ถ้าทรัพย์สินนั้นเป็นของที่หามาได้ร่วมกัน แม้กฎหมายไม่ถือว่าเป็นสินสมรส แต่ก็ถือว่า ทรัพย์สินนั้นเป็นของทั้ง ๒ คนร่วมกัน คือเป็นกรรมสิทธิ์รวม ทั้งคู่ต่างมีสิทธิในทรัพย์สินนั้นคนละเท่า ๆ กัน

๓. ผลเกี่ยวกับบุตรที่เกิดมา เมื่อกฎหมายไม่ถือว่ามีการสมรสเกิดขึ้น เด็กที่เกิดมาในส่วนของหญิง ย่อมถือว่า เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของตนอยู่ แต่ในด้านชายนั้น กฎหมายถือว่า ชายนั้นมิใช่บิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของเด็กคนนั้น แต่ยังมีวิธีการที่จะทำให้เด็กที่เกิดมากลายเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของชายผู้นั้นได้ มี ๓ วิธีคือ

๓.๑ เมื่อบิดามารดาของเด็กนั้นสมรสกันภายหลังโดยชอบด้วยกฎหมาย คือจดทะเบียนสมรสกัน และทำตามหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย เด็กนั้นจะกลายเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของชายนั้นทันที นับแต่วันที่บิดามารดาทำการสมรสกัน หรือ

๓.๒ โดยการจดทะเบียนรับเด็กนั้นเป็นบุตร แต่ตัวเด็กนั้นหรือมารดาเด็กต้อง ไม่คัดค้านว่าชายผู้ขอจดทะเบียนมิใช่บิดา ถ้ามีการคัดค้านก็ต้องให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด ขั้นตอนการจดทะเบียนก็คือ ชายจะไปยื่นคำขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนที่อำเภอ และนายทะเบียนจะแจ้งการขอจดทะเบียนไปยังเด็กและมารดาเด็กว่าจะคัดค้านหรือไม่ ถ้าหากคัดค้าน ต้องคัดค้านภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่การแจ้งความนั้นไปถึง ถ้าไม่มีการคัดค้านนายทะเบียนก็จะรับจดทะเบียนให้ แต่ถ้ามีการคัดค้านนายทะเบียนก็จะยังไม่รับจดทะเบียน และชายนั้นก็ต้องดำเนินคดีทางศาล และเมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ถ้าศาลตัดสินให้จดทะเบียนได้ชายต้องนำคำพิพากษามาแสดงต่อนายทะเบียน นายทะเบียนก็จะจดทะเบียนให้ เมื่อมีการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรแล้ว แม้ชายนั้นจะมิได้ทำการสมรสกับหญิงก็ตาม ให้ถือว่าชายเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กนั้น และมีสิทธิหน้าที่ต่อกันตามกฎหมาย

๓.๓ โดยการฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตร กรณีนี้ ตัวเด็ก หรือผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กเป็นผู้ฟ้องชาย เพื่อให้ศาลพิพากษาชายนั้นเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ต้องมีพฤติการณ์หรือข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่กฎหมายกำหนด จึงจะฟ้องศาลได้ ข้อเท็จจริงดังกล่าวด้วย

(๑) เมื่อมีการข่มขืนกระทำชำเรา ฉุดคร่า หรือหน่วงเหนี่ยว กักขังหญิงผู้เป็นแม่ของเด็กโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในช่วงเวลาที่หญิงนั้นอาจจะตั้งครรภ์ได้

(๒) เมื่อมีการลักพาหญิงผู้เป็นแม่ของเด็กไปในทางชู้สาว หรือมีการล่อลวง ร่วมหลับนอนกับผู้หญิงผู้เป็นแม่เด็กในระยะเวลาที่หญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้

(๓) เมื่อมีเอกสารของพ่อแสดงว่า เด็กนั้นเป็นลูกของตน เช่น พ่อยื่นคำร้องแจ้งเด็กเกิดในทะเบียนบ้าน โดยแจ้งว่าเป็นบุตรของตน หรืออาจเป็นกรณีลงชื่อฝากเด็กเข้าโรงเรียน โดยระบุว่าเป็นบุตรของตนก็ได้

(๔) เมื่อปรากฎในทะเบียนคนเกิดว่า เด็กนั้นเป็นบุตรของชาย โดยชายเป็นผู้ไปแจ้งการเกิดเอง หรือการจดทะเบียนนั้นได้กระทำโดยรู้เห็นยินยอมของชาย

(๕) เมื่อพ่อแม่ได้อยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผยในระยะเวลาที่หญิงอาจตั้งครรภ์ได้

(๖) เมื่อชายได้มีการหลับนอนกับหญิงผู้เป็นแม่ในระยะเวลาที่อาจตั้งครรภ์ ได้และไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า เด็กนั้นเป็นบุตรของชายอื่น

(๗) เมื่อมีพฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมาว่าเป็นลูก ซึ่งต้องพิจารณาเป็นรื่อง ๆ ไป เช่น ชายนั้นให้ความอุปการะเลี้ยงดู หรือยอมให้ใช้นามสกุลของตน เป็นต้น

เมื่อมีข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นเพียงประการเดียว ก็สามารถฟ้องคดีได้แล้ว แต่การฟ้องคดีต้องฟ้องภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายคือ ถ้าเด็กบรรลุนิติภาวะแล้วต้อง ฟ้องภายใน ๑ ปีนับแต่วันที่บรรลุนิติภาวะ (๒๐ ปีบริบูรณ์) แต่ถ้าเด็กตายในระหว่างที่ยังมีสิทธิฟ้องคดีอยู่ ก็ให้ผู้สืบสันดานของเด็กฟ้องแทน ถ้าผู้สืบสันดานของเด็กรู้ข้อเท็จจริงที่จะ ฟ้องคดีได้ก่อนวันที่เด็กตาย ก็ต้องฟ้องภายใน ๑ ปีนับแต่วันที่เด็กตาย แต่ถ้ามารู้หลังจากที่เด็กตายแล้วก็ต้องฟ้องภายใน ๑ ปีนับแต่วันที่รู้ แต่ต้องไม่เกิน ๑๐ ปีนับแต่วันที่เด็กนั้นตาย

ผู้ที่มีอำนาจฟ้อง คือ ในกรณีที่เด็กอายุครบ ๑๕ ปีบริบูรณ์ เด็กสามารถฟ้องคดีได้เอง แต่ถ้าเด็กยังอายุไม่ถึง ๑๕ ปี ก็สามารถให้ผู้แทนโดยชอบธรรมฟ้องแทนได้ และผลของการฟ้องคดีนี้ถ้าฝ่ายเด็กเป็นผู้ชนะคดี เด็กนั้นก็เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของชายนับตั้ง แต่เวลาที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด


Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Jun 24 2010, 07:21 AM
Post #630


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,908
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



บุตรจากสมรสซ้อน

ดิฉันจดทะเบียนสมรสซ้อนกับสามีได้ประมาณ 2 ปีเศษ จึงได้ทราบว่าแท้ที่จริงแล้วทะเบียนสมรสของดิฉันเป็นทะเบียนสมรสซ้อน และภริยาของแฟนได้บังคับให้แฟนเลิกเพิกถอนทะเบียนสมรสกับดิฉันมิฉะนั้นจะเกิดเรื่องใหญ่ แฟนของดิฉันกลัวจะมีปัญหา เนื่องจากแฟนเป็นข้าราชการ และส่วนตัวของดิฉันเองก็ไม่ต้องการที่จะมาเป็นรองใคร ดิฉันจึงตัดสินใจแยกทางกับแฟน แต่ขณะนี้เรายังไม่ไปเพิกถอนทะเบียนสมรสซ้อนเนื่องจากมีลูกด้วยกัน 1 คน อายุเพียง 1 ขวบ และแฟนยังไม่มีลูกกับภริยาของเขาทั้ง ๆ ที่อยู่กันมาเกือบ 5 ปีแล้ว ดิฉันตัดสินใจจะยกลูกให้แฟนเนื่องจากมีความสามารถที่จะให้การศึกษากับลูกได้ดีกว่าดิฉันที่มีแต่ตัว
อยากจะปรึกษาว่า หากดิฉันยอมเพิกถอนทะเบียนสมรสกับแฟน ดิฉันควรให้แฟนรับลูกดิฉันเป็นบุตรบุญธรรมหรือให้แฟนจดทะเบียนรับรองบุตรและถ้าหากว่าทำไม่ได้ หากวันข้างหน้าสามีมีลูกกับภริยาของเขาและไม่รับผิดชอบส่งเสียเลี้ยงดูลูกของดิฉัน ดิฉันจะสามารถฟ้องเรียกค่าอุปากระเลี้ยงดูจากแฟนได้หรือไม่ ดิฉันต้องการทราบคำตอบเพื่อใช้ในการตัดสินใจว่าจะเพิกถอนทะเบียนสมรสให้แฟนแต่โดยดีหรือดิฉันจะให้ภริยาของสามีฟ้องเพิกถอนทะเบียนสมรสซ้อนของดิฉันกับแฟนเอง

ดิฉันไม่อยากให้คุณสุกัญญาประณามดิฉันแต่อยากให้เห็นใจดิฉันสักนิดว่า เรามีลูกด้วยกัน ถ้าลูกดิฉันสุขสบายดี ดิฉันก็พร้อมจะหันหลังให้แฟนมีความสุขกับครอบครัวของเขาแต่โดยดี แต่หากลูกดิฉันต้องตกระกำลำบากในความโง่ของดิฉันที่ถูกแฟนหลอกว่าไม่มีภริยามาก่อน ดิฉันก็คงจะต้องเรียกร้องสิทธิที่ดิฉันถูกหลอกจนลูกต้องเกิดมาอับอายผู้คนที่แม่ของเขาต้องกลายมาเป็นภริยาน้อยของชาวบ้านโดยไม่รู้ตัว





ถ้าหากมีบุตรที่เกิดจากการที่หญิงและชายจดทะเบียนสมรสซ้อนแล้ว หากต่อมาทะเบียนสมรสต้องถูกเพิกถอน หรือมีการกล่าวอ้างว่า การจดทะเบียนสมรสต้องเป็นโมฆะ จะมีผลถึงบุตรที่เกิดขึ้นมาหลังจากหญิงและชายจดทะเบียนสมรสซ้อนอย่างไร

ดยทั่วไปการสมรสที่เป็นโมฆะเฉพาะคำพิพากษาของศาลเท่านั้น ที่แสดงว่า การสมรสใดเป็นโมฆะ แต่สำหรับการสมรสซ้อนที่มีผลตกเป็นโมฆะเช่นกัน กฎหมายได้ขยายออกไปถึงขนาดว่า บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างขึ้นในทันทีก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องนำคดีขึ้นมาสู่ศาลก่อนเหมือนเช่นสมรสที่ตกเป็นโมฆะในกรณีอื่น ๆ เพราะการสมรสซ้อนเป็นข้อเท็จจริงที่เห็นได้ประจักษ์ได้โดยง่าย โดยพิจารณาจากวันที่ที่ปรากฏในทะเบียนสมรสว่า ใครจดก่อนหรือจดทีหลัง ดังนั้นหากมีกรณีจดทะเบียนสมรส 2 ครั้ง โดยไม่เคยมีการจดทะเบียนหย่ามาก่อน ผู้ที่มาจดในภายหลังย่อมสมรสซ้อนกับการสมรสครั้งแรกอย่างไม่ต้องสงสัย เช่นหากภริยาจากสมรสซ้อน มาขอรับมรดกของสามีที่ตายไป ภริยาคนแรกที่จดทะเบียนสมรสก่อน ย่อมมีสิทธิคัดค้านในคดีนั้นได้เลยว่า ทะเบียนสมรสซ้อนตกเป็นโมฆะ ไม่ใช่ภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่ต้องรอให้ภริยาคนแรกไปฟ้องเพิกถอนให้ศาลตัดสินว่า การสมรสซ้อนตกเป็นโมฆะก่อนแต่อย่างใด

หลักกฎหมายครอบครัวได้วางหลักให้คุ้มครองบุตรที่เกิดจากสมรสใด ๆ ที่ตกเป็นโมฆะไว้ว่า การสมรสที่เป็นโมฆะไม่มีผลกระทบกระเทือนถึงการเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย นั่นคือ การที่ชายและหญิงต้องแยกจากกันเพราะเหตุที่มีคำพิพากษาแสดงว่า การสมรสใดตกเป็นโมฆะในกรณีปกติ หรือได้กล่าวอ้างว่าการสมรสเป็นโมฆะในกรณีที่มีการสมรสซ้อน ก็ถือว่าบุตรที่เกิดมานั้นเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ชายเป็นหรือเคยเป็นสามีด้วย รวมทั้งบุตรที่เกิดมาภายใน 310 วัน นับแต่การสมรสซ้อนถูกเพิกถอนด้วย ตามหลักสากลทั่วไปที่ว่าบุตรเป็นบุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนร่วมกระทำผิดในการสมรสที่เป็นโมฆะนี้

ดังนั้นสำหรับกรณีของคุณแม่น้องฟ้า แม้การสมรสของคุณจะต้องถูกเพิกถอนหรือไม่มีผลเป็นการสมรสก็ตาม กฎหมายก็ยังคุ้มครองเด็กที่เกิดจากทะเบียนสมรสซ้อนว่า เด็กยังเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดา คุณจึงไม่ต้องใช้วิธียกบุตรให้เป็นบุตรบุญธรรมของบิดาหรือให้บิดาจดทะเบียนรับรองบุตรแต่อย่างใด เด็กคนนี้ก็ยังเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาเหมือนกับบุตรที่เกิดจากสามีภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสซ้อน บิดามารดาของเด็กที่เกิดจากสมรสซ้อนจึงยังมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรจนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ คุณจึงมีสิทธิที่จะเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจากสามีได้

อย่างไรก็ตาม การที่บิดามารดาต้องแยกจากกันเพราะถูกเพิกถอนการสมรสที่จดทะเบียนซ้อน ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่า ใครจะเป็นผู้ใช้อำนาจในการปกครองบุตร กฎหมายได้เปิดโอกาสให้ชายและหญิงสามารถทำข้อตกลงกันเป็นหนังสือว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรและฝ่ายใดหรือทั้งสองฝ่ายจะเป็นผู้ออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร หากตกลงกันเองไม่ได้จึงจะมาให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดให้

ดังนั้นหากคุณจะตัดสินใจยกลูกให้แฟนคุณและแฟนอาจทำหนังสือตกลงกันเองว่า ให้บิดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรและเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตร หรือถ้าคุณเปลี่ยนใจไม่ยกลูกให้กับแฟน คุณอาจทำหนังสือว่า คุณเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรและให้แฟนเป็นผู้ส่งเสียเงินค่าเลี้ยงดูบุตรเดือนละเท่าไหร่ หากแฟนไม่รับผิดชอบบุตรในวันหน้าไม่ว่าใครจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร คุณก็ยังมีสิทธิจะฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้เสมอ เพราะหญิงจะเป็นมารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของบุตร มีสิทธิและหน้าที่ที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรร่วมกับชายผู้เป็นบิดา จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ หากฝ่ายใดไม่ส่งเสียเลี้ยงดูบุตรอีกฝ่ายก็มีสิทธิจะฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูให้กับบุตรได้


Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Jun 24 2010, 07:27 AM
Post #631


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,908
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



อยากจะขอคำปรึกษาหน่อยค่ะ คือว่าแยกกันอยู่และไม่ได้ติดต่อกับสามีมาเป็นเวลาเกือบ 5 ปีแล้วค่ะ โดยที่ไม่ได้ติดต่อกันเลย ตัวดิฉันเองรับผิดชอบเลี้ยงดูบุตรเองทั้ง 4 คน อดีตสามีไม่เคยส่งเสียเลี้ยงดูแต่อย่างใด ตอนนี้อยากเปลี่ยนนามสกุลของลูกให้เหมือนกับของแม่และทุกคนในครอบครัว แต่ไม่สามารถทำได้เพราะต้องได้รับความยินยอมจาออดีตสามีก่อน แต่ไม่สามารถติดต่อเขาได้ และมีเจ้าหนี้หลาย ๆ คนของอดีตสามีมาทวงหนี้ทั้งที่บอกเขาแล้วว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกัน แต่เขาบอกว่าตอนสามีไปกู้เงินและผ่อนของใช้เขาได้ดูทะเบียนสมรสว่ามีชื่อเราเป็นภรรยา เพราะอย่างนั้นเราต้องเป้นลูกหนี้ร่วม ลำบากมากเลยค่ะ ต้องเลี้ยงลูกที่ยังเล็กถึง 4 คน โดยที่คนโตอายุ 10 ขวบเองค่ะ แถมยังต้องมารับผิดชอบใช้หนี้ของอดีตสามีอีก เลยอยากหย่ามากค่ะ และก่อนหน้านี้ทราบว่าอดีตสามีเคยจดทะเบียนมาก่อน เมื่อปี 2528 และพอปี 2541 เขาก็พาเราไปจดทะเบียน แต่ตอนนั้นไม่ทราบว่าเขายังไม่ได้หย่าค่ะ พอมาปี 2542 ภรรยาของเขาได้ส่งทะเบียนหย่ามาให้ค่ะ และจำปีพ.ศ.ได้ว่าเป็น พ.ศ. 2542 เลยรู้ว่าเขายังไม่ได้หย่า อันนี้จะมีผลต่อทะเบียนของเราไหม คะ และถ้าจะฟ้องหย่าจริง ๆ ใช้เวลานานไหม ต้องใช้เงินเท่าไหร่คะ ขอความกรุณาช่วยตอบด้วยเถอะคะ เพราะไม่รู้จะถามใครจริง ๆ



๑. การให้คำปรึกษาแนะนำ.........
ประเด็นที่ ๑ สมัครใจแยกกันอยู่กับสามีเป็นเวลาเกินกว่า ๕ ปี
- สามีภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกิน ๓ ปี กรณีดังกล่าวเป็นเหตุแห่งการฟ้องหย่า ภริยาสามารถฟ้องหย่าสามีได้
ประเด็นที่ ๒ ก่อนหน้านี้ทราบว่าอดีตสามีเคยจดทะเบียนมาก่อน เมื่อปี 2528 และพอปี
2541 เขาก็พาเราไปจดทะเบียน แต่ตอนนั้นไม่ทราบว่าเขายังไม่ได้หย่าค่ะ พอมาปี 2542 ภรรยาของเขาได้ส่งทะเบียนหย่ามาให้ค่ะ และจำปีพ.ศ.ได้ว่าเป็น พ.ศ. 2542 เลยรู้ว่าเขายังไม่ได้หย่า อันนี้จะมีผลต่อทะเบียนของเราไหม คะ และถ้าจะฟ้องหย่าจริง ๆ ใช้เวลานานไหม ต้องใช้เงินเท่าไหร่คะ ขอความกรุณาช่วยตอบด้วยเถอะคะ เพราะไม่รู้จะถามใครจริง ๆ
- การสมรสจะกระทำไม่ได้ ถ้าชายหรือหญิงมีคู่สมรสอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นการจะทะเบียนเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นการสมรสซ้อน การสมรสที่อีกฝ่ายหนึ่งมีคู่สมรสอยู่แล้ว เป็นโมฆะ การสมรสที่เป็นโมฆะผู้มีส่วนได้เสีย คือ ภริยา คนก่อน กับภริยาคนปัจจุบัน และบุตรของภริยาคนก่อน ถือว่าผู้มีส่วนได้เสีย ภริยาคนหลังสามารถร้องขอให้ศาลสั่งว่าการสมรสครั้งหลังเป็นโมฆะได้
- กรณีดังกล่าวไม่สามารถฟ้องหย่าได้ แต่สามารถร้องขอต่อศาลให้การสมรสเป็นโมฆะได้
- หากไม่ทราบว่าเป็นการสมรสซ้อนสามารถเรียกค่าทดแทนและค่าเลี้ยงชีพอีกฝ่ายหนึ่งได้
- บุตรผู้เยาว์ทั้งสี่ ที่เกิดในระหว่างการสมรสซ้อน เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายที่จดทะเบียนสมรสครั้งหลัง
- ในกรณีที่บุตรเกิดจากการสมรสเป็นโมฆะ อำนาจในการปกครองบุตรให้คู่สมรสตกลงกัน หากตกลงกันไม่ได้ให้ศาลเป็นผู้กำหนด หากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งไม่สมควรที่จะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ อีกฝ่ายหนึ่งร้องขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองอีกฝ่ายหนึ่งได้
- การขอให้ศาลมีคำสั่งว่าการสมรสเป็นโมฆะ ให้ยื่นเป็นคำร้อง กรณีหากมูลคดีเกิดที่จังหวัดแพร่ ก็ให้ยื่นคำร้องที่ศาลจังหวัดแพร่แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
- ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ได้แก่ค่าขึ้นศาล จำนวน ๒๐๐ บาท ค่าแต่งทนายจำนวน ๒๐ บาท ค่าประกาศาล หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ๕๐๐ บาท ค่าประกาศชุมชน ประมาณ ๖๐๐ บาท รวมค่าธรรมเนียมศาลและค่าส่งหมาย เป็นเงิน ๑,๓๒๐ บาท

- ๓ -
- ส่วนค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในคดี ไม่สามารถบอกได้ แล้วแต่จะตกลงกับทนายความเองหากยื่นคำร้องในวันนี้ ศาลจะนัดไต่ส่วนคำร้องประมาณเดือนเมษายน มีการไต่สวนคำร้องเพื่อศาลมีคำสั่งว่าการสมรสเป็นโมฆะ หากไม่มีการอุทธรณ์ฎีกา คดีถึงที่สุดเดือน พฤษภาคม

ประเด็นที่ ๒ สามีไม่รับผิดชอบในการเลี้ยงดูบุตร ไม่เคยส่งเสียค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร มีความ
ประสงค์ที่จะเปลี่ยนนามสกุลบุตรให้เป็นนามสกุลของมารดา
- การขอเปลี่ยนชื่อสกุลของบุตรผู้เยาว์นั้น หากมารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองของบุตรผู้เยาว์อยู่แล้ว ได้สอบถามไปยังสำนักทะเบียนอำเภอเมืองแพร่ ได้รับแจ้งว่าสามารถดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อสกุลของบุตรผู้เยาว์มาใช้นามสกุลของมารดาได้ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากสามี เพื่อความถูกต้องให้ท่านติดต่อกับสำนักงานทะเบียนอำเภอที่ท่านมีภูมิลำเนา

ประเด็นที่ ๓ มีเจ้าหนี้หลาย ๆ คนของอดีตสามีมาทวงหนี้ทั้งที่บอกเขาแล้วว่าไม่ได้เกี่ยวข้อง
กัน แต่เขาบอกว่าตอนสามีไปกู้เงินและผ่อนของใช้เขาได้ดูทะเบียนสมรสว่ามีชื่อเรา
เป็นภรรยา เพราะอย่างนั้นเราต้องเป็นลูกหนี้ร่วม ลำบากมากเลยค่ะ ต้องเลี้ยงลูกที่
ยังเล็กถึง 4 คน โดยที่คนโตอายุ 10 ขวบเองค่ะ แถมยังต้องมารับผิดชอบใช้หนี้ของ
อดีตสามีอีก เลยอยากหย่ามากค่ะ
- หากกู้ยืมโดยไม่ได้นำมาใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ร่วมกัน ภริยาก็ไม่ต้องร้บผิดชอบในหนี้นั้น
- หากการกู้ยืมเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมก็ถือว่าเป็นหนี้ร่วมกัน ภริยาก็จะต้องรับผิดชอบทั้งสองฝ่าย หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันให้รวมถึงหนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรสดังต่อไปนี้
๑. เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัว และการศึกษาบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ
๒. หนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส
๓. หนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงานซึ่งสามีภริยาทำด้วยกัน
๔. หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อตนฝ่ายเดียวแต่อีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน
Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Jun 24 2010, 07:37 AM
Post #632


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,908
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



บุตรใคร


ปัญหาเรื่องความเป็นบิดา และบุตร หรือความเป็นพ่อแม่ลูกนั่นเอง ถ้าดูผิวเผินอาจจะมองเห็นว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ เป็นเรื่องที่เราทุกคนรู้ๆ กันอยู่ว่า ครอบครัวนี้มีใครเป็นบิดามารดาของเด็ก แต่ในทางกฎหมายไม่ได้พิจารณา จากข้อเท็จจริงที่รู้ ๆ กัน บางทีเรารู้ว่า ผู้ชายคนนั้นเป็นบิดาของเด็ก แต่กฎหมายกลับไม่ยอมรับว่าเขาเป็นบิดา

ตัวอย่าง ก แต่งงานกับ ข ตามประเพณี และอยู่กินกันฉันสามี ภริยา นาง ข ตั้งครรภ์และคลอดลูก เช่นนี้เราย่อมรู้ว่า นาย ก เป็นบิดาของ เด็กคนนั้น แต่กฎหมายไม่ยอมรับว่า นาย ก เป็นบิดาของเด็ก

การที่ชายหญิงจะอยู่กินกันฉันสามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย กฎหมายกำหนดว่าจะต้องจดทะเบียนสมรส (จดทะเบียนสมรส ณ ที่ทำการอำเภอ) หากอยู่กินกันเฉย ๆ โดยไม่จดทะเบียนสมรส แม้เราจะรู้ว่าเขาเป็น สามีภริยากัน แต่กฎหมายกลับไม่ยอมรับว่าเป็นสามีภริยากันเลย และไม่ถือ ว่ามีความสัมพันธ์ต่อกันเลย ไม่ว่าจะอยู่ร่วมกันนานสักเพียงใด ดังนั้น หาก ชายหญิงต้องการเป็นสามีภริยาถูกต้องตามกฎหมาย ก็จะต้องจดทะเบียน สมรสเสมอ

ฉะนั้น ในปัญหาที่ว่า ใครเป็นบิดา มารดาของเด็ก จะขอแยก พิจารณาเป็น ๒ กรณี
๑. เมื่อมีการจดทะเบียนสมรส
๒. เมื่อไม่มีการจดทะเบียนสมรส



เมื่อมีการจดทะเบียนสมรส เด็กที่เกิดจากหญิงที่ได้ทำการ สมรสตามกฎหมายย่อมเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของชาย เห็นได้ว่า กฎหมายยอมรับว่าชายจะเป็นบิดาของเด็ก เมื่อได้มีการจดทะเบียนสมรสแล้ว

เมื่อไม่มีการจดทะเบียนสมรส กรณีเด็กที่เกิดจากหญิงที่ไม่ได้ ทำการสมรสตามกฎหมาย ไม่ว่าจะแต่งงานตามประเพณี หรือพากันหนีไป อยู่ด้วยกัน (ที่เรียกว่า วิวาห์เหาะ) เด็กนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วย กฎหมายของชาย เพราะไม่มีการสมรส (ไม่มีการจดทะเบียนสมรส) จึงทำให้ ชายและหญิงไม่มีความสัมพันธ์กันแต่ประการใด กฎหมายไม่ยอมรับว่าชาย เป็นสามีของหญิง (มารดาของเด็ก) ซึ่งเป็นผลทำให้ชายไม่เป็นบิดาของเด็ก ตามกฎหมาย

ตามข้อ ๒ นี้ จะมีทางใดที่จะทำให้เด็กนั้นเป็นบุตรที่ชอบด้วย กฎหมายของชาย กฎหมายได้กำหนดวิธีไว้ ๓ ประการ
(๑) ชายคนนั้นได้จดทะเบียนสมรสกับหญิงในภายหลัง เมื่อชายได้จดทะเบียนสมรสกับหญิงที่เป็นมารดาของเด็กในภายหลัง การสมรส นี้มีผลทำให้เด็กที่เกิดออกมาก่อนการสมรสนั้น เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ของชายทันทีนับแต่วันที่ทำการจดทะเบียนสมรสกันนั่นเอง
บุตรที่เกิดก่อนมีการสมรสนั้น จะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของ ชายได้ตามกรณีนี้ก็ต่อเมื่อชายนั้นเป็นบิดาของเด็กที่แท้จริงด้วย หากหญิงไป สมรสกับชายอื่นซึ่งไม่ใช่บิดาเด็กนั้น ก็ไม่มีผลทำให้เป็นบุตรที่ชอบด้วย กฎหมายของชายคนนั้นได้


ตัวอย่าง นาย ก แต่งงานตามประเพณีโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส กับนางสาว ข ต่อมานางสาว ข ตั้งครรภ์และคลอดลูก เด็กที่เกิดมานั้นไม่ใช่ บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนาย ก ถ้านาย ก ต้องการให้เด็กคนนั้นเป็นบุตร ที่ชอบด้วยกฎหมายของตน ก็ทำโดยจดทะเบียนสมรสกับนางสาว ข ภายหลัง แต่ถ้านางสาว ข จดทะเบียนสมรสกับคนอื่นที่ไม่ใช่ นาย ก เช่น จดทะเบียน สมรสกับนาย ค เช่นนี้ ไม่ทำให้เด็กคนนั้นเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของ นาย ค เพราะนาย ค ไม่ใช่บิดาที่แท้จริงของเด็ก

(๒) ชายคนนั้นได้รับรองบุตร กรณีนี้ต่างจากข้อ ก เพราะไม่ได้ จดทะเบียนสมรสกับมารดาของเด็ก แต่เป็นการจดทะเบียนรับรองว่าเด็กที่ เกิดจากหญิงนั้นเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของตน

การจดทะเบียนรับรองเด็กเป็นบุตรนั้น จะมีผลทันทีนับแต่วันจด ทะเบียน และจะมีผลแต่เฉพาะเด็กที่บิดาได้จดทะเบียนรับรองว่าเป็นบุตรเท่านั้น เด็กคนอื่นแม้จะเป็นพี่น้องเดียวกันกับเด็กคนนั้น ก็ไม่มีผลเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของชาย

การจดทะเบียนรับรองบุตรนี้ไม่ทำให้มารดาของเด็กเป็นภริยาที่ชอบ ด้วยกฎหมายของชายแต่ประการใด

ตัวอย่าง นายแดง แต่งงานตามประเพณีกับนางสาวขาว โดยไม่ได้ จดทะเบียนสมรสมีบุตรด้วยกัน ๕ คน คือ ก, ข, ค, ง และ จ เด็กทั้ง ๕ คน ไม่เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ของนายแดง ถ้านายแดงต้องการให้ ก และ ข เป็นบุตรของตนตามกฎหมาย ก็จดทะเบียนรับรอง ก และ ข เป็นบุตรของตนได้ เช่นนี้ย่อมไม่ทำให้ ค, ง และ จ เป็นบุตรตามกฎหมายของนายแดงไปด้วย อีกทั้งไม่ทำให้นางสาวขาวเป็นภริยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของนายแดงเช่นกัน

(๓) ศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร ถ้าหากชายไม่ยอมจดทะเบียน สมรสกับหญิง หรือไม่ยอมจดทะเบียนรับรองบุตรแล้ว ก็ยังสามารถทำให้เด็กเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายได้ โดยการฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้ศาลพิพากษา ให้ชายรับเด็กที่เกิดจากหญิงนั้นเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของตน

การฟ้องคดีขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรของชายนี้ จะมีผลทันทีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด และมีผลเฉพาะเด็กคนนั้น เด็กคนอื่นแม้เป็นพี่น้องเดียวกันกับเด็กคนนั้น ก็ไม่อาจเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ของชายได้ อีกทั้งไม่ทำให้มารดาของเด็กเป็นภริยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของ ชายเช่นกัน

/b>


(๑) หญิงซึ่งเป็นมารดาของเด็กไม่มีสิทธิฟ้องศาลเพื่อให้ชายรับรอง ตนเองว่าเป็นภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมาย มีสิทธิแต่เพียงฟ้องขอให้รับเด็กที่เกิดจากตนและชาย ให้เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของชายเท่านั้น

(๒) ที่กล่าวมา เป็นเรื่องเฉพาะของชายว่า ชายจะเป็นบิดาที่ชอบ ด้วยกฎหมายของเด็กที่เกิดมาหรือไม่ เท่านั้น แต่ไม่ได้กล่าวถึงหญิงเลยว่า กรณีใดหญิงจะเป็นมารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของเด็กได้บ้าง เหตุที่ไม่ได้กล่าว ก็เพราะว่าโดยธรรมชาติแล้ว หญิงต้องเป็นมารดาของเด็กอยู่แล้วไม่ว่าจะมีการจดทะเบียนสมรส หรือไม่มีก็ตาม หญิงก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเด็กที่เกิดมา นั้นไม่ใช่บุตรของตน เพราะตนเป็นคนคลอดเด็กออกจากครรภ์ของตน ฉะนั้น เด็กจึงย่อมเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของหญิงเสมอ

สรุป เด็กที่เกิดจากหญิงที่ได้จดทะเบียนสมรสกับชายย่อมเป็นบุตร ที่ชอบด้วยกฎหมายของชายและหญิง แต่ถ้าเด็กเกิดจากหญิงที่มิได้ทำการ สมรสตามกฎหมาย ย่อมเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของหญิงผู้เป็นมารดา เท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของชายจนกว่าชายคนนั้นจะได้ จดทะเบียนสมรสกับมารดาของเด็กในภายหลัง หรือจดทะเบียนรับรองว่า เด็กเป็นบุตรของตน หรือศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรเท่านั้น
Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Jun 24 2010, 07:40 AM
Post #633


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,908
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



ขอถามหน่อยครับพอดีมีแฟนอยู่ด้วยกันมีบุตรด้วยกัน1คนแต่แฟนไม่ได้ทำงานเป็นคนใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ผมมีหน้าที่ทำงานหาเงินเข้าบ้านคนเดียวส่วนแฟนอยู่บ้านเลี้ยงลูกซึ่งอาศัยอยู่กับที่บ้านผมแต่แฟนไม่อยากอ ยูที่บ้านอยากไปอยู่คอนโดแค่2คนแต่ผมไม่ยอมเลยมีเรื่องทะเลาะกันขื้นมา และผู้หญิงก็อยากไปมีผู้ชายคนใหม่ แต่พอเลิกกันเขาก็เอาลูกไปด้วยและจะขอค่าเลี้ยงดู ถ้าผมไม่ยอมให้ค่าเลี้ยงดูจะเอาลูกมาเลี้ยงเองเพราะคิดว่าผู้หญิงคงเลี้ยงได้ไม่ดีเพราะที่ผ่านมาเลี้ยงเด ็กแบบไม่สนใจดูแต่ทีวีคุยโทรศัพย์ไม่ค่อยสนใจจนลูกตกเตียงหัวกระแทกพื้นมาแล้วหลายครั้ง จึงไม่ใว้ใจให้เลี้ยงถ้าฟ้องร้องกันผมมีโอกาศชนะไหมแต่ผมก็มีข้อเสียที่ในอดีตมีผู้หญิงมาติดพันหลายคนจนถ ูกมองว่าเจ้าชู้ด้วยนะครับถ้าสู้กันในศาลผมมีสิทธิชนะได้บุตรมาเลี้ยงดูไหมและบุตรผมเป็นเพศ หญิงอยู่กับพ่อน่าจะปลอดภัยกว่าคับช่วยตอบให้ด้วยนะครับตอนนี้ผมมีรายได้ประมาณ25000บาทส่วนแฟนในอดีตทำงา นรายได้ประมาณ8000บาทถ้าผมไม่ชนะต้องเสียค่าเลี้ยงดูประมาณเท่าไรนะ


ตามที่ท่านได้ขอรับคำปรึกษาเข้ามานั้นหากข้อเท็จจริงเป็นดังกล่าวขอแนะนำว่า
เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น ไม่รวมถึงฝ่ายชาย
เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพ ากษาว่าเป็นบุตร
บิดาจะจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของเด็กและมารดาเด็ก
ในกรณีที่เด็กและมารดาเด็กไม่ได้มาให้ความยินยอมต่อหน้านายทะเบียน ให้นายทะเบียนแจ้งการขอจดทะเบียนของบิดาไปยังเด็กและมารดาเด็ก ถ้าเด็กหรือมารดาเด็กไม่คัดค้านหรือไม่ให้ความยินยอมภายในหกสิบวันนับแต่การแจ้งนั้นถึงเด็กหรือมารดาเด็ก ให้สันนิษฐานว่าเด็กหรือมารดาเด็กไม่ให้ความยินยอม ถ้าเด็กหรือมารดาเด็กอยู่นอกประเทศไทยให้ขยายเวลานั้นเป็นหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
ในกรณีที่เด็กหรือมารดาเด็กคัดค้านว่าผู้ขอจดทะเบียนไม่ใช่บิดา หรือไม่ให้ความยินยอม หรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรต้องมีคำพิพากษาของศาล
เมื่อศาลได้พิพากษาให้บิดาจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรได้ และบิดาได้นำคำพิพากษาไปขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ให้นายทะเบียนดำเนินการจดทะเบียนให้
ดังนั้นท่านควรดำเนินการขั้นต้นก่อนเพื่อให้เด็กเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของท่านเพื่อท่านจะได้มีสิทธิเล ี้ยงดูเด็ก
Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Jun 24 2010, 07:42 AM
Post #634


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,908
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



การฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร
กรณีที่กฎหมายให้สันนิษฐานว่าเด็กเป็นบุตรของตนก็ได้ โดยต้องฟ้องและพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่างๆให้ศาลเชื่อว่าเด็กนั้นไม่ใช่บุตรของตน แต่ถ้าปรากฎข้อเท็จจริง ว่าตนเป็นผู้แจ้งการเกิดของเด็กในทะเบียนเกิดเองว่าเป็นบุตรตน หรือจัดหรือยอมให้มีการแจ้งดังกล่าวเช่นนี้ ก็เป็นเหตุให้ไม่สามารถปฏิเสธว่าเด็กนั้นไม่ใช่บุตรของตน และการ ฟ้องไม่รับเด็กเป็นบุตรต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่รู้ถึงการเกิดของเด็ก โดยห้ามฟ้องเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันเกิดของเด็กนั้น แต่ไม่ว่าบิดามารดาจะจดทะเบียนสมรสกันหรือไม่ บุตรก็ย่อมเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของมารดาเสมอ หรือกรณีเด็กที่เกิดจากบิดามารดาที่สมรสกันภายหลังหรือกรณีที่ บิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร บุตรนั้นก็ย่อมเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายได้ แต่การจดทะเบียนรับรองบุตรนั้นศาลอาจถอนได้ เมื่อผู้มีส่วนได้เสีย ร้องต่อศาลว่าผู้ขอจดทะเบียนนั้นมิใช่บิดาเด็กแต่ต้องฟ้องภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้การจดทะเบียนนั้น และต้องไม่เกินสิบปีนับแต่จดทะเบียนดังกล่าว

สำหรับการฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายนั้นก็สามารถทำได้ เช่น เมื่อมีการข่มขืนกระทำชำเรา ในขณะที่หญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้ หรือการล่อลวงหญิงมาร่วม ประเวณีในระยะเวลาที่หญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้ หรือเป็นผู้แจ้งเกิดเด็ก หรือมีพฤติการณ์อื่นที่รู้กันทั่วไปว่าเป็นบุตร เช่น พาไปสถานที่ต่างๆและแนะนำให้ผู้อื่นทราบว่าเป็น บุตรตน
Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Jun 24 2010, 07:44 AM
Post #635


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,908
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตร (บิดาถึงแก่ความตาย)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8504/2544




การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตร



การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรของผู้ตายต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทคือเริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอ

เมื่อผู้ตายซึ่งเป็นบิดาได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว โจทก์จึงต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท หากบิดามีชีวิตอยู่ต้องดำเนินคดีอย่างคดีมีข้อพิพาทคือฟ้องบิดาโดยทำเป็นคำฟ้อง การฟ้องบิดาไม่เป็นคดีอุทลุม



ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง



มาตรา 55 เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของ บุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายน



มาตรา 188 ในคดีที่ไม่มีข้อพิพาท ให้ใช้ข้อบังคับต่อไปนี้
(1) ให้เริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาล
(2) ศาลอาจเรียกพยานมาสืบได้เองตามที่เห็นจำเป็นและวินิจฉัยชี้ ขาดตามที่เห็นสมควรและยุติธรรม
(3) ทางแก้แห่งคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้ใช้ได้แต่โดย วิธียื่นอุทธรณ์หรือฎีกาเท่านั้น และให้อุทธรณ์ฎีกาได้แต่เฉพาะใน สองกรณีต่อไปนี้
(ก) ถ้าศาลได้ยกคำร้องขอ ของคู่ความฝ่ายที่เริ่มคดีเสีย ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือ
(ข) ในเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมาย นี้ว่าด้วยการพิจารณาหรือพิพากษาหรือคำสั่ง
(4) ถ้าบุคคลอื่นใดนอกจากคู่ความที่ได้ยื่นฟ้องคดีอันไม่มี ข้อพิพาทได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงหรือโดยอ้อม ให้ถือว่า บุคคลเช่นว่ามานี้เป็นคู่ความและให้ดำเนินคดีไปตามบทบัญญัติ แห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยคดีอันมีข้อพิพาทแต่ในคดีที่ยื่น คำร้องขอต่อศาล เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คำอนุญาต ที่ผู้แทนโดยชอบธรรมได้ปฏิเสธเสีย หรือให้ศาลมีคำพิพากษาหรือ คำสั่งถอนคืนคำอนุญาตอันได้ให้ไว้แก่ไร้ความสามารถนั้นให้ถือว่า เป็นคดีไม่ข้อพิพาท แม้ถึงว่าผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้ไร้ความสามารถนั้นจะได้มาศาลและแสดงข้อคัดค้านในการให้คำอนุญาตหรือถอนคืนคำอนุญาตเช่นว่านั้น





การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1555 หากบิดามีชีวิตอยู่ต้องดำเนินคดีอย่างคดีมีข้อพิพาทคือฟ้องบิดาโดยทำเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 แต่ถ้าบิดาถึงแก่ความตายไปแล้วต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทคือเริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 188(1) ดังนั้น เมื่อผู้ตายซึ่งเป็นบิดาได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว โจทก์จึงต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท ส่วนบทบัญญัติมาตรา 1558 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิที่จะได้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมซึ่งเป็นผลตามมาจากการที่ร้องขอให้ศาลพิพากษาเป็นบุตร มิใช่บทบัญญัติที่ให้อำนาจโจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะทายาทผู้ตายเพื่อให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย





โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรของนายอนุวัติ สินธุบุญ กับนางคำเปาสุขใจ ซึ่งมิได้จดทะเบียนสมรสกัน นายอนุวัติรับราชการครู เป็นสมาชิกช.พ.ค. ครุสภา เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2541 นายอนุวัติถึงแก่ความตายระหว่างมีชีวิตนายอนุวัติได้รับรองต่อบุคคลทั่วไปว่าโจทก์เป็นบุตรนายอนุวัติได้เลิกร้างกับมารดาโจทก์แล้วสมรสกับจำเลย หลังจากนายอนุวัติถึงแก่ความตาย สำนักงาน ช.พ.ค. สอบสวนแล้วได้พิจารณาว่าโจทก์เป็นทายาทนายอนุวัติ จึงได้จ่ายเงินสงเคราะห์ครอบครัวในส่วนของโจทก์จำนวน 28,561.58 บาท ให้แก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์มีข้อขัดข้องในการรับเงินบำเหน็จตกทอดของทายาทนายอนุวัติที่ทางราชการได้กันไว้เป็นส่วนของโจทก์จำนวน 110,000 บาท ซึ่งมีระเบียบของกรมบัญชีกลางว่าต้องมีคำพิพากษาว่าโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายอนุวัติแล้วโจทก์จึงจะได้รับเงินจำนวนดังกล่าว ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายอนุวัติ สินธุบุญ





จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ต่อจำเลย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะทายาทของนายอนุวัติ สินธุบุญ ผู้ตาย ให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายอนุวัติได้หรือไม่ เห็นว่า การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1555 หากบิดามีชีวิตอยู่ต้องดำเนินคดีอย่างคดีมีข้อพิพาทคือฟ้องบิดาโดยเสนอข้อหาทำเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 แต่ถ้าบิดาถึงแก่ความตายไปแล้วต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทคือให้เริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 188(1) เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ตายซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นบิดาได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว โจทก์จึงต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทคือเริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอ มิใช่เสนอคำฟ้องอย่างคดีมีข้อพิพาท ส่วนกรณีที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1558 บัญญัติว่า "การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรของผู้ตายที่ได้ฟ้องภายในอายุความมรดก ถ้าศาลได้พิพากษาว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย เด็กนั้นมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิที่จะได้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม ซึ่งเป็นผลตามมาจากการที่ร้องขอให้ศาลพิพากษาเป็นบุตร หาใช่บทบัญญัติที่ให้อำนาจโจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะทายาทผู้ตายเพื่อให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายไม่ ดังนั้นปัญหาที่ว่าตามคำให้การของจำเลยได้แสดงการโต้แย้งสิทธิว่าโจทก์มิใช่เป็นผู้สืบสันดานของนายอนุวัติและนายอนุวัติไม่เคยอุปการะเลี้ยงดูตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ย่อมเป็นที่ชัดแจ้งว่าจำเลยมีการกระทำการอันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์นั้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะโจทก์มิได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังที่กล่าวมาแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผลฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่ดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท

( สมชัย เกษชุมพล - ชวลิต ศรีสง่า - สุวัตร์ สุขเกษม )


Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Jun 24 2010, 07:46 AM
Post #636


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,908
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



ทำอย่างไรเมื่อมีลูก...นอกสมรส

ปัจจุบันนี้คนหนุ่มสาวใช้ชีวิตอิสระกันมากขึ้น หนุ่มสาวบางคนหลังจากเรียนจบแล้วก็แยกตัวออกจากพ่อแม่พี่น้อง ไปใช้ชีวิตของเธอหรือเขาเองด้วยการซื้อบ้านหรือคอนโดมีเนียมใกล้ๆ ที่ทำงาน พอมีเวลาว่างในวันหยุดก็กลับไปเยี่ยมเยือนพ่อแม่ ยิ่งโดยเฉพาะหนุ่มสาวที่มีภูมิลำเนาจากต่างจังหวัด ก็จำเป็นต้องใช้ชีวิตอิสระในเมือง เพราะเมืองใหญ่ต่างๆ มีโอกาสสำหรับความก้าวหน้าในอาชีพการงานมากกว่าชนบทครับ

รูปแบบการใช้ชีวิตที่เป็นอิสระมากขึ้นนี่แหละครับที่ทำให้รูปแบบครอบครัวในปัจจุบันก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยเฉพาะความคิดเรื่องการแต่งงานในยุคนี้ที่หลายๆ คู่นิยมอยู่กินกันก่อนแต่งงานหรือจดทะเบียนสมรสเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งบุคคลที่อยู่กันก่อนแต่งงานส่วนใหญ่ก็ให้เหตุผลว่าจะได้รู้จักนิสัยใจคอกันให้ดีก่อนตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ในระยะยาว อันนี้ก็เป็นมุมมองและเสรีภาพของแต่ละบุคคลครับ ซึ่งสำหรับการแต่งงานในทัศนะใหม่ (ที่ไม่จดทะเบียนสมรส หรืออยู่กินก่อนแต่งงาน หรืออยู่กินทั้งๆ ที่ไม่แต่งงาน) แม้ไม่สมบูรณ์ในทางกฎหมาย แต่กฎหมายก็ปกป้องคุ้มครองนะครับ

พ่อแม่ไม่จดทะเบียนสมรสกัน

คู่สามีภรรยาบางคู่ที่ไม่ต้องการผูกมัดทางกฎหมาย เพียงแค่เธอกับฉันไว้เนื้อเชื่อใจกัน มีความรักความผูกพันให้กัน มีสังคมครอบครัวที่อยู่รอบข้างรับทราบรับรู้ร่วมกัน แค่นั้นก็เป็นความรักในทัศนะของเธอกับฉันแล้ว แต่เมื่อมีพยานรักคือมี “ลูก” นี่สิครับ กลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะในทางกฎหมายแล้วเด็กต้องมีพ่อมีแม่นะครับ ไม่ได้เกิดจากการแบ่งตัวแบ่งเซลล์เหมือนสัตว์เซลเดียวประเภท “อมีบา” ทั้งนี้ในทางกฎหมายนั้นเนื่องจากแม่เป็นคนอุ้มท้องลูกมานานถึง 9 เดือน กฎหมายถือว่าเด็กคนนั้นเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของคุณแม่ทุกคนทันที ดังนั้นเมื่อสามีภรรยาไม่จดทะเบียนสมรสกัน อำนาจการปกครองเด็ก หรืออำนาจในการกำหนดถิ่นที่อยู่อาศัย ล้วนเป็นอำนาจของแม่เพียงคนเดียว คนอื่นไม่เกี่ยวเลยครับ

ถ้าพ่อจดทะเบียนสมรสซ้อน

กรณีนี้ผู้หญิงหลายคนเข้าใจผิดครับว่า ในเมื่อจดทะเบียนสมรสซ้อนทำให้ใบทะเบียนสมรสนั้นเป็นโมฆะ ความเป็นสามีภรรยาในทะเบียนสมรสซ้อนก็เป็นโมฆะตามไปด้วย ดังนั้นการเป็นพ่อลูกก็ต้องเป็นโมฆะตามไปด้วย ใจเย็นๆครับกฎหมายไม่คิดเช่นนั้นกับกรณีพ่อลูกนะครับ เพราะหากมีการจดทะเบียนสมรสซ้อน กฎหมายจะคุ้มครองเด็กให้มีพ่อ โดยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเด็กเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ชายหากพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าผู้ชายคนนั้นเป็นพ่อเด็ก แม้จะจดทะเบียนสมรสซ้อนก็ตาม ดังนั้นคุณผู้ชายที่นิยมจดทะเบียนสมรสหลายครั้ง ก็ต้องรับผิดชอบต่อเด็กที่เกิดมาอยู่ดีครับ

หญิงฟ้องชายให้รับเด็ก…เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย

ผู้ชายบางคนไม่มีความรับผิดชอบ หรือไม่ค่อยแน่ใจครับว่าลูกในครรภ์ของผู้หญิง เป็นลูกของเขาหรือชายอื่นจึงออกลวดลายลีลาแตะถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผู้หญิงคลอด หากเป็นเช่นนี้ คุณผู้หญิงจำเป็นต้องฟ้องคดีให้ชายรับเด็กเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ตาม กม.แพ่งและพาณิชย์มาตรา 1555 (6) ซึ่งคุณผู้หญิงต้องพิสูจน์ให้ได้นะครับว่า เด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของชายอื่น หรือชายผู้นั้นมีเพศสัมพันธ์กับผู้เป็นมารดาในระยะเวลาซึ่งอาจตั้งครรภ์ได้ ซึ่งแน่นอนว่าศาลต้องมีวิธีการหาความจริง เพื่อให้มีคนรับผิดชอบต่อชีวิตใหม่ที่คลอดออกมาครับ อย่างไรก็ตามการฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตร จะฟ้องได้เมื่อเด็กได้คลอดจากครรภ์ของแม่และมีชีวิตอยู่เป็นสภาพบุคคลคือคลอดออกมาแบบรอดปลอดภัยครับ

หลักฐานว่าได้อุปการะ...หรือจะอุปการะเด็ก

หากคุณผู้หญิงมีเอกสารของพ่อเด็กที่ได้แสดงไว้ว่า เด็กนั้นเป็นบุตรของเขา คุณก็สามารถร้องต่อศาล เพื่อให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายได้ครับ ซึ่งอาจเป็นหนังสือที่แสดงไว้โดยตรงหรือโดยปริยายก็ได้ โดยหนังสือที่ว่านี้จะทำไว้ให้กับแม่ของเด็ก หรือบุคคลอื่นก็ได้ ไม่ว่าจะทำโดยสมัครใจ หรือถูกบังคับก็ตาม เช่น ทำไว้ให้กับเจ้านายหรือผู้บังคับบัญชาในขณะที่แม่เด็กได้ร้องเรียนทางวินัย ซึ่งทำให้พ่อเด็กยอมทำหนังสือว่าจะรับผิดชอบค่าอุปการะเลี้ยงเด็ก เพราะเขาเป็นพ่อ

หรือหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการที่คุณกับผู้ชายคนนั้นได้อยู่กินกันอย่างเปิดเผย ในระยะเวลาที่ผู้หญิง อาจตั้งครรภ์ได้ เช่น การส่งเสียเงินทอง การเลี้ยงดูกัน โดยมีพยานรู้เห็นทั่วไป รวมทั้งพฤติกรรมอื่นๆ ที่เป็นที่รู้โดยทั่วไปตลอดมาว่าเป็นบุตร เช่น ฝ่ายชายให้เด็กใช้นามสกุลของตน ฝ่ายชายแสดงต่อบุคคลอื่น ว่าเด็กคนนั้นเป็นลูก แบบนี้จะยิ่งทำให้การฟ้องรับรองบุตรมีผลมากยิ่งขึ้นครับ

วิธีการ...ฟ้องร้องเรียกค่าอุปการะลูก

การฟ้องร้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร สามารถฟ้องรวมกันไปเป็นคดีเดียวกันกับการฟ้องให้ศาล พิพากษาว่าเด็กเป็นบุตร เพราะถ้าศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตร ศาลก็จะกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในคดีนั้นไปด้วยกันเลยก็ได้ครับ ซึ่งในการฟ้องนั้นเนื่องจากเด็กยังเป็นผู้เยาว์และกฎหมายไม่ให้ลูกฟ้องพ่อฟ้องแม่ (คดีอุทลุม) ดังนั้นคุณผู้เป็นแม่ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของลูกสามารถยื่นฟ้องแทนลูกได้เลยครับ

ในเรื่องการเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ฝ่ายชายรับเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น ผมแนะนำให้คุณผู้หญิงเรียกฝ่ายชายมาคุยเรื่องค่าเลี้ยงดูบุตรก่อน เช่นให้ตกลงกันว่าจะช่วยค่าเลี้ยงดูบุตรเดือนละเท่าไหร่ แล้วทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อกันไว้ หากฝ่ายชายไม่ยอมมาคุยด้วย คุณก็นำคดีขึ้นฟ้องศาลเพื่อเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรได้ครับ

คนเราเมื่อเป็นพ่อเป็นแม่คนก็ต้องทำหน้าที่เลี้ยงดูลูกขณะเป็นผู้เยาว์ด้วยนะครับ ซึ่งแม้จะเป็นลูกนอกสมรส กฎหมายก็กำหนดให้พ่อและแม่โดยสายเลือดต้องทำหน้าที่เลี้ยงดูลูก เพราะไม่เช่นนั้นสังคมเราคงยุ่งวุ่นวาย ฉันใดฉันนั้นเมื่อเด็กเติบโตขึ้นมาก็ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ซึ่งก็คือหน้าที่ตามกฎหมายและหน้าที่ของคนเป็นลูกด้วยครับ

Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Jun 27 2010, 10:44 AM
Post #637


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,908
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



นามสกุลเด็กแรกเกิด/ชายไม่ได้เอกสารไปแจ้งเกิด

สอบถามเรื่องการขอใช้นามสกุลฝ่ายชายค่ะ นาง ก บอกฝ่ายชายว่าท้อง แต่ฝ่ายชายได้เลิกกันตั้งแต่ฝ่ายหญิงบอกว่าท้องได้ 1 เดือน (ท้องจริงรึป่าวไม่ทราบ) พอผ่านไป 1 ปีฝ่ายหญิงบอกว่าให้ลูกเกิดแล้ว และใช้นามสกุลฝ่ายชาย แต่ฝ่ายชายไม่เคยนำหลักฐานใด ๆ ไปมอบให้กับ นาง ก ในเรื่องของการยินยอมให้เด็กใช้นามสกุลฝ่ายชาย ไม่ทราบว่าหาก นาง ก ไม่มีหลักฐานใด ๆ เกี่ยวกับฝ่ายชายเลย เด็กคนนั้นจะใช้นามสกุลฝ่ายชายได้หรือไม่

ตอบ

โดยหลักสิทธิของบุตรในอันที่จะใช้ชื่อสกุลของบิดานั้น ต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย คือ เป็นบุตรที่เกิดมาจากหลังจากบิดามารดาจดทะเบียนสมรสกัน และปัจจุบันกฎหมายได้แก้ไขว่า จะเลือกให้บุตรชอบใช้ชื่อนามสกุลของบิดาหรือมารดาก็ได้ อย่างไรก็ตามกรณีของบุตรนอกสมรสนั้น ในทางกฎหมาย ยังถือว่าไม่มีความสัมพันธ์อันใดกับบิดา เว้นเสียแต่บุตรนอกสมรสได้กลายเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายในภายหลัง คือ ศาลมีคำพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตร หรือ บิดามารดาจดทะเบียนสมรสกันในภายหลัง หรือ บิดาจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรดังกล่าวมาแล้ว เด็กจึงมีสิทธิจะใช้ชื่อสกุลของชายผู้เป็นบิดาได้
และตาม พ.ร.บ.ชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 มาตรา 11 บุคคลผู้เป็นเจ้าของชื่อสกุล จะต้องอนุญาตให้ใช้ชื่อสกุลด้วย โดยทำเป็นหนังสือสำคัญแสดงการอนุญาต ดังนั้น ถ้าบิดายอมให้บุตรนอกสมรสใช้ชื่อสกุล แม้บิดาจะมีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว แต่ภริยาชอบด้วยกฎหมายมีเพียงสิทธิจะใช้ชื่อสกุลของสามี ได้ ตาม พ.ร.บ.ชื่อบุคคลและที่แก้ไขเพิ่มเติม เคยมีการฟ้องร้องในทำนองนี้ และศาลได้ตัดสินไว้ว่า ภริยาชอบด้วยกฎหมายจะฟ้องบุตรนอกสมรสของสามีใช้ชื่อสกุลของสามีอันเป็นการละเมิดต่อภริยาชอบด้วยกฎหมายของบิดาไม่ได้

ตัวบทกฎหมายอ้างอิง
พระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ. 2505
มาตรา 11 ผู้จดทะเบียนตั้งชื่อสกุลจะอนุญาตให้ผู้มีสัญชาติไทยผู้ใดร่วมใช้ชื่อสกุลของตนก็ได้ โดยยื่นคำขอต่อนายทะเบียนท้องที่ในท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร
การอนุญาตตามมาตรานี้ จะสมบูรณ์ต่อเมื่อนายทะเบียนท้องที่ได้ออกหนังสือสำคัญแสดงการอนุญาตให้ใช้ชื่อสกุลให้แก่ผู้ที่จะใช้ชื่อสกุลนั้น
ในกรณีที่ผู้จดทะเบียนตั้งชื่อสกุลตายแล้ว ให้ผู้สืบสันดานของผู้จดทะเบียนตั้งชื่อสกุลในลำดับที่ใกล้ชิดที่สุดซึ่งยังมีชีวิตอยู่และใช้ชื่อสกุลนั้นมีสิทธิอนุญาตตามวรรคหนึ่ง


Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Jun 27 2010, 10:49 AM
Post #638


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,908
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



คนละนามสกุลกับแม่ ถ้าเราตายที่ดินของเราคุณแม่จะได้หรือไม่

อยู่กับคุณแม่สองคนค่ะ คุณพ่อเสียไปแล้วตอนนี้คุณแม่เป็นผู้จัดการมรดก แต่พ่อกับแม่ไม่ได้จดทะเบียนกัน หนูใช้นามสกุลของพ่อทำให้แม่กับหนูเป็นคนละนามสกุลกันค่ะ ตอนนี้จะเอาที่ไปจำนองกับธนาคารจึงจะโอนมาเป็นชื่อของหนู หนูจึงอยากถามว่า
- การโอนที่ดินต้องทำอย่างไร ต้องใช้เวลาดำเนินการนานขนาดไหน และมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างคะ
- ถ้าที่ดินเป็นชื่อหนูแล้วหนูเกิดมีอันเป็นไป ที่ดินนี้จะยังได้เป็นของคุณแม่อยู่มั้ยคะ ตอนนี้คุณแม่กลัวว่าเป็นคนละนามสกุลกัน แล้วที่ดินจะตกเป็นของญาติพี่น้องฝั่งของพ่อไปค่ะ


ตอบ

การที่คุณพ่อและคุณแม่ของท่านไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน จึงไม่เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงย่อมถือว่าท่านเป็นบุตรที่เกิดจากมารดาที่ไม่ได้มีการสมรสกับบิดาตามกฎหมายให้ถือว่าท่านเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของคุณแม่นั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1546 เพราะฉะนั้นแม้ท่านจะใช้นามสกุลของคุณพ่อ โดยให้ท่านและคุณแม่ใช้นามสกุลคนละนามสกุลกันก็ตาม ซึ่งกฎหมายไม่ได้บัญญัติเอาไว้ว่า หากบุตรกับมารดาไม่มีนามสกุลเดียวกันแล้ว จะทำให้เป็นบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีสิทธิรับมรดกซึ่งกันและกันได้แต่อย่างใด ดังนั้น ตามกฎหมายแล้วมารดาย่อมเป็นมารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของท่านซึ่งเป็นบุตรเสมอ
1. คุณแม่ในฐานะเป็นผู้จัดการมรดก ย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกและแบ่งปันทรัพย์มรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 และคุณแม่สามารถทำการโอนที่ดินดังกล่าวมาเป็นชื่อของท่านได้ ซึ่งการโอนที่ดินดังกล่าวคุณแม่และท่าน ซึ่งเป็นผู้รับโอนต้องไปยัง ณ สำนักงานที่ดินแห่งท้องที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่ในเขตเพื่อดำเนินการโอนและรับโอน โดยใช้เวลาอย่างมากไม่เกิน 3 ชั่วโมง โดยท่านกับคุณแม่จะต้องไปยังสำนักงานที่ดินตอนเช้า ๆ เพื่อจะได้คิวแรก ๆ โดยเสียค่าธรรมเนียมการโอนตามอัตราที่สำนักงานที่ดินกำหนด
2. หากภายหลังท่านถึงแก่ความตายก่อนคุณแม่ โดยที่มีที่ดินซึ่งมีชื่อของท่านเป็นเจ้าของ ที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นทรัพย์มรดกของท่าน ย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม เมื่อปรากฎว่าท่านไม่มีบุตรเป็นผู้สืบสันดาน ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับ 1 ที่มีสิทธิได้รับมรดกแล้ว ที่ดินมรดกดังกล่าวย่อมตกได้แก่คุณแม่ ซึ่งเป็นมารดาชอบด้วยของท่านเจ้ามรดกและเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 2 ตามกฎหมายย่อมมีสิทธิได้รับที่ดินนั้นแต่เพียงผู้เดียว แม้จะมีชื่อสกุลคนละชื่อกับท่านก็ตาม ไม่เป็นเรื่องสำคัญ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1620, มาตรา 1629(2)


เพราะฉะนั้น ท่านและคุณแม่จึงไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลว่า ที่ดินจะตกเป็นของญาติพี่น้องฝ่ายพ่อไปแต่ประการใด ญาติฝ่ายพ่อย่อมไม่มีสิทธิได้รับมรดกในที่ดินนั้นด้วย


ตัวบทกฎหมายอ้างอิง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1546 เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา 1620 ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้หรือทำพินัยกรรมไว้แต่ไม่มีผลบังคับได้ ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย
ถ้าผู้ใดตายโดยได้ทำพินัยกรรมไว้ แต่พินัยกรรมนั้นจำหน่ายทรัพย์หรือมีผลบังคับได้แต่เพียงบางส่วนแห่งทรัพย์มรดก ให้ปันส่วนที่มิได้จำหน่ายโดยพินัยกรรม หรือส่วนที่พินัยกรรมไม่มีผลบังคับให้แก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย

มาตรา 1629 ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรค 2 แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดั่งต่อไปนี้ คือ
(2) บิดามารดา

มาตรา 1719 ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็น เพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก




This post has been edited by สีทอง: Jun 27 2010, 10:50 AM
Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Jun 27 2010, 10:56 AM
Post #639


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,908
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



ต้องการรับหลานเป็นบุตรบุญธรรมเพราะกลัวปัญหาในอนาคต

ผมเป็นข้าราชการ(ยังไม่เคยแต่งงาน) ได้รับลูกน้องชายมาเลี้ยงดูซึ่งเป็นแฝดหญิง ตอนนี้ผมเองก็มีความรู้สึกว่าผมเองไม่ใช่คนโสดมากว่า 15 ปี เพราะน้องชายเสียชีวิตมากว่า 15 ปีแล้ว ส่วนน้องสะใภ้ก็ได้หายสาบสูญไปพร้อมๆกัน ตั้งแต่เด็กยังไม่ถึงเดือนและไม่เคยได้ติดต่อมาเลย ผมเองต้องรับภาระเลี้ยงดูในฐานะพ่อมาตลอด และให้การเลี้ยงดูด้วยความรัก ความอบอุ่นเป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้เด็กมีความรู้สึกที่ขาด ตอนนี้เด็กก็อายุก็ย่างเข้า 15 ปี ผมจึงอยากรับเด็กทั้งสองเป็นบุตรบุญธรรมให้ถูกต้องตามกฎหมาย และต้องการเปลี่ยนนามสกุล มาเป็นนามสกุลของผม ซึ่งปัจจุบันเด็กใช้นามสกุลของผู้เป็นตา เพราะเป็นคนแจ้งเกิด ผมกลัวเด็กมีปัญหาในอนาคต แม่เด็กก็ติดตามไม่ได้ไม่รู้อยู่ที่ไหน ผมเองหนักใจมากไม่รู้จะทำยังไง เพราะตามกฎหมายบอกว่าให้บิดาหรือมารดาที่ยังมีชีวิตอยู่มาเซ็นต์รับรอง ส่วนลูกๆซึ่งในฐานะบุตรบุญธรรมจะได้สิทธิอะไรหรือไม่ผมไม่หวังครับ เพียงแต่อยากให้เด็กใช้นามสกุลของผม เพื่อได้เป็นพ่อลูกที่สมบูรณ์ครับ (ผมหวังแค่นี้ครับ) ผมจึงขอเรียนถามแนวปฏิบัติครับ


ตอบ


การที่ท่านประสงค์จะรับเด็กทั้งสองคนซึ่งเป็นผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมให้ถูกต้องตามกฎหมายซึ่งตาม ป.พ.พ.มาตรา 1598/21 ได้กำหนดให้ การรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมชองบิดาและมารดาของผู้จะเป็นบุตรบุญธรรม ในกรณีที่บิดาหรือมารดาใดคนหนึ่งตาย หรือถูกถอนอำนาจปกครอง ต้องได้รับความยินยอมของมารดาหรือบิดาซึ่งยังมีอำนาจปกครอง และถ้าไม่มีผู้มีอำนาจให้ความยินยอมดังกล่าว หรือมีแต่บิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่ง หรือมีแต่บิดาหรือทั้งสองคนไม่สามารถแสดงเจตนาให้ความยินยอมของบิดาหรือมารดาของผู้เยาว์ได้
เพราะฉะนั้น กรณีของท่าน เมื่อมีเหตุขัดข้องในการยื่นคำขอจดทะเบียนรับเด็กทั้งสองคนผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม เพราะบิดาของเด็กน้องชายของท่านได้ถึงแก่ความตาย จึงไม่อาจให้ความยินยอมได้ประกอบกับมารดาเด็กก็ได้หายไปด้วย โดยท่านไม่สามารถทราบได้ว่าเขาไปอยู่ที่แห่งใด จึงเป็นกรณีที่บิดาและมารดาของผู้เยาว์ทั้งหมดไม่สามารถแสดงเจตนาให้ความยินยอมในการที่ท่านขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมได้ ดังนั้น ท่านซึ่งเป็นผู้ประสงค์จะขอรับเด็กทั้งสองเป็นบุตรบุญธรรม ก็ย่อมมีสิทธิตามกฎหมายว่าที่จะร้องต่อศาล ให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของบิดาและมารดาของผู้เยาว์นั้นได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/21
อนึ่ง ตามกฎหมายแล้ว บุตรบุญธรรมย่อมมีฐานะเป็นอย่างเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรม ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1598/28 เพราะฉะนั้น เมื่อท่านจดทะเบียนรับเด็กทั้งสองคนเป็นบุตรธรรมแล้ว ตามกฎหมายเด็กทั้งสองซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมย่อมมีสิทธิใช้ชื่อสกุลของท่านซึ่งเป็นบิดาผู้รับบุตรธรรมได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1561 ประกอบด้วย 1598/28 วรรคสอง เพราะฉะนั้น ท่านในฐานะเป็นผู้รับบุตรบุญธรรม และเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กทั้งสองผู้เยาว์ ย่อมมีสิทธิดำเนินการขอเปลี่ยนนามสกุลของเด็กทั้งสองคนบุตรบุญธรรมนั้นได้ ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย

ตัวบทกฎหมายอ้างอิง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1598/21 การรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของบิดาและมารดาของผู้จะเป็นบุตรบุญธรรม ในกรณีที่บิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งตายหรือถูกถอนอำนาจปกครองต้องได้รับความยินยอมของมารดาหรือบิดาซึ่งยังมีอำนาจปกครอง
ถ้าไม่มีผู้มีอำนาจให้ความยินยอมดังกล่าวในวรรคหนึ่ง หรือมีแต่บิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนไม่สามารถแสดงเจตนาให้ความยินยอมได้หรือไม่ให้ความยินยอมและการไม่ให้ความยินยอมนั้นปราศจากเหตุผลอันสมควรและเป็นปฏิปักษ์ต่อสุขภาพ ความเจริญหรือสวัสดิภาพของผู้เยาว์ มารดาหรือบิดาหรือผู้ประสงค์จะขอรับบุตรบุญธรรมหรืออัยการจะร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมตามวรรคหนึ่งก็ได้

มาตรา 1598/28 บุตรบุญธรรมย่อมมีฐานะอย่างเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้น แต่ไม่สูญสิทธิและหน้าที่ในครอบครัวที่ได้กำเนิดมา ในกรณีเช่นนี้ ให้บิดามารดาโดยกำเนิดหมดอำนาจปกครองนับแต่วันเวลาที่เด็กเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว
ให้นำบทบัญญัติในลักษณะ 2 หมวด 2 แห่งบรรพนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม


Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Jun 27 2010, 10:58 AM
Post #640


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,908
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



การรับบุตรบุญธรรม

อยากทราบว่าถ้าต้องการยกลูกให้เป็นบุตรบุญธรรมของพ่อและแม่ของตัวดิฉันเอง ต้องทำอย่างไร เพราะตอนนี้ดิฉันมีลูก 1 คนซึ่งอายุเพียง 2 ขวบกว่า และดิฉันก็ไม่ได้อยู่กับสามีและเราไม่ได้จดทะเบียนกัน การยกลูกให้พ่อกับแม่ของดิฉัน ดิฉันสามารถเป็นฝ่ายที่ยินยอมเพียงฝ่ายเดียวได้หรือไม่โดยไม่ต้องรับความยินยอมจากสามี



การรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของบิดาและมารดาของผู้จะเป็นบุตรบุญธรรม
กรณีที่บิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งตายหรือถูกถอนอำนาจปกครองต้องได้รับความยินยอมของบิดาหรือมารดา ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/21 วรรคแรก
ดังนั้น คุณไม่สามารถให้ความยินยอมเพียงฝ่ายเดียวได้ ต้องได้รับความยินยอมจากสามีก่อน แม้ว่าจะมิได้มีการจดทะเบียนสมรสกันก็ตาม เพราะสามีของคุณยังมีอำนาจปกครองบุตรอยู่
อย่างไรก็ตาม หากสามีคุณไม่ให้ความยินยอมโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรและเป็นปฏิปักษ์ต่อสุขภาพความเจริญ หรือสวัสดิภาพของผู้เยาว์ คุณสามารถร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตแทนการให้คามยินยอมได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/21 วรรคสอง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Jun 27 2010, 11:01 AM
Post #641


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,908
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



บุตรเป็นสิทธิของใคร



กรณีบิดามารดา มีการจัดแต่งงาน แต่ไม่ได้มีการจดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน บิดามีการเซ็นรับรองที่โรงพยาบาล ให้ใช้นามสกุลบิดา และโอนบุตรเข้าทะเบียนบ้านของบิดา

หากบิดามารดาต้องการเลิกกัน บุตรเป็นสิทธิของใคร

และจะทำอย่างไรให้บุตรเป็นสิทธิของมารดา สามารถเปลี่ยนนามสกุล และย้ายทะเบียนบ้านได้




1. มีการจัดการแต่งงานแต่ไม่ได้มีการจดทะเบียนสมรส

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1457 บัญญัติไว้ว่า---- การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น

หมายความว่า แม้ว่าชาย-หญิงจะได้จัดงานเลี้ยงเชิญแขกผู้มีเกียรติ์มาในงานเป็นแสนมีนายกรัฐมนตรีมาเป็นแขกด้วยก็ตาม แต่ถ้าไม่จดทะเบียนสมรสกันที่สำนักงานเขต ก็ไม่ทำให้ชาย-หญิง คู่นั้นกลายเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายครับ

2. มาตรา 1547 บัญญัติว่า " เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้มีการสมรสกันจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อ บิดามารดาได้สมรสกันในภายหลัง หรือ บิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร

มาตรา 1546 เด็กเกิดจากหญิงที่ไม่ได้มีการสมรสกับชายให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น

หมายความว่า บุตรของคุณไม่ใช่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย การที่จะให้บุตรเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายในภายหลังนั้นมี 3 วิธีคือ 1. บิดามารดาจดทะเบียนสมรสกันภายหลัง 2. บิดาไปจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร 3. ฟ้องร้องให้ศาลมีคำสั่งว่าเด็กเป็นบุตร

ดังนั้นการที่คุณจัดงานแต่งงาน ให้ใช้นามสกุล เซ็นรับรองที่โรงพยาบาลว่าเป็นบุตรนั้นถือว่าเป็นการรับรองทางพฤตินัยว่าเขาเป็นบุตรนอกกฎหมายของคุณทำให้เด็กนั้นมีสิทธิรับมรดกของคุณเท่านั้น แต่คุณเป็นบิดานอกกฎหมายที่ไม่มีสิทธิรับมรดกของบุตร หรือฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะเมื่อเด็กนั้นเสียชีวิตครับ

แต่เด็กที่เกิดมาถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของมารดาเสมอครับ

3. มาตรา 1566 บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา

หมายความว่า เด็กผู้เยาว์ที่อายุยังไม่ครบ 20 ปีต้องอยู่ภายใต้การดูแล หรือใต้อำนาจปกครองของบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น

เมื่อคุณไม่ใช่บิดาที่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่มีสิทธิที่จะใช้อำนาจปกครองกับบุตรของคุณ ดังนั้นตามหลักเกณท์ข้างต้นมารดาย่อมเป็นมารดาที่ชอบด้วยกฎหมายเสมอนั้น ย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กได้ครับ

ทางแก้ก็คือฟ้องขอให้ศาลสั่งว่าเด็กเป็นบุตรเมื่อมีคำสั่งศาลแล้วคุณจึงมีสิทธิใช้อำนาจปกครองครับ

4. การที่บุตรมีทะเบียนอยู่ในทะเบียนบ้านของคุณไม่ทำให้เกิดสิทธิใดๆตามกฎหมายครับ

5. หากบิดามารดาต้องการเลิกกัน ใครเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร(บุตรไม่ใช่ทรัพย์สินที่จะถือครองกรรมสิทธิ์)

ก็เป็นมารดาที่ชอบด้วยกฎหมายครับที่มีสิทธิใช้อำนาจปกครองบุตร

6. คำถาม --และจะทำอย่างไรให้บุตรเป็นสิทธิของมารดา สามารถเปลี่ยนนามสกุล และย้ายทะเบียนบ้านได้

มาตรา 1561--บุตรมีสิทธิใช้ชื่อสกุลของบิดา

ในกรณีที่บิดาไม่ปรากฎ บุตรมีสิทธิใช้ชื่อสกุลของมารดา

สามารถดำเนินการได้


กรณีบุตรเป็นผู้เยาว์ ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฏหมาย อำนาจการปกครองอยู่กับมารดา ตามนัย ประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 ( วรรคท้าย ) มารดาจึงสามารถใช้อำนาจปกครองทำการแทนบุตรซึ่งไม่บรรลุนิติภาวะ เพื่อขอแก้ไขชื่อสกุลของมารดาได้โดยไม่ต้องให้บิดาไปให้ความยินยอมแต่อย่างใด

กรณีบุตรบรรลุนิติภาวะ เป็นสิทธิของบุตรที่จะดำเนินการได้ด้วยตนเอง โดยยื่นคำร้องที่นายทะเบียนอำเภอ/นายทะเบียนท้องที่ พร้อม สูติบัตรบุตร สำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของมารดาเพื่อให้นายทะเบียนประกอบการพิจารณาต่อไป

ส่วนการย้ายทะเบียนบ้านมารดาก็ใช้สิทธิผู้มีอำนาจปกครองเด็กย้ายทะเบียนบ้านปลายทางได้โดยไม่ต้องยุ่งกับทะเบียนบ้านเดิมครับ




Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Jun 27 2010, 11:03 AM
Post #642


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,908
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



บุตรนอกสมรสใช้นามสกุลของบิดา


คำถาม
การที่ดิฉันมีความสัมพันธ์กับชายซึ่งมีภริยาที่จดทะเบียนสมรส และดิฉันกำลังท้อง ถ้าสามีให้ลูกใช้นามสกุลของสามี นับแต่นั้นเท่ากับว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีแล้วใช่หรือไม่ และภริยาที่มีทะเบียนสมรสทราบ เธอจะฟ้องเพิกถอนนามสกุลของเด็กที่ใช้นามสกุลของบิดาได้หรือไม่


คำตอบ
บุตรนอกสมรสจะกลายเป็นบุตรชอบด้วยกฎ หมายของบิดาได้ มี 3 ประการ คือ 1.มีการฟ้องร้องต่อศาล จนศาลมีคำพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตร 2.บิดามารดาจดทะเบียนสมรสกันในภายหลัง หรือ 3.บิดาจดทะเบียนรับรองบุตร ดังนั้นการที่บุตรนอกสมรสเพียงแต่ได้ใช้ นามสกุลของบิดายังไม่ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดา อย่างไรก็ตามการที่บิดาได้ยอมให้บุตรนอกสมรสใช้นามสกุลของบิดาจะเป็นเหตุแห่งการที่มารดาของเด็กจะฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายได้

โดยหลักสิทธิของบุตรในอันที่จะใช้ชื่อนามสกุลของบิดานั้น ต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายคือเป็นบุตรที่เกิดมาหลังจากบิดามารดาจดทะเบียนสมรสกัน และปัจจุบันกฎหมายได้แก้ไขว่าจะเลือกให้บุตรชอบใช้ชื่อนามสกุลของบิดาหรือมารดาได้ อย่างไรก็ตามกรณีของบุตรนอกสมรสนั้นในทางกฎหมายยังถือว่าไม่มีความสัมพันธ์อันใดกับบิดาเว้นเสียแต่บุตรนอกสมรสได้กลายมาเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายในภายหลัง คือ ศาลมีคำพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตร หรือบิดามารดาจดทะเบียนสมรสกันในภายหลัง หรือบิดาจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร ดังกล่าวมาแล้ว เด็กจึงจะมีสิทธิใช้ชื่อสกุลของชายผู้เป็นบิดาได้

พระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 มาตรา 11 บุคคลผู้เป็นเจ้าของชื่อสกุล จะต้องอนุญาตให้ใช้ชื่อสกุลด้วย โดยทำเป็นหนังสือสำคัญแสดงการอนุญาต ดังนั้นถ้าบิดายอมให้บุตรนอกสมรสใช้ชื่อสกุล แม้บิดาจะมีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว แต่ภริยาชอบด้วยกฎหมายมีเพียงสิทธิจะใช้ชื่อสกุลของสามีได้ตามพระราชบัญญัติชื่อบุคคลและที่แก้ไขเพิ่มเติม เคยมีการฟ้องร้องกันในทำนองนี้และศาลได้ตัดสินไว้ว่าภริยาชอบด้วยกฎหมายจะฟ้องว่าบุตรนอกสมรสของสามีใช้ชื่อนามสกุลของสามีอันเป็นการละเมิดต่อภริยาชอบด้วยกฎหมายของบิดาไม่ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 1435/2523)

กรณีนี้จะแตกต่างจากการที่สามียินยอมให้ภริยานอกสมรสใช้นามสกุลของสามีเพราะกระทบต่อภริยาชอบด้วยกฎหมาย และเคยมีการพิพาทกันมาแล้วเช่นกัน จนต้องเลี่ยงมาใช้วิธีที่มารดาสามีซึ่งใช้นามสกุลเดียวกันเป็นผู้อนุญาตให้ภริยานอกสมรสใช้นามสกุลของมารดาสามีแทน


Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Jun 27 2010, 11:06 AM
Post #643


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,908
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



ถามตอบเรื่องทะเบียนชื่อสกุล

ถ้าต้องการเปลี่ยนชื่อสกุลบุตรที่เกิดโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส เปลี่ยนมาใช้ชื่อสกุลมารดาได้หรือไม่

ถ้าได้ต้องทำอย่างไรบ้าง

คำตอบ
สามารถดำเนินการได้

กรณีบุตรเป็นผู้เยาว์ ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฏหมาย อำนาจการปกครองอยู่กับมารดา ตามนัย

ประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 ( วรรคท้าย ) มารดาจึงสามารถใช้อำนาจปกครอง

ทำการแทนบุตรซึ่งไม่บรรลุนิติภาวะ เพื่อขอแก้ไขชื่อสกุลของมารดาได้โดยไม่ต้องให้บิดาไปให้ความ

ยินยอมแต่อย่างใด

กรณีบุตรบรรลุนิติภาวะ เป็นสิทธิของบุตรที่จะดำเนินการได้ด้วยตนเอง โดยยื่นคำร้องที่นายทะเบียน

อำเภอ/นายทะเบียนท้องที่ พร้อม สูติบัตรบุตร สำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของมารดา

เพื่อให้นายทะเบียนประกอบการพิจารณาต่อไป



ถ้าแต่งงานแล้วจดทะเบียนเรียบร้อย แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนนามสกุล จะมีความผิดหรือไม่
คำตอบ
หญิงมีสามีที่ได้จดทะเบียนสมรสแล้ว กฏหมายบังคับให้ใช้ชื่อสกุลของสามี ( พรบ.ชื่อบุคคลฯ มาตรา 12 )

โดยนำใบสำคัญการสมรส ( คร.3 ) ไปแสดงต่อนายทะเบียนท้องถิ่น หรือนายทะเบียนอำเภอท้องที่ที่ตนมีภูมิลำเนา

อยู่แล้วแต่กรณี เพื่อขอแก้ไขชื่อสกุลในทะเบียนบ้าน ( ทร.14 ) ตามสามี



การเปลี่ยนชื่อสกุล ผู้ที่เปลี่ยนจำเป็นต้องเดินทางไปด้วยตนเองหรือไม่ มอบฉันทะได้หรือไม่

คำตอบ
เป็นสิทธิเฉพาะตัวบุคคล ไม่สามารถมอบฉันทะได้ ยกเว้นกรณีผู้เยาว์ให้บิดามารดาหรือผู้ปกครอง

ยื่นคำร้องแทน



ถ้าต้องการเปลี่ยนนามสกุลบุตรของแม่ แต่ว่าพ่อกับแม่เลิกกันแล้ว จะเปลี่ยนนามสกุลเป็นของแม่

ได้หรือไม่
คำตอบ
สามารถดำเนินการได้

กรณีบิดามารดาเป็นสามีภรรยากันโดยชอบด้วยกฏหมาย แต่ได้จดทะเบียนการหย่าถูกต้องตาม

กฏหมายแล้ว โดยบุตรอยู่ในความปกครองของมารดา ตามนัยประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1520 หรือบิดาทิ้งร้างกับมารดาไปและไม่ทราบที่อยู่ของบิดา ไม่สามารถเรียกบิดามาให้

ความยินยอมได้และบุตรอยู่ในความปกครองของมารดามาตลอด มารดาสามารถใช้อำนาจปกครอง

ทำการแทนบุตรซึ่งเป็นผู้เยาว์เพื่อขอแก้ชื่อสกุลบิดาไปใช้ชื่อสกุลของมารดาได้ ตามนัยประมวลกฎหมาย

แพ่งและพาณิชย์มาตรา 1566 (2) คือไม่แน่นอนว่าบิดามีชีวิตหรือตาย

กรณีบิดามารดาเป็นสามีภรรยากันโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

1. บุตรเป็นผู้เยาว์ ไม่ปรากฎบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย อำนาจการปกครองอยู่กับมารดา ตามนัยประมวล

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 (วรรคท้าย) มารดาจึงสามารถใช้อำนาจปกครองทำการแทนบุตร

ซึ่งไม่บรรลุนิติภาวะ เพื่อขอแก้ชื่อสกุลของมารดา ได้โดยไม่ต้องให้บิดาไปให้ความยินยอมแต่อย่างใด

2. บุตรบรรลุนิติภาวะเป็นสิทธิของบุตรที่จะดำเนินการได้ด้วยตนเอง โดยยื่นคำร้องที่นายทะเบียนอำเภอ

นายทะเบียนท้องที่ พร้อม สูติบัตรบุตร สำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของมารดา เพื่อให้

นายทะเบียนประกอบการพิจารณาต่อไป
Go to the top of the page
 
+Quote Post

40 Pages V  « < 31 32 33 34 35 > » 
Reply to this topicStart new topic
1 User(s) are reading this topic (1 Guests and 0 Anonymous Users)
0 Members:

 



RSS Lo-Fi Version Time is now: 2nd September 2014 - 03:53 AM



สนใจกระทู้ปักหมุดในบอร์ดซื้อขายหรือโฆษณาติดต่อ >>คลิ๊ก<<

website monitoring
eXTReMe Tracker