ThaiDVD.NET

Welcome Guest ( Log In | Register )




> ขอความร่วมมือจากสมาชิกทุกท่าน


1. ห้ามโพสท์ลิงค์หรือเว็บไซท์ที่มีการขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ห้ามโพสท์ลิงค์เพลง MP3
2. ห้ามโพสท์ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการเมืองในทุกฟอรั่ม
3. ห้ามโพสท์โปรโมทกระทู้เพื่อขายของ อยากขายเชิญใช้บริการห้องกระเป๋าแบนแฟนทิ้ง -->>

8 Pages V  « < 2 3 4 5 6 > »   
Reply to this topicStart new topic
เรื่องราวสยองขวัญ เขย่าขวัญ ตำนานต่างๆ ผีไทย ผีเทศ, ขอรวบรวมไว้ในกระทู้นี้ครับ
สีทอง
post Oct 28 2010, 08:22 PM
Post #61


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,906
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126






Halloween เทศกาลผีๆของฝรั่ง วันที่ผู้คนออกมาแต่งตัวเป็นชุดผี

โดยเฉพาะเด็กๆที่พากันแต่งชุดผีออกไปเคาะตามประตูบ้านคนอื่น ๆ แล้วเอ่ยคำว่า " trick or treat ! " เพื่อขอขนม ของขวัญ หรือสินน้ำใจเล็ก ๆ น้อยที่เจ้าของบ้านจะหยิบยื่นให้ ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะได้ทุกครั้งเสมอไป

แต่ถ้าได้ก็จะขอบคุณและ อวยพรขอให้เจ้าของบ้านนั้นๆรอดพ้นจากภูติผี ปีศาจ หรือคำสาปภัยอันตรายต่างๆทั้งปวง แต่ใครจะทราบถึงประวัติความเป็นมาของเทศกาลนี้กันบ้างว่าทำผู้คนต้องพากันแต่งตัวเลียนแบบผีกันทั้งบ้านทั้งเมือง...



านฮาโลวีนทีมีในปัจจุบันนั้นเชื่อว่ามีที่มาจากวันฉลองปีใหม่ของชาวเซลท์ (Celt) ในวันที่ 1 พฤศจิกายนที่เรียกว่า Samhain

คำนี้หมายถึงวันสิ้นสุดฤดูร้อน และเป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งความตายด้วย วันนี้จะเป็นวันที่เส้นกั้นเขตแดนระหว่างคนเป็นกับคนตายเปราะบางมากที่สุด และเหล่าวิญญาณจะออกมาปะปนกับผู้คนบนโลกมนุษย์ได้

ค่ำคืนวันที่ 31 ตุลาคมซึ่งเป็นคืนก่อนวันฉลอง Samhain

จะเรียกวิญญาณของผู้ที่ตายในปีนั้นทั้งหมดขึ้นมาปรากฎตัวบนโลกบ้างก็ว่าเพื่อให้ผู้ตายไปเยี่ยมญาติ บ้างก็ว่าเพื่อให้ผู้ที่ถูกพิพากษาให้เข้าสิงสถิตในร่างสัตว์ขึ้นมาหาร่างใหม่ เพื่อที่จะได้มีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง


ทำให้ผู้คนชาวเซลท์ต้องหาทุกวิถีทางที่จะไม่ให้วิญญาณมาสิงสู่ร่างตน

จึงปิดไฟทุกดวงในบ้าน ให้อากาศหนาวเย็น และไม่เป็นที่พึงปรารถนาของบรรดาผีร้าย นอกจากนี้ก็จะพากันแต่งตัวเป็นผีปีศาจหลากหลายประเภท มีการจัดเดินขบวนพาเหรดผี และส่งเสียงดังรอบๆ บ้านของเพื่อนบ้าน

ทำบรรยากาศให้น่ากลัวเท่าที่จะทำได้ เพื่อหวังว่า

เหล่าจิตวิญญาณที่จะคอยจ้องจะมาสิงเข้าร่างของพวกเขาจะเกิดความกลัวและหนีไปเพราะความตกใจในที่สุด


นอกจากนี้คืนดังกล่าวจะเป็นคืนเฉลิมฉลองการสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยวและอาจมีการนำสัตว์หรือพืชผลมาบูชายัญ

ให้กับเหล่าภูติผีและวิญญาณด้วย หลังจากคืนนั้นไฟทุกดวงจะถูกดับและจุดขึ้นใหม่ด้วยไฟศักดิ์สิทธิ์ของชาวเซลท์ ในสมัยต่อชาวโรมันคาทอลิกต้องการกำจัดพิธีเฉลิมฉลองของกลุ่มชนนอกศาสนาคริสต์เหล่านี้

้สันตะปาปา Gregory ที่ 4 ได้กำหนดวันที่ 1 พฤศจิกายนให้เป็นวันเฉลิมฉลอง All Saints Day หรือ All Hallows Day

สำหรับชาวคริสต์เพื่อระลึกถึงนักบุญและผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่การเฉลิมฉลองในคืนวันที่ 31 ตุลาคมหรือ Hallow´´s Eve ก็ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบันแต่ชื่อเรียกได้เพี้ยนไปเป็น Halloween






ประเพณีของวันฮาโลวีน นี้ได้นำเข้ามาเผยแพร่ใน อเมริกา ตอนปี ค.ศ.1840

โดยคนอังกฤษที่ได้หลบหนีเข้าประเทศ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นในประเทศอังกฤษได้มีพวกที่นิยมแต่งตัวประหลาดแล้วยังรวมไปถึงการเดินเหยียบย่ำและพังรั้วบ้าน แต่ประเพณีของการหยอกเล่นให้กลัวนั้น จริงๆแล้วไม่ได้เกิดมาจากคนกลุ่มเซลท์จากไอร์แลนด์

แต่ช่วงศตวรรษที่ 9 คนยุโรป ได้ตั้งชื่อเรียกว่า วันจิตวิญญาณ
คือวันที่ 2 ของเดือนพฤศจิกายน จะมีการเดินขบวนจากหมู่บ้านหนึ่งไปอีกหมู่บ้านหนึ่งเพื่อที่จะขอขนมเค้กแห่งจิตวิณญาณซึ่งทำมาจากขนมปังทรงสี่เหลี่ยมและใส่ลูกเกดด้วย ยิ่งขอขนมได้มากเท่าไร คำอธิฐานของผู้ที่ให้ขนมก็จะฝากมากับผู้ขอบริจาคขนมมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

เหมือนกับว่าผู้ขอขนมจะต้องเป็นตัวแทน

ในการที่จะพูดคุยกับคนตายที่เป็นญาติกับผู้ที่บริจาคขนม ในเวลานั้นมีความเชื่อว่าคนตายนั้นจะถูกกักกันไว้ในนรก และถ้ามีผู้มอบส่วนบุญให้ ถึงแม้จะเป็นคนแปลกหน้าก็ตาม มันจะช่วยเร่งและปลดปล่อยให้พวกวิญญาณเหล่านั้นขึ้นไปสู่สวรรค์ได้


เป็นอย่างไรกันบ้างคะสำหรับตำนานวันฮาโลวีน

ดูแล้วก็น่ากลัวอยู่เหมือนกันนะคะ แต่เรื่องราวในวันฮาโลวีนคงยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์แน่ๆ ถ้าหากเราจะไม่เล่าถึงตำนานตะเกียงฟักทองหรือ ประเพณีแจ็ค โอ แลนเทริน (Jack-O-Lanterns) ตำนานพื้นบ้านของชาวไอริช


ซึ่งได้เล่าไว้ว่า มีผู้ชายชื่อว่าแจ็ค โอ แลนเทริน

ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องดื่มเหล้าเมายาและมีกลลวงมากมาย เคยหลอกให้ซาตานปีนขึ้นไปบนต้นไม้ หลังจากนั้นแจ็คก็จะจัดการแกะสลักรูปไม้กางเขนลงไปบนลำต้นของต้นไม้นั้น ซึ่งทำให้ซาตานลงจากต้นไม้ไม่ได้ แล้วแจ็คก็ได้ทำการต่อรองกับซาตานว่าถ้าซาตานจะไม่จับตัวเขาไปเขาสัญญาว่าจะปล่อยซาตานลงจากต้นไม้นั้น


หลังจากแจ็ค โอ แลนเทริน ได้ตายไปแล้ว เขาปฏิเสธที่จะขึ้นไปอยู่บนสวรรค์

เพราะเขามีความคิดไปในทางของความชั่วร้าย แต่เขาก็ยังปฏิเสธที่จะไปอยู่ที่นรกเพราะเขาได้ทำข้อตกลงกับซาตานไว้ดั้งนั้นซาตานได้ให้ถ่านไฟแก่เขาหนึ่งก้อนแทน เพื่อที่จะให้เขาใช้นำทางไปในทางที่มืดและหนาวเย็น ถ่านไฟก้อนนั้นได้ถูกใส่ไว้ข้างในของผักกาดที่กลวงแล้วเพื่อที่จะให้มันจุดอยู่ได้นาน


คนอังกฤษใช้ผักกาดกลวงนี้ตามแบบอย่างดั้งเดิม

ของ แจ็ค โอ แลนเทรินแต่เมื่อมีการโยกย้ายไปสู่อเมริกาพวกเขาพบว่าฟักทองนั้นสามารถหาได้ง่ายกว่าผักกาด ดังนั้นรูปแบบแจ็ค โอ แลนเทรินในอเมริกาจะอยู่ในรูปของฟักทองกลวงและใส่ถ่านไฟไว้ข้างใน


ในทุกๆวันนี้มีโบสถ์เป็นจำนวนมาก

ที่ได้มีการจัดงานปาร์ตี้วันฮาโลวีน รวมถึงสถานบันเทิงต่างๆ อีกหลายแห่งยังไงก็อย่าลืม “เมาไม่ขับ”



Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Oct 28 2010, 08:39 PM
Post #62


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,906
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



กระสือ


กระสือ เป็นชื่อผีชนิดหนึ่งที่ถือว่าเข้าสิงในตัวผู้หญิงและชอบกินของโสโครก คู่กับ "กระหัง" ซึ่งเข้าสิงในตัวผู้ชาย

ความเชื่อเกี่ยวกับกระสือ
กระสือเป็นผีชนิดหนึ่ง เชื่อกันว่าสิงสู่อยู่ในตัวของคนเพศหญิงซึ่งโดยมากมักเป็นยายแก่ ชอบรับประทานของสดคาว มักออกหากินกลางคืนและไปแต่หัวกับตับไตไส้พุง ส่วนร่างกายคงทิ้งไว้ที่บ้าน เวลาไปจะเห็นเป็นดวงไฟดวงโตมีแสงสีเขียวเรืองวาม ๆ

ใครคลอดลูกใหม่ กลิ่นสดคาวของเลือดจะชักนำให้ผีกระสือมาและเข้าสิงกินตับไตไส้พุงของหญิงที่คลอดลูกหรือของทารกที่คลอดนั้น เหตุนี้ชาวบ้านจึงมักเอาหนามพุทราสะไว้ที่ใต้ถุนเรือนตรงที่มีร่องมีรู เพื่อป้องกันมิให้กระสือเข้ามา เชื่อกันว่ากระสือกลัวหนามเกี่ยวไส้

นอกจากของสดของคาวแล้ว กระสือยังชอบรับประทานของโสโครกเช่นอุจจาระเป็นต้น เมื่อรับประทานแล้วเห็นผ้าของใครตากทิ้งค้างคืนไว้ก็เข้าไปเช็ดปาก ผ้านั้นจะปรากฏเป็นรอยเปื้อนดวง ๆ ถ้าเอาผ้านั้นไปต้มกระสือจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนปากทนไม่ไหวจนต้องมาขอร้องไม่ให้ต้มต่อไป

กระสือนั้นเมื่อเจ็บจวนจะตายก็ไม่ตายง่าย ๆ ต้องคายน้ำลายของตนถ่ายเข้าปากลูกหลานคนใดคนหนึ่งไว้ให้สืบทายาทเป็นกระสือต่อก่อน ตนจึงจะตายได้โดยไม่ต้องทุกข์ทรมานอีกต่อไป

การปราบกระสือนั้น ไม่สามารถไล่ผีที่มาสิงสู่ออกจากร่างเหยื่อได้ ว่ากันว่าวิญญาณนั้นได้หยั่งลึกลงในใจของคน ๆ นั้นแล้ว ฉะนั้น การปราบกระสือก็เท่ากับต้องฆ่าคน ๆ นั้นไปเลย






ลักษณะของกระสือ
กระสือในรูปแบบที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จัก คือ เป็นผีผู้หญิงแก่ที่ล่องลอยไปพร้อมกับหัวและไส้และอวัยวะส่วนอื่น เช่น หัวใจ, ปอด และเรืองแสงได้เรือง ๆ แต่ทว่าตามนิยามของ เสฐียรโกเศศ แล้ว กระสือเป็นเพียงผีผู้หญิงแก่ที่มีเพียงหัวกับแสงเรือง ๆ เท่านั้น ไม่มีไส้หรืออวัยวะส่วนอื่นใด ซึ่งที่ของกระสือที่มีหัวกับไส้หรืออวัยวะส่วนอื่น ๆ แบบที่คุ้นเคยกันนั้น มาจากภาพวาดของ ทวี วิษณุกร ที่แต่งเติมเอาจากจินตนาการในใบปิดภาพยนตร์เรื่อง "กระสือสาว" ที่ฉายเมื่อปี พ.ศ. 2516 นำแสดงโดย สมบัติ เมทะนี และ พิศมัย วิไลศักดิ์ [1]

[/color]


[color="#0000FF"]กระสือในทางวิทยาศาสตร์
กระสือ มักถูกอธิบายในทางวิทยาศาสตร์ว่า คือ ดวงไฟที่ลุกโชนจากโมเลกุลของก๊าซมีเทนที่เกิดจากการสะสมของซากเน่าเปื่อยของอินทรียสารในนาข้าวหรือท้องทุ่ง แต่ในทัศนะของ รศ.ดร.สิรินทรเทพ เต้าประยูร นักวิชาการผู้ค้นคว้าเรื่องพลังงานแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เห็นว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะก๊าซมีเทนในนาข้าวนั้นไม่ได้มีปริมาณมากพอที่จะเกิดการลุกไหม้ อีกทั้งถ้าลุกไหม้จริงก็จะปรากฏอยู่บริเวณเฉพาะผิวหน้าของวัตถุ มิได้ลอยขึ้นไปในอากาศหรือเคลื่อนที่ได้

อีกทั้งในทางกายวิภาค เมื่อถอดส่วนหัวแล้ว อวัยวะส่วนอื่น ๆ เช่น ไส้, หัวใจ หรือปอด ก็จะไม่ติดออกมาด้วย[2]



ผีกระสือมลายู ฮันตูปินังกาลัน


คติเรื่องกระสือในต่างประเทศ

ในแถบมาเลเซียยังมีเรื่องของผีที่มีลักษณะคล้ายกระสือของไทยด้วย เรียก "ผีฮันตูปินังกาลัน"

มีเรื่องเล่าว่า ครอบครัวหนึ่งประกอบไปด้วย พ่อ แม่ ลูก วันหนึ่งในตอนกลางคืน ผู้เป็นพ่อได้ออกไปธุระข้างนอกบ้าน ผู้เป็นแม่ปิดประตูอยู่ในห้อง แล้วนางก็หยิบเอาขวดน้ำมันมนต์มาทารอบคอ สักพักหัวกับตัวของนางก็แยกออกจากกันโดยมีตับไตไส้พุงห้อยติดออกมาด้วย เวลาที่ออกหากินจะเห็นเป็นแสงสีเหลือง และมีเสียงดังดุจลมพัดตลอดเวลาที่นางลอยไปเพื่อขับไล่สัตว์เล็กสัตว์น้อยที่จะเข้ามายุ่งกับพวงไส้ของนาง ผู้เป็นลูกได้แอบเห็นดังนั้นจึงลองเอาน้ำมันมนต์ของแม่มาลองทาดูบ้าง ขณะที่หัวกำลังจะแยกออกจากตัว เด็กน้อยเกิดกลัวจนร้องโวยวายออกมาว่า "ช่วยด้วย หัวของฉันกำลังจะหลุดออกจากตัวแล้ว" จนชาวบ้านละแวกนั้นได้ยินกันทั่ว แต่ไม่มีใครกล้าเยี่ยมหน้าเข้ามาให้ความช่วยเหลือ จนกระทั่งหัวของผู้เป็นแม่ลอยกลับมา เสียงร้องโวยวายก็เงียบลง หลังจากวันนั้น ครอบครัวนั้นก็ย้ายหนีไปจากที่นั่น และไม่มีใครได้พบเห็นอีกเลย

นอกจากนั้นแล้วที่ญี่ปุ่นก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับปีศาจที่สามารถถอดหัวหากินได้ในเวลากลางคืน อาศัยอยู่แถบภูเขาบริเวณมณฑลไค จนซามูไรผู้กล้าผู้หนึ่งที่เลิกจากการเป็นซามูไรแล้ว ได้บวชเป็นพระธุดงค์ผ่านไป หัวหน้าปีศาจในร่างมนุษย์ก็ได้นิมนต์ให้ไปพักที่บ้าน ในเวลากลางคืนพระก็ตื่นขึ้นมากลางดึก หวังจะดื่มน้ำโดยไม่รบกวนเจ้าบ้าน ขณะผ่านไปยังห้องที่เหล่าปีศาจนอนกันพบว่า ทั้งหมดเป็นร่างที่ไม่มีหัวแล้ว พระตามไปดูนอกบ้าน พบเป็นหัวปีศาจ 3-4 หัวล่องลอยไปมา ใช้ลิ้นตวัดกินมดปลวกตามพื้น และคุยกันว่าจะกินพระในเวลาก่อนรุ่ง พระเลยลากเอาร่างที่ไร้หัวเหล่านั้นไปซ่อนไว้ เมื่อปีศาจกลับไปดูที่บ้านไม่พบทั้งพระและร่างของตัวเองเลยตกใจและโกรธจัด ทั้งหมดได้รุมทำร้ายพระ แต่ไม่อาจทำอะไรพระได้ เพราะพระเคยเป็นซามูไรมาก่อน ก็ตายลงเมื่อถึงเวลาเช้า แต่หัวของหัวหน้าปีศาจก็ได้กัดติดกับจีวรพระไม่สามารถถอดออกได้ ต่อมา มีโจรผู้หนึ่งได้ขอซื้อหัวปีศาจนี้จากพระ โจรหวังจะใช้หัวปีศาจนี้หลอกผู้คนเอาเงิน แต่ต่อมากลัวปีศาจจะมาเอาคืน เลยทำสุสานฝังให้ ว่ากันว่าสุสานแห่งนี้ยังมีปรากฏจนถึงทุกวันนี้



อิทธิพลของความเชื่อเรื่องกระสือ
ราชบัณฑิตยสถานแถลงว่า ความเชื่อเรื่องกระสือนี้มีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของคนไทยโบราณหลายประการด้วยกัน เป็นต้นว่า

1.ผลกล้วยที่แกร็นทั้งเครือ จะเรียกว่า "กล้วยกระสือดูด"
2.คนตะกละกินหรือคนที่กินอย่างสวาปาม จะเรียกว่า "คนตะกละเหมือนผีกระสือ" หรือ "คนกินเหมือนผีกระสือ"
3.โคมชนิดหนึ่งซึ่งมีที่เปิดปิดไฟได้และมีแว่นฉายแสงไปได้วาบ ๆ เรียกว่า "โคมตาวัว" หรือ "กระสือ"
4.ไพลชนิดหนึ่งซึ่งเรืองแสงได้ในที่มืด เรียกว่า "ว่านกระสือ"





กระสือที่ปทุมธานี
ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2551 มีข่าวปรากฏฮือฮาตามหน้าสื่อมวลชนว่า โรงงานผลิตน้ำมะนาวแห่งหนึ่งที่อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ว่ากล้องวงจรปิดของโรงงานสามรถบันทึกภาพของสิ่งที่เชื่อว่ากระสือได้ โดยกระสือตนนี้เป็นผู้หญิงแก่ ผมยาวสีขาวที่มีคางแหลม และเมื่อนำกล้องของโทรศัพท์มือถือมาถ่ายอีกที ก็พบว่าคล้ายกับหญิงชราผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่แถวนั้น ซึ่งต่อมาหญิงชราผู้นี้ก็ได้เสียชีวิตลง และก็ไม่ปรากฏพบเห็นกระสืออีกเลย [3]
Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Oct 28 2010, 08:45 PM
Post #63


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,906
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



บางอ้อ - พิสูจน์..ตำนานกระสือ 1 [/size]

http://www.youtube.com/watch?v=wj7epRlcgRI...layer_embedded#!

[size="4"]บางอ้อ - พิสูจน์..ตำนานกระสือ 2


http://www.youtube.com/watch?v=tzB415854UA...feature=related

บางอ้อ - พิสูจน์..ตำนานกระสือ 3

http://www.youtube.com/watch?v=rZRu3PdAK5U...feature=related

บางอ้อ - พิสูจน์..ตำนานกระสือ 4

http://www.youtube.com/watch?v=CZQfKUD5AEI...feature=related
Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Oct 29 2010, 11:42 AM
Post #64


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,906
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



กระหัง




กระหัง ตามความเชื่อพื้นบ้านมีลักษณะเป็นผีผู้ชาย ที่มีอุปนิสัยคล้ายกับกระสือ สามารถบินได้ โดยใช้กระด้งฝัดข้าวลักษณะคล้ายปีกโผบิน และนั่งบนสากตำข้าวควบคู่กัน จริงๆแล้วตามความเชื่อ การที่จะเป็นกระหังได้นั้นไม่ยาก การเป็นกระหังเกิดจาก การผิดครู คือ ผิดคำที่สัญญากับครู (อาจารย์ทางเวทมนตร์) เช่น ต้องห้ามกินอาหารที่เป็นบวบ ห้ามเดินลอดสะพาน การผิดครูจะทำให้เกิดเป็นกระหังประเภทหนึ่ง


Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Oct 29 2010, 11:53 AM
Post #65


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,906
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



นางตะเคียน


นางตะเคียน เป็นผี ตามตำนานพื้นบ้านของไทย เป็นผีผู้หญิง สิงสถิตอยู่ในต้นตะเคียน

บริเวณผืนป่าที่ผีนางตะเคียนสิงสู่อยู่จะสะอาดสะอ้านเหมือนมีคนมาปัดกวาดอยู่เสมอๆ ก็คงเหมือนกับคนอยู่บ้านต้องออกมาปัดกวาดหน้าบ้านตัวเองให้สะอาดอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

นางตะเคียนมักมีรูปร่างหน้าตาสะสวย หมดจดงดงาม ผมยาว ห่มสไบ ใส่ผ้าถุง บางที่ก็ว่าแต่งตัวเหมือนสาวบ้านป่าทั่ว ๆ ไป ผีนางตะเคียนมักจะเป็นจำพวกหวงที่อยู่ และจะดุร้ายมากหากใครคิดจะรุกรานที่อยู่ของตน

ผู้คนที่มีความเชื่อเรื่องนี้ มักเชื่อว่าต้นตะเคียนมักมีผีนางตะเคียนสิงอยู่ การจะนำเอาต้นตะเคียนมาขุดเป็นเรือ (เรือสมัยก่อนใช้วิธีขุดขึ้นจากต้นไม้ทั้งต้น) หรือนำไม้ตะเคียนมาสร้างบ้าน จำเป็นจะต้องทำพิธีบวงสรวงขออนุญาตจากนางตะเคียนก่อน ทั้งนี้ เมื่อต้นตะเคียนที่ถูกนำมาแปรสภาพเป็นยานพาหนะ หรือสิ่งปลูกสร้างแล้ว นางตะเคียนที่สิงสถิตอยู่ในต้นตะเคียนนั้นก็จะเปลี่ยนแปลงสถานะตามไปด้วย เช่น ถ้าเป็นเรือ นางตะเคียนก็จะกลายเป็นแม่ย่านางเรือ เป็นต้น



ต้นตะเคียน ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์และมีผีสิงอยู่ มักจะได้รับการเรียกชื่อว่า เจ้าพ่อ หรือ เจ้าแม่ตะเคียน



ผีนางตะเคียน

โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน จากหนังสืออ่านเล่น เล่ม ๑๔



ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย และท่านผู้อ่านทั้งหลาย วันนี้ตรงกับ วันที่ ๒๖ เมษายน-



๒๕๓๓ เป็นวันบันทึก แต่ท่านจะอ่านเมื่อไร จะฟังเมื่อไรเป็นเรื่องของท่าน ตอนนี้ก็มาคุยกัน



เรื่อง ผีวัดบางนมโค ต่อ และการที่บรรดาท่านทั้งหลายฟังมาแล้ว คงจะคิดว่า ผู้พูดเก่งมากไม่



กลัวผี ความจริงถ้ามีความรู้สึกตามนั้น ก็ขอบอกบรรดาท่านผู้ฟัง และท่านผู้อ่านทราบว่า ความ



กลัวผีมีเป็นปกติ และก็มีจริง ๆ ไม่ใช่มีหลอก ๆ หากว่าท่านทั้งหลายจะถามว่า ในเมื่อถูกผี



หลอก ทำไมถึงทนได้ ทั้งนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายทราบถึงนิสัยของผู้พูด นิสัยของผู้พูดมีอยู่


อย่างหนึ่ง คือว่า เดินข้างหน้า คำว่า ถอยหลัง ไม่มีมีศัพท์เดียวว่า สู้ ไม่ถอย ถึงแม้ว่าจะสู้ไม่

ได้ ก็สู้ ถ้าหลบไม่ได้ ถ้าหลบได้ ก็หลบ ถ้าหลบไม่ได้ ต้องสู้ และการสู้ ไม่มีคำว่า ถอย ถึงแม้ว่าจะต้อง

เสียชีวิตก็ยอม และอีกคำหนึ่งมีคำว่า ไม่สามารถในชาตินี้จะไม่มีสำหรับเรา


นั่นก็หมายความว่า ทุกสิ่งทุกอย่างถ้าเราจะทำ ต้องคิดว่า เราทำได้ ถ้าสิ่งใดมันเกินวิสัย สิ่งนั้นเราก็

ไม่ทำ แต่ถ้าลองทำแล้ว ต้องทำให้สำเร็จ ถ้าไม่สำเร็จ จะไม่เลิก?



อันนี้เป็นนิสัยประจำใจ ฉะนั้นการถูกผีหลอก ไม่ใช่กลัว กลัว ถ้าถามว่า กลัวแล้วทำไมจึงไม่



ถอย ก็ขอตอบอีกคำถามหนึ่งว่า คนอย่างผู้พูด มีนิสัยตามชาวบ้านเขาเรียก บวม ๆ บ้า ๆ บางครั้งก็

บวม บางครั้งก็บ้า คำ บวม ก็คือ ฮึดสู้ บ้าตีดะ สู้ดะ



ก็มาคุยกันต่อไป บรรดาผีทั้งหลาย ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นไม่ใช่เธอทำเพียงแค่นั้น แล้วก็เลิก เธอไม่

เลิก เธอรบกวนทุกวัน เป็นอันว่า ทุกวัน



ตอนเย็นจะขึ้นไปกุฏิหลังนั้น ก็มีการพบเหตุการณ์ปกติ นั่นคือ เสียงแกคุยกันบ้าง กระโดดโลดเต้น

บ้าง แต่มองไปเห็นตัว



ผู้พูดก็ไม่มีอะไรมากนอกจากหวายตีผีของหลวงพ่อปานให้ไว้หนึ่งอัน เวลาเอารัดประคตคาดพุง

ก็คาดกับรัดประคต ทีนี้ติดตัวเลย จะตื่นอยู่หรือจะหลับอยู่ก็ตาม



ใช้หวายตีผีติดตัวเข้าไว้ ในเมื่อหวายตีผีติดตัวเข้าไว้ เป็นหวายของหลวงพ่อปาน ผีก็ไม่กล้าเข้ามา

ใกล้ รวมความว่า



ในสมัยนั้นทั้งพระทั้งฆราวาส เขาก็มีความรู้สึก เอากันส่วนมาก ก็มีความรู้สึกว่า ผู้พูดเป็นคนบ้า ๆ

บวม ๆ บางคนก็หาว่า ไอ้นี่มันบ้า บางคนก็หาว่า ไอ้นี่มันบวม



นี่เฉพาะพระนะ แต่พระบางองค์ท่านก็ดี ท่านเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดมีอยู่รักมาก เห็นใจมาก มีอยู่



ต่อมาก็จะเล่าเรื่องผีให้ฟังอีกตอนหนึ่ง คือว่า บรรดาผีทั้งหลายเหล่านั้น เมื่อเธอล้อเธอเล่น มันไม่มี

ผล ต่อมาก็มาปรากฏมีผีที่น่ารักอยู่ ๒ คน คือ ผีนางตะเคียน



เรื่องราวของนางตะเคียนก็มีอยู่ว่า หลวงพ่อปานท่านจะสร้างเขื่อนหน้าวัด ก็มีต้นตะเคียนรุ่น ๆ

คำว่า รุ่น ๆ ก็หมายความว่า โตไม่มาก



เส้นผ่าศูนย์กลางขนาดประมาณไม่ถึงฟุต หรือตอนโคนทีเดียวอาจจะถึงฟุต ท่านตัดไป ๒ ต้น



เมื่อต้นตะเคียนถูกตัด ก็ปรากฏว่านางตะเคียน ๒ คน เข้าไปหาหลวงพ่อปานเวลาการเจริญกรรมฐาน
?
คำว่า เวลาการเจริญกรรมฐาน บรรดาท่านพุทธบริษัทสำหรับพระที่ท่านทรงฌานอย่างหลวงพ่อ
?
ปาน กรรมฐานใช้กันได้ ๒๔ ชั่วโมง เวลากินข้าว อารมณ์ก็เป็นกรรมฐาน อาหาเรปฏิกูลสัญญา?เวลา
?
ที่จะคุยกับใครอารมณ์ก็เป็นกรรมฐาน ถือเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะอะไรรู้ไหม อนิจจัง คน
?
ที่มาพูดนี่มันไม่เที่ยง มันแก่ไปทุกวัน ทุกขัง นั่นความแก่มาถึง


ความปรารถนาไม่สมหวัง เธอก็ทุกข์ อนัตตา ในที่สุดเขาก็ตาย เราก็ตาย มีสภาพเช่นเดียวกัน



ก็รวมความว่า เฉพาะสมาธิ สมาธิจริง ๆ มันทรงอารมณ์ไม่ใช่อึกอักอะไรก็ต้องนั่งหลับตาปี๋ นั่งหลับ

ตาปี๋จึงจะใช้อารมณ์สมาธิได้ อย่างนั้นอาจจะดีสำหรับบางคณะ



แต่คณะที่ท่านเอากันตามนี้ ท่านใช้สมาธิทุกเวลา สมาธิที่จะทรงตัวอยู่อย่างอย่างน้อยที่สุด ก็เป็น

อุปจารสมาธิ หรือมิฉะนั้นก็เป็น ฌานที่ ๑ ฌานที่ ๒ คือ เขาไม่ทิ้งกันเลย



อย่างตอนเช้ามืด เข้าฌาน ๔ เรียด แต่ความจริงสมาธินี่ ถ้าพูดกันตามส่วน ถ้าเป็นญานโลกีย์



ต้องระวังให้มาก มันเป็นฌานหัวเต่า ถ้าไม่ค่อยระมัดระวัง ไม่คอยคุม มันก็เผลอได้เหมือนกัน



ฉะนั้นท่านผู้อ่าน ท่านผู้ฟังก็จงอย่าคิดว่า คนที่ทรงฌานโลกีย์เป็นคนดีนัก ถ้าชมกันว่าดีเลิศนี่ ขอ

ตำหนิผู้ชมว่า ไม่มีความเข้าใจอะไรจริง ๆ เลย



ฌานโลกีย์ที่เป็นฌานหลอกหลอน เป็นฌานหัวเต่าผลุบเข้าผลุบออก ถ้าทรงกำลังฌานเต็มที่

อารมณ์จะหนัก อารมณ์จะแน่น รู้สึกมีน้ำหนักของกำลังใจ



น้ำหนักของกำลังกายสูงนี่เป็นกำลังของฌาน ถ้าเป็นฌานเกี่ยวกับวิปัสสนาญาณ คือเป็น โลกุ

ตตรฌาน อารมณ์หนักอารมณ์แน่นจะหายไป มีแต่อารมณ์เบา



แต่จิตมีความสุข จิตมีอารมณ์โปร่ง ถ้าฌานของวิปัสสนาญาณ นี้ไม่ถอน ถ้าถึงสังโยชน์แล้วไม่ถอย

ไม่ต้องระวังกัน คือไม่ต้องระวังเกรงว่า ฌานจะหลุด



ฌานจะพ้น ฌานจะหาย ฌานจะสลายตัว ไม่ต้องระวัง ปล่อยกันตามสบายแล้วเพราะมันทรงตัวแน่

แต่สำหรับฌานโลกีย์ต้องระวังให้มาก



บางทีจิตไปตั้งอยู่ในอารมณ์ของฌานที่ ๓ หรือฌานที่ ๔ จนชิน คำว่า ชิน ก็เป็นชั่วขณะเดียวเวลา

นั้นอาจจะมีความรู้สึกว่า เวลานี้เราเป็นพระอรหันต์ก็ได้



นี่ต้องระวัง ๆ ให้มาก และมีสภาพเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ว่าความรู้สึกเป็นพระอรหันต์ จะมีความ

รู้สึกเหมือนกันหรือไม่ ไม่ทราบ อารมณ์มันดับ



ความรักในระหว่างเพศก็ดี ความโลภอยากรวยก็ดี ความโกรธก็ดี ความหลงก็ดี มันหยุดนิ่ง มันถูกกด

ด้วยกำลังฌาน กดนาน ๆ หลาย ๆ วัน หนักเข้า ๆ



อาจจะมีความรู้สึกว่า เราอาจจะเป็นผู้พ้นกิเลสเสียแล้ว ทีนี้ตัวอย่างมีไหม ตัวอย่างมีในสมัยพระ

พุทธเจ้า คือ พระที่ทรงฌานโลกีย์อย่างนี้ เคยมี



เมื่อขณะที่ทรงฌานโลกีย์อย่างนั้น อารมณ์แน่น มีอารมณ์หนัก มีอารมณ์ทรงตัว ก็เข้าใจว่าตนเอง

เป็นพระอรหันต์ ก็พยากรณ์กับตน หมายความพูดกับเพื่อนว่า



ผมนี่เป็นพระอรหันต์แล้ว ต่อมาก็กลายเป็นว่า ฌานมันเคลื่อนตัวลง ความรู้สึกของกิเลสมันก็ยังเกิด

ขึ้น คือความรักในระหว่างเพศ ถึงแม้ว่าจะไม่เอาจริงไม่เอาจัง



แต่ก็เห็นว่าสวย คนนี้สวยเนื้อดีอวบอั๋นดี อะไรก็ตาม มันดีไปหมด รู้สึกว่าร่างกายเขาดีใช้ไม่ได้แล้ว

ความอยากจะร่ำรวย อยากเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีเกิดขึ้น



แม้แต่ชั่วขณะหนึ่งก็ใช้ไม่ได้แล้ว ความอารมณ์ไม่พอใจเกิดขึ้นชั่ว ขณะหนึ่งก็ใช้ไม่ได้แล้ว



ก็รวมความว่า ความหลงไหลในร่างกายคิดว่าร่างกายของเราดีก็ใช้ไม่ได้แล้วอย่างนี้มันโผล่ขึ้นมา
?
ในเมื่อมันโผล่ขึ้นมา ท่านก็มีความสงสัยในตัวเองว่า


การพยากรณ์ตนเองว่าเป็นพระอรหันต์ มันจะขาดจากความเป็นพระไหม เป็นการอวดอุตริมนุสธรรม

ไหม ก็ไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้า



พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่เป็นอุตริมนสุธรรม เพราะความเข้าใจผิดเรื่องของฌานโลกีย์ เป็นอย่างนี้



บรรดาท่านพุทธบริษัท เอ้า...มาคุยธรรมะเดี๋ยวจะง่วงกันตาย เล่าเรื่องของนางตะเคียนกันต่อไป



นางตะเคียน ๒ คน เข้าไปหาหลวงพ่อปาน ที่บอกว่า เวลาเจริญกรรมฐาน เวลาไหนทราบไหม

เวลานั้นเป็นเวลาหัวค่ำประมาณ ๒ ทุ่ม



หลวงพ่อปานกำลังตะบันหมากอยู่ ท่านใช้ตะบัน ตะบันหมาก ฟันท่านไม่มี กำลังตะบันหมาก อยู่ ก็

ปรากฏมีสตรี ๒ คน ความจริงประตูเขาใส่กลอนแล้ว



เข้าไป เป็นเด็กสาวรุ่น ๆ หน้าตาเหมือนเด็กอายุ ๑๒-๒๓ แต่ร่างกายก็สาวทรงตัว สาวทรงตัวคล้าย

อายุ ๑๖-๑๗ รูปร่างหน้าตาดี ๒ คน เข้าไปกราบ



แล้วก็ร้องไห้ก็บอกว่า หลวงพ่อเจ้าคะ หลวงพ่อฟันต้นตะเคียน ๒ ต้น บ้านฉันก็พัง วิมานฉัน

ไม่มีที่ตั้ง ทำอย่างไรเจ้าค่ะ ฉันจะอยู่ที่ไหน



หลวงพ่อปานท่านก็ถามว่า เออ...น้องหญิงเอ๊ย...เอ็งมาจากไหนละ นี่เป็นศัพท์หลวงพ่อปานท่าน

เธอบอก ฉัน คือนางตะเคียน ๒ ต้นเจ้าค่ะ



วิมานฉันแปะอยู่ที่ต้นตะเคียน เวลานี้หลวงพ่อจะสร้างเขื่อนไปโค่นต้นตะเคียน ฉันก็ไม่มีที่อยู่ หลวง

พ่อปานก็บอกว่า ต้นไม้ในวัดนี้มีเยอะ หาอยู่สักต้นซิ



เธอก็ตอบว่า ต้นไม้ที่มีแก่นในวัดนี่ ไม่มีว่างเลยเจ้าค่ะ วิมานรุกขเทวดาเต็มไปหมด รุกขเทวดา

รุกขนางฟ้านะ คือ เทวดาต้นไม้ นางฟ้าต้นไม่ เต็มไปหมดฉันไม่มีที่อยู่เจ้าค่ะ



หลวงพ่อปานก็บอกว่า เออไอ้กุฏิ ๒ หลัง หน้าศาลาที่ฉันจะทำเป็น โรงเรียนนักธรรม นั่นนะ เวลานี้
?
มันว่างอยู่ใช่ไหม เธอเห็นว่ามีเทวดาหรือนางฟ้าไปอาศัยไหม


เธอก็ตอบว่า ไม่มีเจ้าค่ะ หลวงพ่อปานก็บอกว่า ถ้าเธอจะใช้วิมานของเธอไปแปะอยู่กับกุฏิคน


ละหลังจะได้ไหม เธอก็บอกว่า ยินดีจะเอาหลังเดียว คือ ๒ คน ๒ วิมาน ใช้กุฏิหลังเดียวก็พอ


หลวงพ่อปานก็อนุญาต และเธอก็กราบอีกครั้งหนึ่งว่า ขอพร ในเมื่ออนุญาตแล้ว ขอจงห้ามไม่ให้ผี
?
อื่นเข้าไปยุ่ง หมายความว่าไปอาศัยอยู่ หลวงพ่อปานก็ยอมรับ


ในเมื่อหลวงพ่อปานอนุญาตแล้ว เธอก็ไปอยู่ที่นั่น และนางฟ้า ๒ คนนี่แหละที่ทำให้พระไปอยู่ ๓ รุ่น

ต้องลงจากกุฏิหลังนั้น เพราะอะไร



เพราะเธอเป็นนางฟ้า คำว่า นางฟ้าจะเป็นนางฟ้าได้ จะเป็นภุมเทวดาก็ดี รุกขเทวดาก็ดี อากาศ

เทวดาก็ตาม ขึ้นชื่อว่า เทวดาหรือนางฟ้า



ก่อนจะตายต้องมี หิริและโอตตัปปะ คือ อารมณ์ตัดความเลวของจิต คือ คิดกลัวบาป อายบาป กลัว

ความชั่ว อายความชั่ว จึงเป็นเทวดา จึงเป็นนางฟ้าได้



ในตอนก่อนนั้น เธอจะมีความชั่วขนาดไหนก็ตาม ก่อนหน้านั้น แต่ถ้าเวลาใกล้จะตาย จิตคิดถึงบุญ
?
คิดถึงบาปเขามา รู้ผิดรู้ชอบ รู้เหตุรู้ผลว่ากรรมใดที่เป็นอกุศล คือ ความชั่ว ให้ผลเป็นทุกข์ กรรมใด
?
ที่เป็นกุศลให้ผลเป็นสุข ตอนนี้จิตก็มีเหตุมีผล กลัวบาปกลัวอกุศล ทำบุญทำกุศลแทน อย่างน้อยที่
?
สุดจิตนึกถึงพระที่เคยบูชา พระที่เราเคยรัก ที่เราเคยเคารพ อย่างนี้เป็นต้น รวมความว่า เขาจะเป็น
?
เทวดา เป็นนางฟ้าด้วย หิริ-โอตตัปปะ อายความชั่ว กลัวความชั่ว?


ทีนี้หลวงพี่ขึ้นไปอยู่ ๓ รุ่น ก็เป็นหลวงพี่ที่มีความกล้าหาญชายชัย ไม่กลัว คำว่า ไม่กลัวอะไร คือไม่

กลัวความชั่ว ทั้งนี้จะคุยให้ฟังว่า อย่านึกว่าครูบาอาจารย์ดี



ลูกศิษย์มันดีไปตามทั้งหมด ไม่ใช่อย่างนั้นนะ ไอ้พวกคนที่มันเกาะหลังครูบาอาจารย์กินน่ะ มันมี

เยอะ แทนที่จะสร้างความดีตามครูบาอาจารย์สอน มันกลับสร้างความชั่ว



แล้วก็นั่งเบ่งคิดว่า วันนี้เราจะกินไอ้นั่น วันนี้เราจะกินไอ้โน่น ดี ไม่ดี ลูกสาวใครคนไหนสวย ชอบคน

นั้น ชอบคนนี้ อยากจะร่ำอยากจะรวย หากิเลส หานรกลงหัว



อย่างนี้มีเยอะ ถ้าจะถามว่า ลูกศิษย์คนพูดมีไหม ก็ต้องตอบว่า มี ถามว่าเลี้ยงไว้ทำไม แต่ความจริง

ไม่ได้เลี้ยงใคร เวลานี้ไม่ได้เลี้ยงใคร เลี้ยงตัวเอง และญาติโยมน่ะเลี้ยง



ไอ้คำว่า เลี้ยง คือ ญาติโยมเลี้ยง นั่นก็หมายความว่า สุดแล้วแต่คน คนมันอยากจะลงนรก ก็ให้มัน

ลงลึก ๆ มันอยากจะไปสวรรค์ก็ให้มันมีความสุขมาก ๆ



อยากจะไปนิพพาน ก็ให้มีสภาพความแจ่มใส อย่านึกว่าว่าวัดที่มีผู้ใหญ่ดี มีชื่อเสียง ปฏิบัติดีปฏิบัติ

ชอบตามสมควรแก่กำลังการปฏิบัติของท่าน ก็จงอย่านึกว่า



ลูกศิษย์ลูกหามันดีตามไปทุกคน ไอ้ที่เลวแสนเลวมันก็มี เลวขนาดที่ไม่ควรจะเลว ความรู้สึกรับผิด

ชอบไม่มี อย่างนี้มันมีอยู่เยอะเหมือนกัน แต่บางองค์ บางท่าน



บางคนก็ดีแสนดี บางคนก็ดีเกินกว่าที่อาจารย์จะคิดเร่งรัดตัดกิเลส จนกระทั่งขาดการยับยั้ง มีความ

เพียรมากเกินไป อาจารย์ต้องยับยั้ง อันนี้ดีเกินไป



ถ้าถามว่า ถ้าดีเกินไปอย่างนั้น ทำไมอาจารย์ต้องยับยั้ง ไม่ปล่อยบุกให้แหลกไปเลย ก็ต้องขอตอบ
?
ว่าขืนบุกอย่างนั้น กิเลสไม่แหลก คนบุกแหลกเป็น


อัตตกิลมถานุโยค ทรมานเกินไป เอ้า...เลี้ยวเข้าหานางตะเคียนกันใหม่ดีกว่า ที่พูดอย่างนี้ กลัวผู้

ฟังจะหลง คิดว่า ลูกศิษย์คนพูดนี่ดีทุกคน ความจริงทุกคนก็มีดี?



แต่ทุกคนก็มีชั่ว แต่ใครจะดีมาก ใครจะชั่วมาก ก็เลือกบูชากันตามชอบใจ ถ้าบูชาสิ่งที่ดีจริง ๆ



ท่านก็ได้อานิสงส์จริง ถ้าบูชาท่านที่ดีจอมปลอม ก็ได้อานิสงส์จอมปลอม ต้องดูการสะสม ดูเหตุดู

ผล???เป็นอันว่า บรรดาพระ ๓ รุ่นที่ขึ้นไป แล้วก็ต้องลงมาเป็นพระอะไรล่ะ



อย่าไปเรียก พระเลย เสียศักดิ์ศรีพระท่าน เอาเป็นนักบวชประเภทที่เรียกว่า สักแต่ว่าบวช บวชตาม

ประเพณี ชอบทำตัวเด่น ชอบทำตัวโก้ อย่างกับผู้พูดที่เขาหาว่า



เป็นตัวตุ่น เขาหาว่า บ้า ๆ บวม ๆ เขาไม่อยากจะคบหาสมาคมด้วย แต่บางองค์ก็คบด้วย แต่คบ

อย่างเบ่ง อย่างเขาเป็นผู้เหนือกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งชอบส่องกระจก



ชอบมองดูหน้า ชอบแต่งหน้า เวลาจะไปไหนจีวรก็ต้องเรียบร้อย ห่มดี แต่ลืมนึกไปว่า เวลานั้น ๑๕

วัน ขูดหัวน่ะ ๑๕ วัน เขาโกนที เขาขูดครั้งหนึ่ง



และไอ้หางที่กระดิก ๆ ก็คือ คิ้ว เขาก็ไม่มี ต้องตัดเสียแล้ว หลงในตัวเองประเภทนี้ ฉะนั้นนางฟ้าทั้ง

๒ คน ท่านเป็นคนมีหิริและโอตตัปปะ จึงเป็นนางฟ้าได้



เมื่อขึ้นไปอยู่ที่นั่น เมื่อพบกับท่านแล้วก็ถามว่า ๓ องค์น่ะ เธอทำอย่างไร เธอก็ตอบว่า ไม่มีอะไร

เห็นท่านชอบผู้หญิง ฉันก็เลยมาลูบมาคลำท่าน



ก็เลยบอกว่า เธอลูบคลำพระ นี่มันบาปนะเธอบอก ฉันไม่ได้ลูบคลำพระ เพราะทั้ง ๖ องค์ ๓ รุ่น รุ่น

ละ ๒ องค์ จิตใจไม่ใช่พระ เวลานอนนึกถึงสาว ๆ



ลูกสาวบ้านโน้น ลูกสาวบ้านนี้ และจิตใจอยากจะประกอบการงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้มันได้เงิน

ไปแต่งงานกับสาว และก็คุยกัน ชอบคุยเรื่องสาว ๆ



ชอบคุยเรื่องการร่ำรวย ชอบนินทาว่าร้ายคน ฉันมีความรู้สึกว่า ทั้ง ๖ ท่าน ไม่มีความเป็นพระ



เหลืออยู่เลย นี่บรรดาท่านผู้ฟัง ท่านผู้อ่านไปคิดตามเอานะ เทวดาเขามีความรู้สึกตามนี้ เขามี

ความรู้สึกของเรา เขารู้ใจเราคิด



ในเมื่อเห็นว่า ท่านไม่เป็นพระ ฉันก็คิดอยู่ว่า ไอ้บ้านของฉันมันก็พะอยู่ที่ศาลาหลังนี้ กุฏิหลังนี้ ถ้า

เราอยู่กับคนที่ไม่ใช่พระอารมณ์ดีของเราก็จะมีน้อย



บุญกุศลก็หาไม่ได้ เพราะเทวดานางฟ้าทำบุญทำกุศลต่อเหมือนกัน ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรท่าน ฉันก็ไป

นั่งข้าง ๆ ท่าน เอามือลูบท่าน แต่ไม่ได้ลูบหัว



ลูบตั้งแต่ไหล่ลงมาถึงปลายเท้า เลยถามเธอว่า ถ้าอย่างนั้น ทำไมพระไม่โดดกอดเธอล่ะ เธอก็ตอบ

ว่า ถ้าหากว่าท่านจะกอดฉัน ฉันก็ยอมให้กอด แต่ก็รู้สึกว่า



ท่านไม่กอด ท่านกลัว ถามว่าเธอทั้งสวย และก็เรียบร้อยแบบนี้ ทำไมท่านจะกลัว เธอก็บอกว่า เวลา

นั้นมือฉันเย็นกว่าน้ำแข็งเสียอีก พอลูบปั๊บ ตัวแข็งสั่นเลย



ลูบแค่วันแรกก็รู้สึกยังแกล้งทนอยู่ วันที่ ๒ ก็แกล้งทน วันที่ ๓ โดดลงมาข้างล่าง ฉิบ พอรุ่นที่ ๒ ขึ้น

มา ก็มีความรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน ฉันก็ต้องสั่งสอนแบบนั้น



ก็เป็นอันว่า หลังจากนั้นต่อมาก็เลยถามเธอว่า เมื่อรุ่นที่ ๓ ลงไปแล้ว ฉันจะขึ้นมา เธอมีความรู้สึก

อย่างไร เธอก็ตอบว่า ฉันมีความรู้สึกอยากให้ท่านขึ้นมา



ก็ถามว่า นางฟ้าใช้กำลังดลใจหรือเปล่า เธอก็บอกว่า เปล่า เพียงแต่คิดว่า พระองค์นี้ทำไมไม่มาอยู่

ที่นี่ ถ้ามาอยู่ที่นี่ละก็ มีกำลังบุญพอสมควรที่จะสงเคราะห์กันได้



ก็เลยถามเธอบอกว่า เขาหาว่าฉันบ้า ๆ บวม ๆ นะ เธอก็ตอบว่า เธอก็มีความรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน

เออ...เอาเข้าแล้วซี เธอก็บอกว่า



ฉันก็มีความรู้สึกอย่างนั้น แต่อยากให้ท่านขึ้นมา และถามว่า ในเมื่อรู้สึกมีความบ้า มีความบวม แล้ว

ทำไมอยากให้ขึ้นมา



เธอบอกไอ้บ้า หรือบวม มันมี ๒ อย่าง บ้าเพื่อสร้างกิเลส บวมเพื่อสร้างกิเลส และบ้าทำลายกิเลส
?
บวมทำลายกิเลส สำหรับท่านนี่ มันบ้า ๆ บวม ๆ


ประเภททำลายกิเลส ก็ตอบเธอบอกว่า เวลานี้กิเลสมันยังไม่หมดนะ เธอ ๒ คนนั่งข้างหน้าฉันนี่ ฉัน

ยังรู้สึกว่าสวยนะ เธอก็ตอบว่า อย่าพูดว่าสวยซิ



ประเดี๋ยวแม่ใหญ่มา แม่ใหญ่จะอาละวาด คือ ท่านคงไม่อาละวาดฉัน อาละวาดท่านนั่นแหละ หาว่า

เจ้าชู้เกินไป



ถามว่า แม่ใหญ่อยู่ที่ไหน เธอบอก ท่านแม่ใหญ่เวลานี้อยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ถามว่า เธอคุยกับฉันนี่

แม่ใหญ่เห็นไหม เธอตอบว่า เห็น แจ๋ว...กำลังนั่งยิ้ม ๆ อยู่นั่นแหละ



ดีไม่ดี เดี๋ยวก็มาฉีกเนื้อท่านหรอก เธอก็คุยสนุก คุยไปคุยมา ก็ลืมบอกเวลาไปเวลานั้น เวลา

ประมาณสัก ๒ ทุ่ม คุยไปคุยมาอยู่พักหนึ่ง ก็เลยบอกว่า



เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะ ต่อนี้ไป เราเป็นเพื่อนกัน เธอเป็นเพื่อนฉัน คอยดูฉัน ฉันมันคอยจะเผลอ ถ้า

ฉันเผลอในเรื่องกามารมณ์เมื่อไร เธอเตือนทันที



ฉันเผลอเรื่องทรัพย์สิน ความโลภเมื่อไร ให้เตือนทันที ถ้ากำลังใจโหดเหี้ยมขึ้นมา ให้เตือน



ทันที ถ้าความหลงกับตัวเกิดขึ้นมา เธอเตือนได้ทันที เธอก็ยกมือพนม ทั้งสองบอกถ้าอย่างนี้สิอยู่

กันได้นาน



แหม...มันก็เป็นที่น่าเสียดาย ท่านผู้ฟังถ้าเธอเป็นคนนะ วันนั้นสึกแล้ว นิ่มนวลจริง ๆ สวย มองแล้ว

ชื่นตาชื่นใจ แต่เธอก็คงไม่มานะ เพราะเมื่อยังไม่บวชก็ไม่เห็นมา



ถ้ายังไม่บวชถ้ามาแบบนี้ น่ากลัวมีเมียเทวดาไปแล้ว มีเมียนางฟ้าไปฉิบ หรือจะลงนรกไปก็ไม่

ทราบ? ก็รวมความว่า ตอนหลังนี้มีเพื่อนใหม่ คือ มีเพื่อนสาว ๒ คน



ขณะที่เธอจะเข้ามา เธอทำอย่างนี้ อันดับแรก ก่อนจะดูหนังสือทุ่มเศษ ๆ เธอก็เอามือรูดฝา รอบ ๆ

ฝา เดินไปแล้วก็วิ่งผ่านเข้ามาจากหน้าต่าง ออกประตู



เห็นเข้าก็บอกว่า ๒ คนนี่ มานี่ก่อน มาจากไหน มาอย่างไร เป็นผู้หญิงเข้ามาอย่างไรในห้องของพระ

เธอก็หันเข้ามายกมือไหว้ แล้วก็คุยกันตามนั้นหลังจากนั้นก่อนจะหลับ ก็บอกเฉย ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่เห็น

ตัว บอกว่า นี่ถึงเวลาก่อนตี ๑ ครึ่ง ๕ นาที ให้ปลุกฉัน ฉันจะลุกขึ้นทำวัตรสวดมนต์



และฉันจะเจริญกรรมฐาน ถ้าหลังเจริญกรรมฐานแล้ว ฉันดูหนังสือ ถ้าบังเอิญหลับไปก่อน ๖ โมง ๕

นาที ให้บอกฉัน เธอก็รับคำ เป็นอันว่า



ตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นมาก็มีความสุข เพราะมีเพื่อน เราก็มีเพื่อน รูปร่างหน้าตาก็สวย วาจาก็น่ารัก

ทุกสิ่งทุกอย่างมองแล้วดีหมด สดชื่นทุกอย่าง



แต่ทว่าบรรดาท่านผู้ฟัง และท่านผู้อ่าน แต่เพื่อนอีกประเภทหนึ่ง เธอก็ไม่ละความพยายาม

แสดงออก คุยที่โน้นบ้าง ตึงตังที่นี่บ้าง ทำโป๊กเป๊กที่โน่นบ้าง



เป็นปกติธรรมดา ๆ ก็ถือว่า เป็นเรื่องธรรมดาก็คิดในใจว่า เรื่องของใครก็เรื่องของใคร เรื่องของผีก็

เรื่องของผี เรื่องของเราก็เรื่องของเรา ถามว่า กลัวไหม



ต้องขอตอบด้วยความจริงใจ ไม่ปกปิดกัน กลัวจริง ๆ ถ้าไม่กลัว ก็ไม่เอาหวายหลวงพ่อปานผูกไว้

และก่อนที่ขึ้นไปสถานที่นั้นก็ใช้คำภาวนาว่า



พุทโธ จิตนึกถึงภาพพระพุทธเจ้าในวาระแรกที่พระองค์แสดงให้ปรากฏหลังจากเริ่มเจริญกรรมฐาน

ถึงวันที่ ๓ ที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงพระองค์ให้ปรากฏ เป็นชั่วโมง



ตอนนี้คุยแล้วหรือยังไงก็ไม่ทราบ จำไม่ได้ อยากจะเห็นพระพุทธเจ้าในพระรูปโฉมเดิม ท่านแสดงให้ปรากฏชัดทรงแย้มพระโอษฐ์น้อย ๆ สวยจริง ๆ


ภาพนี้ติดตา ติดใจตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง ถามว่า ไม่ลืมหรือขอยอมรับว่า ไม่ยอมลืมเด็ดขาดจะไป

ที่ไหนก็ตาม จะคุยกับใครก็ตาม จะต้องนึกถึงภาพนี้อยู่เสมอ



ฉะนั้นก่อนที่จะขึ้นไป ก็นึกถึงภาพนี้ก่อนนึกถึงภาพพระพุทธเจ้าลอยอยู่เหนือศีรษะ ก็ก้าวขึ้น พอ

ตอนเย็นจะก้าวขึ้นบันไดบางทีก็ขาสั่น พั่บ ๆ ๆๆ ไอ้ใจมันสู้ แต่ขามันก็กลัว



เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ฟังต่อไปก็ไม่ไหว เวลาเหลือไม่ถึงครึ่งนาที ขอลาก่อน ขอ

ความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้ฟัง สวัสดี

Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Oct 29 2010, 11:59 AM
Post #66


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,906
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



ผีขโมด





ตำนานเล่าว่า โขมดดงนั้นล้มตายในป่าดงแล้วสิงสู่อยู่ที่นั่น มีทั้งดุร้ายน่ากลัวพอๆ กับโขมดป่า กับชอบปรากฏกายในรูปร่างแปลกๆ มาหลอกหลอนผู้คนให้ขวัญหนีดีฝ่อบ่อยๆ แทบไม่เลือกว่ากลางวันหรือกลางคืน

พวกค้างคาวผี, งูเจ้าที่, หมาปีศาจ ที่เชื่อกันว่าเกิดจากอำนาจของโขมดดงทั้งสิ้น

ทางภาคอีสานเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า "ผีโพง"

เล่าขานกันว่า คนที่จำเป็นต้องเดินป่าตอนกลางคืน หรือนอนค้างอ้างแรมที่นั่น รวมทั้งพวกที่ออกไปจับกบจับเขียดหลังฝนตกตอนค่ำ มักจะเจอผีโพงในรูปของดวงไฟลอยวูบวาบ มองเผินๆ เหมือนมีคนถือโคมไฟเดินเข้ามาหา แต่พอเข้ามาใกล้ๆ ยังไม่ทันเห็นหน้าค่าตาก็หายวับไปแล้ว

ดูเผินๆ คล้ายผีกระสือแฮะ!

บางคนจับกบเขียดได้เต็มข้อง เมื่อกลับบ้านเปิดออกดูกลับไม่มีกบเขียดหลงเหลืออยู่เลย...เรียกว่ามาเงียบไปเงียบ ล่าเหยื่อรวดเร็วราวเหยียบหิมะไร้ร่องรอยก็ปานกัน

เรื่องผีโขมดหรือผีโพงนี่เชื่อถือเหมือนกันหมดไม่ว่า ไทย พม่า ลาว ญวน เขมร

โดยเฉพาะในจีนกับญี่ปุ่นซึ่งมีภูตผีมากมายก็เชื่อเรื่องผีโพง แต่เรียกว่า "ผีโคมไฟ" ส่วนมากมักจะเห็นหน้าเห็นตาจนรู้แน่ชัดว่าเป็นผีผู้หญิงล้วนๆ ผิดกับของไทยที่เชื่อว่า ผีโขมดหรือผีโพงเป็นผู้ชายเสียส่วนใหญ่ มีน้อยเต็มทีที่จะเป็นผีผู้หญิง

ผีป่าของญี่ปุ่นนั้นมักจะเป็นสัตว์ต่างๆ เช่น หมาจิ้งจอก, แมว, ลิง หรือไม่ก็เป็นผู้หญิงถือโคมไฟ

ส่วนผีจีนจะปรากฏร่างเป็นสาวสวย ถ้าถือโคมไฟประดับดอกโบตั๋น หรือเรียกว่า "โคมไฟดอกโบตั๋น" น่ะ ส่วนมากไม่ได้มีเจตนาจะหลอกหลอนใครหรอกครับ แต่คุณเธอกำลังมุ่งหน้าไปหาชายคนรักที่บ้านช่องของเขาต่างหากล่ะ

ใครเจอะเจอเข้ากลางทางก็มีหวังวิ่งป่าราบ ตับแทบแตกตาย หรือไม่ก็จับไข้หัวโกร๋นเอาง่ายๆ

เรื่องคนถูกผีหลอกนี่ ชาวเอเชียมักเชื่อถือคล้ายๆ กันว่า "ดวงซวย" ต้องให้พระท่านเสกเป่า หรือกินน้ำมนต์ถึงจะแก้เคล็ดไล่ซวยได้ เพราะภูตผีปรากฏกายให้เห็นก็แปลว่ามันต้องการจะเอาไปอยู่ด้วย มิฉะนั้นก็เป็นลางบอกเหตุว่าจะต้องล้มตายภายใน 3 วัน 7 วันนี่แหละ อย่าทำชะล่าใจไปเชียว!

พูดถึงผีผู้หญิงในป่าดง ยังมีอีกชนิดหนึ่งที่น่าเล่าสู่กันฟังให้ครบถ้วน เท่าที่นึกออกในตอนนี้

นั่นคือผีที่สิงสู่อยู่ตามห้วยหนองคลองบึงเปล่าเปลี่ยวนั่นปะไร?

ในอินเดียเรียกว่า "รากษส" แปลตรงๆ ว่า "ยักษ์" หรือ "ผีเสื้อน้ำ"

ในพระไตรปิฎกมีตอนพระพุทธเจ้าเสวยชาติเป็นวานร ถูกพ่อทำอุบายฆ่าด้วยการใช้ให้ไปเก็บดอกบัวในสระมาให้ แต่ลงเอยที่วานรน้อยนำรากษสผู้เฝ้าสระ หอบดอกบัวตามหลังมาต้อยๆ จนวานรผู้พ่ออกแตกตาย

ประเทศอื่นๆ เกือบทั่วโลก ก็ล้วนแต่มีผีชนิดนี้อยู่ทั้งนั้นแหละครับ โดยเป็นอมนุษย์ที่สิงสู่อยู่ในบึงบางเปล่าเปลี่ยวมาช้านานบ้าง ถูกฆ่าโยนทิ้งไว้บ้าง หรือไม่ก็มาฆ่าตัวตายเพราะอกหักก็มี เกิดความคับแค้นใจด้วยสาเหตุสารพัดอย่างก็มี

บ้างก็เป็นยักษ์ บ้างก็เป็นสัตว์ต่างๆ เช่น งูเงี้ยวเขี้ยวขอ หรือ "งูหงอน" เนื่องจากสิงสู่มาเนิ่นนานจนหัวมีหงอนเหมือนมังกรชนิดหนึ่ง...ดูอย่างม้ามังกรของสุดสาครใน "พระอภัยมณี" ของ "สุนทรภู่" นั่นเป็นไร!

ในจีนกับญี่ปุ่นเชื่อว่าในป่าดงบางแห่งจะมีสระใหญ่ เป็นที่อยู่อาศัยของเงือก จนชาวประมงเซ่อซ่านึกว่าโชคดี เจอะเจอปลายักษ์เข้าโดยไม่นึกฝัน จับเอามาฆ่ากิน เกิดอาเพศจนตายหมดบ้านไปเลย

ส่วนคนใจดี ได้ยินนางเงือกร้องขอชีวิตก็ปล่อยไปด้วยจิตเวทนา กลับร่ำรวยอื้อซ่าเพราะนางเงือกให้พร

เรื่องนี้แสดงว่าเงือกน้ำจืดก็มี ไม่ใช่ว่ามีแต่เงือกในทะเลเท่านั้นนะคร้บ พับผ่า!




เสฐียรโกเศศอธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า โขมดเป็นผีชนิดหนึ่งในจำพวกผีกระสือ ผีโพลงของถิ่นพายัพและอีสาน เพราะไปไหนมีแสงเรืองวาวในเวลากลางคืนในที่ซึ่งมีน้ำขังแฉะ นัยว่ามันไม่ทำอันตรายใครเหมือนผีโพลงหรือ ผีกระสือ นอกจากล่วงคนเล่นให้หลงผิดเท่านั้น นึกว่ามีคนถือไฟหรือจุดไฟอยู่ข้างหน้า ถ้าหลงตามดวงไฟไป พอเข้าใกล้มันจะหายแสง แล้วปรากฏเป็นดวงไฟอีก อยู่ข้างหน้าหรือข้างหลังแล้วแต่มันจะหลอก
ทางวิทยาศาสตร์ว่า ดวงไฟที่เห็นนี่เป็นก๊าซชนิดหนึ่ง เกิดจากการเน่าผุของพืช ลุกเป็นไฟด้วยตัวเอง มีลักษณะแสงสีฟ้าอ่อนตลอด เวลา กลางวันมองไม่เห็นเพราะแสงแดดกลบ



This post has been edited by สีทอง: Oct 29 2010, 12:00 PM
Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Oct 29 2010, 12:10 PM
Post #67


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,906
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



ผีหลังกลวง

พจนานุกรมภาษาถิ่นใต้ของวิทยาลัยครูสงขลาให้ความหมายของคำว่า"ผีหลังกลวง"ไว้ว่า
"ผีชนิดหนึ่งที่อยู่ตามภูเขาเชื่อกันว่ามีหลังกลวสงและกลัวเบ็ด บางทีเรียกกันว่า ผีหลังสวน"
ข้อเขียนต่อไปนี้ บันทึกจากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ทางปักษ์ใต้ เชื่อกันว่าผีหลังกลวงมีลักษณะคล้ายกับคนธรรมดา
แต่ที่หลังของมันจะกลวง และมีกิ้งกือ ซึ่งคนปักษ์ใต้เรียกว่า "ผึ้งกือ"อาศัยอยู่ข้างใน
สิ่งที่ผีหลังกลวงกลัวที่สุดคือ ปลาหมอ คนแก่คนเฒ๋าเล่ากันมาว่า แถบบ้านภูเขาแก้วในจังหวัดสตูลเมื่อถึงหน้านาชาวบ้านจะดำนา ถึงเวลาบ่ายๆชาวบ้ืานจะจับปลาหมอใส่ชายพกไว้ เตรียมรับมือกับผีหลังกลวงซึ่งอาศัยอยู่บนภูเขาแก้วจะลงมาจากภูเขาแล้วช่วยอาสาดำนาชาวบ้านกลัวผีหลังกลวงก็จะจับปลาหมอเตรียมไว้รับมือ ผีหลังกลวงกลัวชาวบ้านจะเอาปลาใส่หลังที่กลวงของมัน มันจะไม่กล้าช่วยดำนา แต่ถ้าหากชาวบ้านไม่หาปลาหมอไว้ ผีหลังกลวงจะช่วยดำนาจนมืดค่ำ แต่พอรุ่งเช้าเมื่อชาวบ้านมาดูนาที่ผีหลังกลวงดำให้ก็จะพบว่า
ต้นกล้าที่ปักดำไว้ถูกถอนทิ้งไปหมดแล้ว
เล่ากันมาว่า ชาวไร่ที่ทำไร่อยู่บนควน หรือ ภูเขาเตี้ยๆเวลาเขา "หน่ำข้าว" หรือปลูกข้าวพอถึงตอนเย็นๆใกล้ๆค่ำผีหลังกลวงจะลงจากภูเขามาช่วยเสมอ
ผีหลังกลวงจะขยันมาก ทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยไม่ว่าที่นาปลูกข้าวจะกว้างสักกี่ไร่ผีหลังกลวงจะหน่ำข้าวพักเดียวก็เสร็จแต่พอเช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อชาวไร่ไปดูก็พบว่า
ผีหลังกลวงได้ทำลายนาที่ปลูกข้าวบริเวณนั้นหมดแล้ว
คนเฒ่าคนแก่เชื่อกันว่าถ้าหากว่าใครเข้าป่าและเกิดพลัดหลงกับเพื่อนๆห้ามส่งเสียงเรียกโห่"ฮิ้ว"เป็นอันขาดเพราะจะมีเสียงโห่ขานรับของผีหลังกลวงดังขึ้นเป็นทอดๆ
จนแยกไม่ออกว่าเสียงไหนเป็นเสียงใครดังนั้นเวลาเข้าป่า คนแก่คนเฒ่าจะมีข้อห้าม คืิอ ห้ามส่งเสียงเรียกหากันเป็นอันขาด
มีเรื่องเล่าต่อกันมานมนานแล้วว่าที่ภูเขาสันกาลาคีรี จังหวัดยะลา ที่ชาวบ้านชอบเรียกกันว่า "ศาลาคีรี" ซึ่งเป็นแนวแบ่งเขตกั้นระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซียมีเรื่องพิสดารไม่น่าเชื่อเล่าต่อๆกันมาว่า
ถ้าหากชาวบ้านขึ้นไปบนภูเขาศาลาคีรี ซึ่งอาจจะขึ้นไปหาของป่าหรือขึ้นไปตัดไม้ก็ตามถ้าหากเกิดหลงป่า หาทางออกไม่ได้เที่ยววนเวียนอยู่ในป่าจนมืดค่ำ...เล่ากันว่าในตอนพลบค่ำผู้หลงป่าจะพบศาลาที่พักที่ศาลาที่พักนี้จะมีของกินสำหรับผู้หลงป่ามากมาย เช่น กล้วย อ้อย มะพร้าว มังคุด ลางสาด หรือผลไม้อื่นๆ ถ้าหากผู้ที่ได้พักศาลานี้อยากจะกิืนอะไร ก็จะบังเกิดสิ่งนั้นให้ได้กินทันทีและเมื่อผู้หลงป่าได้กินอาหารจนอิ่มหนำสำราญแล้ว ผู้ที่หลงป่านั้นก็จะสามารถลงจากเขา่แล้วกลับบ้านได้ทันทีโดยที่ไม่หลงเพราะจะเกิดมีทางลงจากภูเขาศาลาคีรีเป็นแนวตรงลงมานับว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์มาก
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็นทีี่เล่าลือกันมาปากต่อปาก ว่ามีพระภิกษุรูปหนึ่งได้ชักชวนชาวบ้านขึ้นไปหาของป่าบนภูเขาศาลาคีรีเพื่อหาของป่าที่จำเป็นมาใช้ในวัด ชาวบ้านเตรียมตะเกียงขึ้นไปด้วย เผื่อว่ามืดค่ำ ปรากฎว่าเที่ยวหาของป่าอยู่จนพลบค่ำและเกิดหลงทาง เที่ยวเดินหาทางออกก็ไม่พบจนมาพบศาลาของผีหลังกลวงจึงได้ชวนกันนั่งพักที่ศาลามีผลไม้อยู่มากมายหลังจากที่ชาวบ้านได้กินผลไม้จนอิ่มหนำ
สำราญแล้วก็พบทางที่จะลงจากภูเขา แต่ชาวบ้านแกล้ง"ตัดทาง"หมายไว้ คือแกล้งถางป่าให้เป็นทางลงมาเผื่อคราวหลังจะได้ขึ้นไปเที่ยวที่ศาลาของผีหลังกลวงอีกแต่ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อพระภิกษุชวนชาวบ้านไปดูก็
ปรากฎว่า...
ทางที่ได้ช่วยกันถางและทำเครื่องหมายไว้นั้นถูกผีหลังกลวงเจ้าของศาลาช่วยกันถางป่าให้วกไปวนมาจนทำให้ไม่สามารถหาทางขึ้นไปยังศาลาหลังนั้นได้อีก





มีเรื่องเล่าต่อๆกันมาอีกว่า
ที่วัดแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในบริเวณภูเขาศาลาคีรี ท่านเจ้าอาวาสวัดนี้เป็นเพื่อนเกลอกับหัวหน้าของผีหลังกลวง ชื่อ "เกลือน" ท่านเจ้าอาวาสได้ขอแรงให้เกลือน หัวหน้าผีหลังกลวงเกณฑ์ลูกน้องให้มาช่วยกันตัดไ้ม้เพื่อเอามาทำกุฏิภายในวัด โดยท่านเจ้าอาวาสสัญญาว่าจะจัดงานฉลองกุฏิอย่างยิ่งใหญ่โดยจะจ้างหนังตะลุงให้มาแข่งขันประชั้นโรงกัน ๘ คณะ เรียกว่าแสดงกันทั้ง ๘ ทิศ
หัวหน้าผีหลังกลวงแสดงความพอใจและได้เกณฑ์พรรคพวกให้ช่วยกันทำงานโดยตัดไม้และขนไม้มาถวยวัด ตอนกลางวันผีหลังกลวงจะไม่แสดงตัวแต่จะทำงานในเวลากลางคืน
บรรดาพลพรรคผีหลังกลวงช่วยกันตัดไำม้และขนไม้มาให้เจ้าอาวาสและช่วยกันทำกุฏิจนเสร็จท่านเจ้าอาวาสจึงไดจัดงานฉลองกุฏิตามสัญญา
มีคนมาเที่ยวงานกันมากมายชนิดมืดฟ้ามัวดินแต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหนมองเห็นนั่งตะคุ่มๆอยู่หน้าโรงหนังตะลุงแต่ปรากฎว่าหนังตะลุงที่มาแสดงในคืนนั้นมาไม่ครบ ๘ คณะ จึงไม่ได้แสดงครบทั้ง ๘ทิศ คืนนั้นหนังตะลุงแสดงไปจนดึกมากแล้วและก็มีคนพบว่า
ท่านเจ้าอาวาสได้ถูกผีหลังกลวงหักคอจนถึงแก่มรณภาพเสียแล้ว ว่ากันว่า
ที่เป็นเช่นนี้เพราะท่านเจ้าอาวาสไม่ได้ทำตามสัญญาที่ได้พูดไว้กับหัวหน้าผีหลังกลวง สำหรับคนปักษ์ใต้นั้นเป็นที่รู้จักกัันว่าในการแข่งขันประชันโรงเพื่อรู้แพ้รู้ขนะกันของหนังตะลุงนั้นจะวัดกันตรงที่ว่าในคืนนั้นโรงไหนมีผู้ชมหรือคนดูมากกว่ากัน
ถ้าโรงไหนมีผู้ชมมากกว่า ก็ถือว่าโรงนั้นชนะดังนั้นในงานวัดแถวๆภูเขาศาลาคีรีเมื่อมีการแข่งขันประชันโรงกันระหว่างคณะหนังตะลุง นายหนังหรือหัวหน้าคณะหนังที่รู้จักกับ "เกลือน" หัวหน้าผีหลังกลวงนายหนังก็มักจะเอ่ยปากขอแรงให้ "เกลือน" ช่วยนำลูกน้องหรือพรรคพวก
มาชมการแสดงหนังตะลุงของตนเพื่อให้ได้ชัยชนะ
เวลาที่ผีหลังกลวงมานั่งดูหนังตะลุงก็จะนั่งห่มผ้ากันอยู่เต็มหน้าโรง คนทั่วๆไปจะสังเกตรู้ว่าคณะไหนที่มีผีหลังกลวงมาช่วยเพราะจะแลเห็น
คนนั่งเต็มไปหมดและห่มผ้าปิดส่วนที่หลังกลวงไว้เพราะธรรมดาของคนสมัยก่อนนั้นผู้ชายมักจะไม่ค่อยสวมเสื้อผู้หญิงก็จะมีเพียงผ้าคาดอกเท่านั้น
การแต่งกายที่ผิดกับชาวบ้านทั่วไปนี่เองทำให้รู้ว่าโรงหนังตะัลุงโรงใดมีผีหลังกลวงมาช่วยกันดู
การมาช่วยดูหนังตะลุงของผีหลังกลวงทำให้หนังตะลุงคณะนั้นชนะจนมีชื่อเสียง เป็นช่องทางหนึ่งให้คนบ้านอื่นๆจ้างไปแสดงทำให้คณะหนังนั้นๆมีงานแสดงมากและมีรายได้มากขึ้น
เรื่องราวของผีหลังกลวงยังมีเล่าต่อๆกันอีกหลายต่อหลายเรื่อง บางเรื่องก็คล้ายๆกับว่าเป็นนิทานเล่าขานเพื่อความสนุกสนานก็มี บางเรื่องมีคติสอนใจคนก็มีเช่น เรื่องราวที่เล่าถึงความเป็นคนซื่อตรงรักษาคำพูดของผีหลังกลวง ใครที่ไม่รักษาคำพูดก็จะถูกผีหลังกลวงลงโทษ
ใครอยากรู้จัก "ผีหลังกลวง" ให้มากกว่านี้ ถ้าลงไปปักษ์ใต้ลองสอบถามคนเฒ๋าคนแก่ดูก็แล้วกัน เชื่อว่า ยังพอมีคนที่รู้จักอยู่บ้าง
อย่าไปถามคนรุ่นใหม่ก็พอ เพราะเชื่อว่าไม่มีใครรู้จักอย่างแน่นอน เพราะเรื่องผีหลังกลวงดูเหมือนจะค่อยๆถูกลืมเลือนไปเรื่อยๆไม่เหมือน "ผีกระสือ" ของชาวอิสานที่มีการหลอกหลอนสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นไม่สูญหายไปจากสังคมอิสาน แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตาม
มานพ แก้วสนิท
ที่มาจากหนังสือคู่สร้างคู่สม ปีที่ ๒๙ ฉบับที่ ๖๐๓



ผีหลังกลวงเป็นผีตามความเชื่อของคนปักษ์ใต้ เชื่อว่ามีรูปร่างหน้าตาเหมือนคนทั่วไป แต่ที่หลังมีลักษณะกลวงโบ๋ อาศัํยอยู่เป็นฝูง ๆ มักปรากฎเข้ามาพูดคุยหรือขอพักค้างแรมด้วยกับคนที่เข้ามาในป่า ในถิ่นของมัน
เด็กสมัยนี้ไม่รู้จักหรอก"ผีหลังกลวง" เด็กสมัยผมก็ไม่รู้จัก,ถ้าทวดไม่ได้เล่าไว้ครั้งหนึ่ง คนสมัยทวดผมรู้จัก แต่คนสมัยยายเองก็รู้จักน้อย

ผีหลังกลวงมีจริงๆ แต่สมัยนี้เป็นเพียงนิยาย และเป็นเรื่องเล่าที่ไม่มีใครรู้จักแล้ว
กระทั่งเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันกับผม ผมเองก็เลือนๆไปแล้ว..

มีคนไม่มากนักหรอกที่รู้จักผีหลังกลวง เพราะผีหลังกลวงมีอยู่ไม่กี่แห่งของพื้นที่หนึ่งแถบปักษ์ใต้ และอยู่เฉพาะแถบๆภูเขาที่มีน้ำตกและป่าทึบ แถวๆโคกโพธิ์ เทพา สะบ้าย้อย แล้วก็นาทวีเท่านั้น เพราะผีหลังกลวงมันชอบอยู่ที่มืดๆและเย็นๆ

ผีหลังกลวงก็เหมือนๆคนธรรมดาๆนี่แหละ แต่ชอบเดินหลังโกงหน่อยๆ มันจะปรากฏให้เห็นเฉพาะช่วงคืนเดือนหงาย และ หลอกเฉพาะคนไม่ดีเท่านั้น ส่วนคนดีๆมันจะ
ไม่หลอก และมันก็ไม่เคยหลอกเล่นใคร

ผีหลังกลวงมันไม่กลัวอะไรเลย หมอผีมันก็ไม่กลัว เพราะมันไม่กลัวข้าวสารเสก ควายธนู และมันก็ไม่ใช่ผีแบบผีตาดาโบ๋ด้วย เพียงอย่างเดียวที่มันกลัวคือ"ก้อนเส้าร้อนๆ" เวลาได้ยินเสียงร้องไห้โหยหวนขึ้นในค่ำคืนเดือนหงายนั่นแหละ
แสดงว่าคืนสมัยนั้นผีหลังกลวงออกอาละวาด ไม่มีใครกล้าออกจากบ้านหรอก นอกจาก..

แรกๆก็ไม่มีใครรู้ว่ามันกลัวอะไรแค่เจอมันหลอกก็ขนหัวลุกชักตาตั้งเสียสติกันแล้ว
เป็นเรื่องบังเอิญว่ามีอยู่คืนหนึ่งพวกที่มันไปหลอกนั้นกำลังแล่เนื้อเถือหนังพุงวัว
และตั้งก้อนเส้าก่อไฟจะตั้งวงโซ้ยแกล้มกันตรงนั้นเลยล่ะ เมื่อผีหลังกลวงเดินหลังคู้ๆมาถึงที่พวกนั้นก็ถามกันว่า"เฮ้ย มึงเป็นใคร" มันแสยะยิ้มไม่ตอบกระไรแล้วค่อยๆหันหลังมาทางวงช้าๆ..ทันทีนั้นเองวงก็แตกกระเจิง อารามใครคนหนึ่งตะกุยก้อนเส้าลงกลางหลังมันเข้าพอดี เสียงร้อนโหยหวนครั้งนั้น..ว่ากันว่าขโมยลักวัวกลุ่มนั้นต่อมากลายเป็นคนป้ำๆเป๋อๆกันไปหมดเลย

ทวดเล่าว่าสมัยเด็กๆถ้าใครเล่นเรื่องหลอกผีก็จะไม่ให้เล่นเรื่องผีหลังกลวง เพราะ
น่ากลัวมากห้ามเล่นไม่งั้นจะโดนก้อนเส้าปาใส่เอา

ผีหลังกลวงสูญพันธุ์ไปแล้วจากตระกูลผี สูญไปพร้อมกับภาษาพูด มึง-ไซ่-ไร-กู-รู-
กรู-อิอิ-หรอ-ก-หมรึง-ไซ่-ไหร่--เพราะหลังจากที่คนรู้กันต่อมาว่าผีหลังกลวงกลัวอะไร
ไม่นานมันก็ไม่ยอมปรากฏกายมาหลอกได้ง่ายๆอีกเลย

แต่ผีก็คือผี มันย่อมอยากหลอกคนค่ำยันเช้า!! ดังนั้นเมื่อมันรู้ว่าถ้ามันเผลอหันหลังให้คนมันเสร็จแน่ บางค่ำคืนมันจึงใส่เสื้อผ้าแล้วมันก็กลายเป็นคนไม่เป็นผีต่อไป มันจึงหลอกคนไม่ได้ แต่ถึงมันจะเป็นคนแล้ว แต่จิตใจมันก็ยังเป็นผีอยู่นั่นเอง แต่เพื่อความปลอดภัยและกลัวการสูญพันธุ์ มันจึงไม่ยอมถอดเสื้อผ้าอีกเลย

ทุกวันนี้ถ้าเราเจอผีหลังกลวงที่ไหนมันจะไม่ยอมเปิดเผยตัว แล้วเราก็ไม่รู้ว่ามั
นเป็นผีแม้แต่นิดเดียว

แต่มันรู้ตัวว่ามันเป็นผี หลายคนไม่เชื่อ กระทั่งต่อมามันเองก็ไม่เชื่อว่ามันเป็นผีหลังกลวงอีกต่อไป

อนิจจา..ตั้งแต่นั้นมา เราจึงไม่เคยปรากฏว่ามีใครได้เห็นหรือได้ยินชื่อผีหลังกลวง"อีกเลย.
Go to the top of the page
 
+Quote Post
torres09
post Nov 1 2010, 10:13 PM
Post #68


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 3,380
Joined: 7-June 08
Member No.: 39,362



ขอบคุณที่นำมาให้อ่านครับ สยองดี อ่านไปขนลุกไป blink.gif
Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Nov 2 2010, 03:43 PM
Post #69


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,906
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



666 เลขอาถรรพณ์



เรื่องราวของเลขอาถรรพณ์ 666 ที่ฝรั่งแสนจะกลัวนักกลัวหนา มีการตี ความกันมานับแต่โบราณกาล จวบจนปัจจุบันว่าปิศาจร้ายที่จะมาพร้อมกับเลขนี้มันคืออะไรกันหนอ ซึ่งก็ยังเถียงกันไม่จบ หาข้อสรุปไม่ได้ว่ามันคืออะไรกันแน่


ในคัมภีร์ไบเบิลซึ่งแบ่งเป็นสองส่วน คือ ส่วนแรกเรียกว่า Old Testament กับ New Testament เล่มสุดท้ายในจำนวน 27 เล่มของ New Testament มีชื่อว่า Revelation หรือบางแห่งก็เรียกว่า Apoc alypse ตามศัพท์เดิมที่มาจากภาษากรีก (ขอใช้คำทับศัพท์เพื่อป้องกันความผิดพลาด) มีเนื้อหาเรื่องราวมากกว่าเล่มอื่นๆ และ 666 ก็มาจาก Revelation นี่เอง ในบทที่ 13 ตอนที่ 16-18 ของคัมภีร์กล่าวถึงสัตว์ร้าย (beast) ซึ่งน่าจะหมายถึงซาตานที่เป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาคริสต์ (ตามเนื้อหาในหนัง) สัตว์ร้ายที่ว่านี้มีชื่อซึ่งเขียนได้ตรงกับตัวเลขที่มนุษย์ใช้กันคือ 666 ไบเบิล เองนั้นตีพิมพ์ออกมาหลายภาษา แค่ที่เป็นภาษาอังกฤษก็มีอยู่หลายเวอร์ชั่น ดังนั้น จึงมีความแตกต่างกันไปบ้างนิดๆหน่อยๆ อย่างคัมภีร์บางฉบับบอกแค่ว่า 666 เป็นสัญลักษณ์ ที่อยู่ประจำตัวสัตว์ร้ายนั้น ฝรั่งเขาตีความกันว่าสัตว์ร้ายนั้นต้องเป็นใครสักคน ที่ต่อต้านศาสนาคริสต์ หรือเป็นตัวการทำลายล้างมนุษยชาติ ทำให้มีข้อมูลแปลกๆหลายอย่างเกิดขึ้นมาให้เห็น โดยที่ทั้งหมดสามารถถอดรหัสออกมาได้เป็น 666!!!

พระกรีก นิกายโปรเตสแตนต์รูปหนึ่งชื่อ อิเรเนอุส ผู้มีชีวิตอยู่ในราว ค.ศ.100-202 พระรูปนี้ขึ้นชื่อในเรื่องต่อต้านพวกที่เป็นปฏิปักษ์กับศาสนาคริสต์ แบบโปรเตสแตนต์ หลังจากเสียชีวิตไป ได้รับการยกย่องให้เป็นนักบุญอิเรเนอุส ได้เขียนหนังสือชื่อว่า Against Heresies ในนั้นได้กล่าวถึงเลข 666 ไว้ไม่น้อย ท่านได้ใช้ภาษากรีกในยุคของท่านเขียนแทนคำหลายคำ อย่างเช่นคำว่า LATEINOS ซึ่งมีความหมายว่า คนที่ใช้ภาษาลาตินในการพูดสื่อสารกัน จากนั้น ตัวอักษรแต่ละตัวเมื่อแทนค่าด้วยตัวเลขตามความหมายในภาษากรีกโบราณแล้ว จะได้ค่าตัวเลขดังต่อไปนี้ L=30 A=1 T=300 E=5 I=10 N=50 O=70 S=200 เมื่อเอาตัวเลขที่ได้มารวมกัน แล้วได้ค่าเท่ากับ 666 พอดี

ที่น่าประหลาดคือ ลาตินเป็นภาษาทางการของวาติกัน ซึ่งเป็นศูนย์รวมของคริสต์แบบโรมันคาทอลิก นอกจากนั้น ยังมีอีกหลายคำที่เมื่อแปลงตัวอักษรไปเป็นตัวเลขโดยวิธีเดียวกันแล้วก็จะได้ 666 เช่นกัน คำเหล่านั้น ได้แก่ HE LATINE BASILEIA (แปลว่า อาณาจักรของพวกลาติน) ITALIKA EKKLESIA (ศาสนาคริสต์แบบอิตาลี ซึ่งก็น่าจะหมายถึงโรมันคาทอลิกนั่นเอง) APO STATES (การกบฏทางศาสนา) PARADOSIS (คำนี้ตรงกับคำว่า Tradition ในภาษาอังกฤษความหมายในที่นี้เจาะจงถึงข้อปฏิบัติบางอย่าง ที่คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ไม่พอใจว่าวาติกันกำหนดขึ้นเอง โดยวาติกันให้เหตุผลว่าเป็นข้อปฏิบัติที่ไม่ถูกบันทึกไว้) เกี่ยวกับการแทนค่าของคำแต่ละคำ นอกจากการแปลงตัวอักษรเป็นตัวเลขโดยใช้ภาษากรีกโบราณแล้ว การแปลงโดยใช้ภาษาฮีบรูในคำบางคำที่มีความหมายว่าอาณาจักรโรมัน และคนโรมัน ก็ให้ค่า ตัวเลขรวมออกมาเป็น 666 เช่นกัน (ขอให้ดู ตารางประกอบด้วยจะเห็นภาพที่ชัดเจน) ดังนั้น ความหมายตามที่อิเรเนอุสถอดรหัสออกมา สัตว์ ร้ายหรือปิศาจที่กล่าวถึงในไบเบิลคือพวกที่ไม่ยึดถือตามแนวทางปฏิบัติแบบเดิมนั่นเอง

ในภาษาฮีบรู คำว่า ROMIITH แปลว่า อาณาจักรโรมัน ROMITI แปลว่า คนโรมันตารางต่อไปแสดงให้เห็นค่าของตัวเลขที่เมื่อรวมแล้วก็ได้ 666 เช่นกัน








หรียญทองโบราณที่ทำขึ้นในยุคบาบีโลนจำนวนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ ในกรุงเบอร์ลิน เป็นเหรียญสองด้านที่บอกให้ ทราบว่าพวกเขานับถือพระอาทิตย์ อีกด้านหนึ่งเป็นตารางสี่เหลี่ยมจำนวน 36 ช่อง คือเรียงในแนวตั้งหกช่อง แนวนอนหกช่อง ตารางนี้ใส่ตัวเลขตั้งแต่ 1 ถึง 36 ลงไปโดยไม่ซ้ำกัน ซึ่งนักโบราณคดีกล่าวว่า ช่องทั้ง 36 ช่องมีความหมายถึงสวรรค์ ที่ยึดหลักดาราศาสตร์ 36 ชั้น เหรียญพวกนี้จะใช้ประกอบการทำนายอนาคตที่นักบวชจะเป็นผู้ทำหน้าที่นั้น แม้จะไม่ได้โยงไปหาไบเบิล แต่ที่แปลกคือ ตัวเลขในตารางแต่ละแถว ไม่ว่าแนวตั้ง หรือแนวนอนรวมกันแล้วได้ผลลัพธ์เป็น 111 ซึ่งเมื่อคูณด้วย 6 (ซึ่งหมายถึง 6 แถว) ก็ได้ค่าออกมาเป็น 666 แม้กระทั่งช่องตามแนวทแยง ก็ให้ผลลัพธ์เช่นเดียวกัน ส่วนอีกเหรียญหนึ่งเป็นของกรีกที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน (สำหรับคนที่เคยเล่นเกมส์ Sudoku คงเข้าใจหลักการของการเรียงตัวเลขแบบนี้ แต่ที่แปลกคือ ทำไมต้องเป็น 666?)

มีนักทำนายอนาคตชาวตะวันตกบางคนทำนายโดยอิงข้อความดังกล่าวจากไบเบิลไว้ว่า 666 นั้นเป็นการบอกถึงวันสิ้นโลก ซึ่งน่าจะได้แก่วันที่ 6 เดือนมิถุนายน ค.ศ.1906 หรือไม่ก็วันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ.2006 ซึ่งทั้งสองวันตามคำทำนายก็ผ่านมาเรียบร้อยแล้วโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น

นอกจากการเกี่ยวข้องในด้านความเชื่อทางศาสนาแล้ว 666 ยังไปเกี่ยวข้องกับอะไรที่แปลกๆอีกหลายเรื่อง

ผลบวกตัวเลขทั้งหมดในวงล้อรูเล็ตต์ ซึ่งมีตัวเลข 1 ถึง 36 นั้น เท่ากับ 666

666 เป็นชื่อเล่นที่นักเคมีใช้เรียก Benzene Hexachloride ซึ่งเป็นยาฆ่าแมลงที่ออกฤทธิ์แรงมาก สัญลักษณ์ทางเคมีของสารชนิดนี้คือ C6H6C16

ผลบวกของค่าเงินแบบเหรียญของญี่ปุ่นซึ่งมีมูลค่า 500, 100, 50, 10, 5, 1 เยน รวมกันแล้วเท่ากับ 666 เช่นเดียวกับผลบวกของตัวเลขโรมัน D=500, C=100, L=50, X=1, V=5, I=1 (แต่เลขโรมันยังมี M อีกตัวที่มีค่าเท่า กับ 1000)

ชื่อเต็มของอดีตประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน นั้นมีจำนวนตัวอักษรที่นับได้ 666 คือ RONALD WILSON REAGAN ทำให้เขามีชื่อเล่นในหมู่คนสนิทว่า “666” นอกจากนั้น บ้านที่แคลิฟอร์เนียของเขาในช่วงที่พ้นจากตำแหน่งคือบ้านเลขที่ 666 ซึ่งต่อมาถูกขอให้ เปลี่ยนเป็น 668

ที่สหรัฐอเมริกามีทางหลวงหมายเลข 666 ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “the Highway of the Beast” ต่อมาถูกเปลี่ยนหมายเลขเป็น 491 ในปี 2003





โลกที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วหลังการเกิดของคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต หลายคนมองว่าเป็นตัวการที่นำมนุษยชาติไปสู่การทำลายล้างกันได้เร็วขึ้นและง่ายขึ้น ถ้าเราเอาตัวอักษร ในภาษาอังกฤษเริ่มจาก A แทนค่าด้วย 1, B=2 แบบนี้ไปจนถึงตัว Z ซึ่งเท่ากับ 26 แล้วเอาตัวเลขที่ได้มาแทนค่าในคำว่า COMPUTER ตัวเลขที่ได้คือ 3 15 13 16 21 20 5 18 เมื่อเอาตัวเลขแต่ละตัวคูณด้วย 6 แล้วนำผลลัพธ์มาบวกกัน ค่าสุดท้ายที่ได้คือ 666 ส่วนตัวอักษร www ซึ่งรู้กันดีว่าคือ World Wide Web นั้น มีค่าเท่ากับ 666 ในภาษาฮีบรู เพราะตัวอักษรตัวที่ 6 ในภาษาฮีบรูนั้นเขียนเป็น W หรือ V

สรุปแล้ว 666 สำหรับชาวคริสต์บาง กลุ่มเป็นตัวเลขที่ไม่ น่าพิสมัยเอาเสียเลยซึ่งเรื่องเกี่ยวกับอาถรรพณ์เลข 666 นี้ก็มีการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์แล้วถึง 2 ครั้งในชื่อ The Omen ครั้งแรกฉายเมื่อปี ค.ศ.1976 และนำกลับมาสร้างใหม่ออกฉายในปีนี้ เนื้อหาของหนังเป็นเรื่องราวของปิศาจร้ายที่มาเกิดเพื่อทำลายล้างมนุษย์ให้หมดไป

การมาของมันจะมีเหตุการณ์ร้ายๆหลายอย่างเกิดขึ้นบนโลกเราในทำนองลางบอกเหตุ ปิศาจร้ายจะเกิดขึ้นมาในลักษณะของทารกเพศชายโดยทั่วไป แต่มีสัญลักษณ์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดคือ เลขอาถรรพณ์ 666

Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Nov 2 2010, 03:49 PM
Post #70


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,906
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



666" เลขประจำตัวซาตานมาจากไหน






ที่มาของเลขซาตาน หรือ 666 นั้นมาจากคำทำนายที่ถกเถียงกันอย่างไม่สิ้นสุดในพระคัมภีร์วิวรณ์ ซึ่งเป็นบทสุดท้ายในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ พระคัมภีร์วิวรณ์เล่าถึงวันสิ้นโลก (Armageddon) ซึ่งเกิดมหาสงครามขึ้นระหว่างความดีและสิ่งชั่วร้าย โดยในที่สุดความดีหรือพระเจ้าจะเป็นผู้ได้รับชัยชนะ ทั้งนี้ในคัมภีร์นี้เรียกซาตานว่าเป็นผู้ต่อต้านพระคริสต์



บทที่ 13 ของคำภีร์วิวรณ์กล่าวถึงเลข 666 อย่างชัดเจน โดยได้บรรยายถึงสัตว์ร้ายหรือซาตานที่มีอำนาจชั่วช้าและคุณลักษณะของเหล่าสาวกของมัน โดยมีตอนหนึ่งระบุว่า บนมือขวาและหน้าผากของพวกมันจะมีเครื่องหมายของซาตานบ่งบอกไว้ ซึ่งก็คือหมายเลข 666 นั่นเอง



นานนับหลายร้อยปีแล้วที่บรรดานักเทววิทยาครุ่นคิดและพยายามตีความภาษาเชิงสัญลักษณ์ที่เต็มไปด้วยคำทำนายเหล่านี้ และยังคงเป็นประเด็นถกเถียงกันถึงความหมายที่แท้จริงของหมายเลขนี้ นักเทววิทยาที่ศึกษาเรื่องวันสิ้นโลกบางกลุ่มตีความว่า "สัตว์ร้าย" คือสิ่งมีชีวิตที่ถูกควบคุมโดยผู้ที่ต่อต้านพระคริสต์ หรือเป็นผู้ต่อต้านพระคริสต์เอง ขณะที่นักวิชาการบางกลุ่มเชื่อว่าหมายเลข 666 ในคัมภีร์วิวรณ์อ้างถึงบุคคลในประวัติศาสตร์ เช่น ดร.เดลเบิร์ต ฮิลเลอร์ ซึ่งเชื่อว่าหมายเลขนี้เป็นรหัสของจักรพรรดิเนโร รวมถึงจักรพรรดิของชาวโรมันองค์อื่นๆ อีก ซึ่งมีเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์สนับสนุนด้วย เนื่องจากจักรพรรดิเหล่านี้ปราบปรามและเข่นฆ่าทั้งชาวยิวและชาวคริสต์ในยุคแรกอย่างหนัก ขณะที่ทราบกันว่า ชน 2 กลุ่มนี้มีชีวิตอยู่รอดด้วยการใช้ตัวเลขและรหัสเพื่อหลบหลีกการถูกประหัตประหารภายใต้การปกครองของจักรพรรดิโรมัน



นอกจากนี้ ยังมีคำถามว่าทำไมถึงต้องเป็นเลข 666 แต่ก็ไม่มีคำตอบที่แน่ชัด บางกลุ่มเชื่อว่า เลข 6 เป็นเลขของมนุษย์ เนื่องจากคัมภีร์ไบเบิลเล่าว่าพระผู้เป็นเจ้าสร้างมนุษย์ในวันที่ 6 ขณะที่ซานตานนั้นถูกระบุว่าเป็นสิ่งมีชวิตที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (ตรงข้ามกับแนวคิดที่พระเจ้าเป็นศูนย์กลาง) ดังนั้น หมายเลขของซาตานน่าจะเกี่ยวพันกับหมายเลขของมนุษย์และเป็นที่มาของหมายเลข 666 อย่างไรก็ตาม คำอธิบายดังกล่าวเป็นเพียงหนึ่งในทฤษฎีที่ถกเถียงกันอย่างไม่มีวันจบเกี่ยวกับเลขนี้เท่านั้น



แต่ที่แน่ๆ มีชาวคริสต์ไม่น้อยที่หวาดหวั่นกับตัวเลขนี้ ไม่แพ้กับเลข 13 จึงไม่น่าแปลกที่ต่างพยายามหลีกเลี่ยงการใช้เลขอาถรรพณ์เหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อบริษัทอินเทลผลิตซีพียูรุ่นเพนเทียม 3 ความเร็ว 666 เมกะเฮิร์สออกมาในปี 1999 ก็ตัดสินใจวางจำหน่ายในชื่อ "Pentium III 667" แทน

Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Nov 3 2010, 07:29 AM
Post #71


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,906
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



การาสุเทนกุ





การาสุเทนกุ หรือ นกสามขา (ญี่ปุ่น: 天狗 Tengu ?) ความเชื่อเรื่องนกสามขาที่มีอยู่ทั้งในแถบญี่ปุ่นและเกาหลี โดยทางญี่ปุ่นเชื่อว่าการาสุเทนกุ มีภาพลักษณ์ของปีศาจร้าย และมักจะสร้างพายุเข้าโจมตีผู้คนเสมอๆ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ ถูกพายุถล่มบ่อยครั้ง การาสุเทนกุเป็นข้ารับใช้ของไดเทนกุ ซึ่งมักปรากฏภาพของไดเทนกุ ที่ล้อมรอบไปด้วยการาสุเทนกุ บางความเชื่อนั้นเชื่อว่าการาสุเทนกุไม่ได้เป็นผีร้าย ทั้งยังเป็นปีศาจที่รักสงบและสุภาพ แต่การกระทำร้ายๆนั้น เป็นเพราะการาสุเทนกุต้องทำตามคำสั่ง ของไดเทนกุ

ตามความเชื่อแล้ว การาสุเทนกุมีแต่เพศผู้ จะอาศัยอยู่ในป่าลึก เป็นผีที่คาดเดาไม่ได้ ตามเรื่องเล่ามักจะพฤติกรรมที่คาดเดาได้ยาก บางครั้งมันจะลักพาตัวเด็กๆ ไปทิ้งไว้ในป่า แล้วเฝ้ามองเด็กที่หลงทางอยู่ในป่า แต่บางเรื่องเล่าผู้คนก็บอกว่าเมื่อใดที่หลงป่า ให้ขอร้องให้การาสุเทนกุช่วยแล้วมันจะนำทางออกจากป่าให้ได้ การาสุเทนกุยังชอบปล่อยข่าวลือ สร้างความวุ่นวายให้มนุษย์ แต่บางคนกลับเชื่อว่าการาสุเทนกุชอบสงคราม อีกทั้งมันยังเชื่อว่ามนุษย์ไม่ควรมีอำนาจมากเกินไป เหตุการณ์การประท้วงหรือสงครามในสมัยก่อน จึงมักโทษว่าเป็นฝีมือของการาสุเทนกุที่ปล่อยข่าวลือ

การาสุเทนกุสามารถเรียกพายุได้ เชี่ยวชาญมนต์มายา และวิชาแปลงกาย มีพละกำลังมากทั้งยังเจนจัดการรบ เป็นสมุนที่พึ่งพาได้ของไดเทนกุ ซึ่งเป็นเทนกุที่มีลำดับชั้นสูงกว่า ลักษณะของการาสุเทนกุคล้ายกับมนุษย์นก ซึ่งมักไปไหนมาไหนด้วยการบิน แต่ว่าไดเทนกุจะใช้วิธีเคลื่อนย้ายในพริบตา มากกว่าการบินถ้าเป็นระยะทางสั้นๆ

การาสุเทนกุชื่นชมผู้กล้าที่กล้าต่อกรกับผู้นำทรราชย์ การาสุเทนกุจะช่วยเหลือเหล่าผู้กล้า ให้สามารถสู้เพื่อความยุติธรรมได้ จึงมีคนเชื่อว่าการที่ชื่อเสียงของการาสุเทนกุเสียหาย เป็นเพราะเหล่าผู้นำทรราชย์ที่สูญเสียอำนาจใส่ความการาสุเทนกุ ดังนั้นแม้ว่าในยุคปัจจุบันมนุษย์จึงมีความยำเกรงการาสุเทนกุ บางครั้งถึงกับเรียกว่าเป็น เทพพยาบาท เมื่อใดที่มนุษย์ล่มหลงในอำนาจ หรือผิดคำสาบาน การาสุเทนกุจะออกมาจากเขาแล้วทำลายผู้นั้นให้สิ้น

มีเรื่องเล่าหนึ่งเล่าว่า มีหญิงสาวคนหนึ่งที่สายตาย่ำแย่มาก เล็งอะไรไม่เคยแม่นยำเลย แต่ถูกการาสุเทนกุเข้าสิง และในฝันการาสุเทนกุได้สอนวิชาดาบให้กับเด็กผู้หญิงคนนั้น จนเธอกลายเป็นนักดาบที่ร้ายกาจและมีชื่อเสียง บางข่าวลือก็เล่าว่า เหล่าชิโนบิหรือนินจา คือเหล่าผู้ที่ได้รับการฝึกฝนวิชาจากการาสุเทนกุ




เรื่องเล่าที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับการาสุเทนกุ คือ เรื่องราวของ มินาโมโตะ โนะ โยชิซึเนะ (Minamoto no Yoshitsune) ซึ่งเดิมชื่อว่าอุชิวากะมารุ เป็นลูกชายของ โยริโทโมะซึ่งเป็นเจ้าเมืองที่ถูกลอบสังหาร แต่อุชิวากะมารุได้รับการไว้ชีวิต อุชิวากะมารุจึงออกบวช และเร้นกายอยู่ในวัดแถบหุบเขาคุรามะ มีอยู่วันหนึ่ง อุชิวากะมารุได้ไปพบกับการาสุเทนกุเข้า การาสุเทนกุรู้สึกถูกชะตากับอุชิวากะมารุ จึงสอนเพลงดาบให้ จนอุชิวากะมารุเป็นนักดาบที่เก่งกาจ และสามารถรวบรวมกองกำลัง ชิงอำนาจกลับคืนมาได้เป็นผลสำเร็จ และได้เป็น มินาโมโตะ โน โยชิซึเนะ

ในภาพยนตร์เรื่อง จูมง นกสามขาเป็นสัญลักษณ์ของจูมง และเนื่องจากว่านกสามขากับการาสุเทนกุมีลักษณะที่คล้ายกัน ซึ่งภาพลักษณ์ของการาสุเทนกุไม่ค่อยดีนัก ทำให้ธิดาเทพยองมีอึนที่มองเห็นการมาของนกสามขาทำนายผิดพลาดไป คิดว่าจูมงจะเป็นกาลกีณีกับแคว้นพูยอ ต้องหาทางกำจัดเสีย ซึ่งธิดาเทพลืมไปว่าการาสุเทนกุยังมีนิสัยชอบช่วยเหลือผู้กล้า ที่ลุกขึ้นต่อสู้กับผู้นำทรราชย์ ภายหลังธิดาเทพยองมีอึน จึงนับถือการาสุเทนกุเป็นเทพคุ้มครอง

นกสามขาที่มีลักษณะคล้ายกับการาสุเทนกุก็คืออีกาสามขา ยาตะการาสุ (八咫烏) ซึ่งเป็นนกประจำตัวของเทพีสุริยาอะมะเตะระสุและเป็นสัญลักษณ์ของสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นในปัจจุบัน
Go to the top of the page
 
+Quote Post
vichai-ratana
post Nov 3 2010, 08:44 AM
Post #72


หัตถ์เทวะ
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 1,712
Joined: 22-March 08
From: พิจิตร
Member No.: 34,444



เรื่อง...........ผีผี..........ที่นี่..............ที่เดียว...............จบ


ขอบคุณมากๆครับ thumbsup.gif
Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Nov 3 2010, 11:17 AM
Post #73


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,906
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



กัปปะ



กัปปะ (ญี่ปุ่น: 河童 Kappa ?) เป็นผีญี่ปุ่นชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในจำพวกพรายน้ำ มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกบ ตัวสีเขียว แต่มีกระดองเต่าอยู่ข้างหลัง เท้ามีพังผืดทั้งเท้าหน้าและเท้าหลัง จมูกแหลม มีลักษณะศีรษะที่แบนและกลางกระหม่อมไม่มีผม เป็นปีศาจที่อาศัยอยู่ตามหนองน้ำหรือแหล่งน้ำต่าง ๆ เชื่อว่า อาหารที่กัปปะชอบคือ แตงกวา ชอบเล่นซูโม่เพราะมีพละกำลังเยอะ ลักษณะพิเศษคือ มีจานอยู่บนหัวไว้เก็บน้ำ ซึ่งน้ำจะทำให้กัปปะมีพลังพิเศษ และมีพละกำลังมากขึ้น ในทางกลับกันถ้าสูญเสียน้ำไป กัปปะจะอ่อนแรงลงอย่างมาก ถึงขนาดที่ไม่สามารถขยับตัวได้ ถึงแม้ว่ากัปปะจะมีรูปร่างพอๆกับเด็ก แต่ก็เป็นผีที่เอาชนะได้ยาก มันมีปากแหลมเหมือนนก ผิวเป็นเมือกลื่น อาจมีสีเขียว น้ำเงิน หรือแดง มือเป็นผังผืด ที่หลังจะมีกระดองเต่า มีขนดกทั่วตัว แขนขาของกัปปะยาว และยืดหยุ่นได้ เมื่อกัปปะขึ้นจากน้ำจะหมดฤทธิ์ จึงใส่น้ำไว้บนศีรษะที่แบนราบของตัวเอง ดังนั้นเมื่อพบเจอกับกัปปะให้ก้มคาราวะ เมื่อกัปปะคาราวะตอบ น้ำบนศีรษะจะหก ทำให้หมดฤทธิ์ และ อีกวิธี ก็คือ ให้เขียนชื่อตัวเอง ลงไปในแตงกวา แล้วขว้างลงไปในแม่น้ำ เมื่อ กัปปะ มาเจอแตงกวานี้เข้าก็จะกินอย่างเอร็ดอร่อย และ ก็จดจำชื่อ ที่อยู่บนแตงกวาด้วย คราวหน้าบังเอิญต้องเจอะเจอเจ้าของชื่อ กัปปะ ก็จะไม่ทำอันตรายอะไร ปัจจุบันมีซูชิชนิดหนึ่ง ไส้แตงกวา เรียกว่า "กัปปะ มากิ"



กัปปะมีความมั่นใจในพละกำลังตัวเองมาก มักจะท้ามนุษย์ในการแข่งซูโม่ จึงมีเรื่องเล่าว่า คนที่ฉลาดจะทำความเคารพกัปปะก่อนเริ่มการประลอง ด้วยการก้มศีรษะ แล้วกัปปะจะก้มตาม ทำให้น้ำกระฉอกออกจากจาน กัปปะจะอ่อนแรงลง และพ่ายแพ้ในที่สุด ซึ่งจะทำให้กัปปะเสียใจอย่างมาก นิสัยของกัปปะ คือ ชอบกินแตงกวา ในฤดูเก็บเกี่ยวแตงกวาของเกษตรกร ที่ญี่ปุ่นจึงมีธรรมเนียมการลอยแตงกวาลงแม่น้ำ เพื่อเซ่นวารีเทพ และทำทานให้ผีอดโซ เป็นที่มาของเรื่องเล่าที่ว่า หากชายใดแก้ผ้าลงเล่นน้ำในแม่น้ำ อาจถูกกัปปะดึงของลับ เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นแตงกวาที่เอามาเซ่น กัปปะมีนิสัยที่ขี้เล่นและอยากรู้อยากเห็น ซึ่งบางครั้งก็เป็นอันตรายกับมนุษย์


กัปปะมีความอันตรายเช่นเดียวกับผีร้ายอื่นๆ มีเรื่องเล่าอยู่เสมอๆ ว่ากัปปะเคยหลอกล่อให้คนลงไปในน้ำ มักจะลากม้า หรือเด็กๆลงแม่น้ำจนจมน้ำตาย หากถูกชาวประมงจับได้ มันจะปล่อยตดออกมาป้องกันตัว ซึ่งเหม็นบรรลัย ทั้งยังมีเรื่องเล่าที่ว่า กัปปะจะคอยแอบอยู่แถวๆ ส้วม เมื่อคนเผลอมันจะแกล้งโดยใช้นิ้วสวนทวาร ซึ่งพฤติกรรมพิเรนนี้ อาจทำให้มันถูกคนจับตัวได้ แต่กัปปะมีความสุภาพอ่อนน้อมและมีสัมมาคาราวะมาก กัปปะเป็นพรายที่มีความคิดความรู้สึกผิด มันจะขอโทษโดยการจับปลามาให้ที่หน้าประตูบ้านทุกวัน หรือไม่ก็มอบยาสมุนไพรชั้นเลิศที่มันปรุงขึ้นมาให้ ซึ่งกัปปะมีความเชี่ยวชาญด้านการปรุงยาลี้ลับอย่างมาก

ความเชื่อเรื่อง กัปปะ มีกระจายไปทั่วประเทศญี่ปุ่น มีตำนานเล่าว่ามีช่างไม้ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ชื่อ ฮิดาริจินโกโร่ อ้างว่าตุ๊กตาไม้ที่เขาทำโยนลงน้ำ กลายเป็นกัปปะไป อีกตำนานก็เล่าว่า เดิมกัปปะเป็นเทพที่ดูแลแม่น้ำลำคลอง แต่เมื่อมนุษย์เลิกนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กัปปะเลยตกชั้นเป็นเพียงภูติผีธรรมดา

อาจเป็นไปได้ว่า สิ่งที่มีบุคคลเห็นปีศาจชนิดนี้ คือ สัตว์บางประเภทเช่น นาก หรือ ลิง มาก้มดื่มน้ำในเวลากลางคืนก็ได้ ปัจจุบัน เรื่องราวของกัปปะถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ ละคร หรือการ์ตูนต่าง ๆ มากมาย เช่น ตัวละคร ซูเนโอะ ในเรื่องโดราเอมอน ก็นำมาจากกัปปะนั่นเอง โดยมากแล้ว กัปปะ ที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ นั้น มักจะไม่มีภาพของความน่ากลัวหรือเป็นอันตราย ซึ่งต่างไปจากความเชื่อดั้งเดิม



Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Nov 3 2010, 11:33 AM
Post #74


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,906
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



คาไมทาจิ


คาไมทาจิ (ญี่ปุ่น: 鎌鼬 Kama-itachi ?) เป็นภูตลมในตำนานความเชื่อญี่ปุ่น ชื่อของคาไมทาจินั้น คามะ แปลว่า เคียว,อิทาจิ แปลว่า ตัววีเซิล เนื่องจากว่าคาไมทาจิเป็นภูตลม จึงเคลื่อนไหวได้รวดเร็วเหมือนสายลม เรื่องเล่าเกี่ยวกับคาไมทาจิมีอยู่ว่าผู้คนที่ขึ้นไปบนภูเขา บางครั้งจะพบกับลมหมุน เมื่อลมหมุนผ่านไป เขาก็พบว่าตัวเองมีบาดแผลแต่ไม่รู้สึกเจ็บ คาไมทาจิอาศัยอยู่ในลมหมุน มีอยู่ด้วยกัน 3 ตัว มีพฤติกรรมคือ ตัวแรกจะชนเหยื่อให้ล้ม ตัวที่สองจะฟันเหยื่อให้เป็นแผล ส่วนตัวที่สุดท้ายจะทายาให้เพื่อห้ามเลือดและระงับอาการเจ็บปวด แต่การจู่โจมบางครั้งก็สร้างบาดแผลร้ายแรง และเจ็บปวดกว่าที่คิด ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทำไมคาไมทาจิจึงมีพฤติกรรมเช่นนั้น

คาไมทาจิจัดว่าเป็นอันตรายกับมนุษย์ เพราะมีบางเรื่องเล่ากล่าวว่า ผู้ที่พบปรากฏการณ์คาไมทาจิ บางครั้งไม่ได้ถูกฟันครั้งเดียว แต่จะถูกฟันแล้วทายา แล้วถูกฟันซ้ำๆอีก ซึ่งนับว่าน่ากลัว เพราะว่าคาไมทาจิมีนิสัยชอบต่อสู้อยู่เหมือนกัน


Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Nov 4 2010, 08:46 AM
Post #75


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,906
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



ซาชิกิวาราชิ


ซาซิกิวาราชิ (ญี่ปุ่น: 座敷童子 Zashiki-warashi ?) ตามความเชื่อของญี่ปุ่นส่วนมากมักจะอยู่ในรูปเป็นเด็กผู้หญิงที่อายุน้อยๆ ราวๆ 5-14 ปี อาศัยอยู่ตามห้องของบ้านที่เก่าๆ และตามอาคารต่างๆ บางครั้งจะวิ่งเล่นจนผู้อาศัยได้ยินเสียง บางครั้งจะออกมาเล่นกับเด็กๆ ซึ่งผู้ใหญ่จะมองไม่เห็น ซาชิกิวาราชิยังช่วยปกป้องเจ้าของบ้านจากภยันตรายต่างๆ รวมไปถึงสิ่งอัปมงคลที่จะมาย่างกรายเข้ามา ภายในบ้านที่ซาชิกิวาราชิอาศัยอยู่

เนื่องจากซาชิกิวาราชิจัดว่าเป็นผีประเภทหนึ่ง และมีพลังที่น่ากลัวของเทพอารักษ์ซึ่งมีทั้งคุณและโทษ มีเรื่องเล่าว่า หากซาชิกิวาราชิไปอาศัยอยู่ที่บ้านของใคร จะนำโชคลาภมหาศาล และความมั่งคั่งมาสู่บ้านหลังนั้น แต่เมื่อใดซาชิกิวาราชิจากบ้านนั้นไป ทรัพย์สมบัติและความเจริญรุ่งเรืองที่ซาชิกิวาราชินำมา จะมลายหายไปจนสิ้น และความพินาศจะมาเยือน

การที่ซาชิกิวาราชิจะเลือกอาศัยบ้านหลังไหนนั้น ไม่ทราบแน่ชัด แต่จะชอบเลือกบ้านที่ค่อนข้างเก่ามากกว่า สำหรับบ้านสมัยใหม่ซาชิกิวาราชิอาจจะเลือกเข้าอยู่บ้าง แต่ต้องไม่มีสำนักงานในตัวบ้าน เพราะซาชิกิวาราชิไม่ชอบกิจวัตรประจำวันที่อึกทึก ผู้คนพยายามที่จะสร้างห้องไว้ให้สำหรับซาชิกิวาราชิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามโรงแรมและสำนักงาน โดยจะเป็นห้องที่เต็มไปด้วยตุ๊กตาและของเล่น แต่ความพยายามดังกล่าวมักสูญเปล่า

การจะให้ซาชิกิวาราชิอยู่กับบ้านใดบ้านหนึ่งนานๆ ต้องการการดูแลที่เหมาะสม ซาชิกิวาราชิไม่ชอบการเอาใจที่มากเกินไป เพราะว่าซาชิกิวาราชิมีนิสัยเหมือนเด็ก บางครั้งก็สร้างปัญหาให้ได้เหมือนกัน การพูดคุยอย่างสุภาพเป็นวิธีที่ดีกว่าการแสดงอารมณ์โกรธ เพราะความโกรธจะขับไล่ซาชิกิวาราชิไปเหมือนกัน



Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Nov 4 2010, 08:54 AM
Post #76


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,906
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126









นุราริเฮียน หรือเทพอาคันตุกะ ไม่เป็นอันตรายกับมนุษย์ มักปรากฏตัวในรูปชายชราหัวโตๆ หน้าตาอิ่มเอิบ มีพลังในการสะกดจิตผู้คน ทำให้ผู้คนเข้าใจผิดว่าเป็นเจ้าของบ้าน หรือเจ้านายใหญ่ โดยมีเรื่องเล่าว่าเทพอาคันตุกะมักจะเข้าบ้านคนอื่น โดยไม่เกรงใจ และดื่มกินตามที่ตัวเองต้องการ บางครั้งผู้คนก็เข้าใจว่าเป็นปีศาจนักต้มตุ๋น ทว่าตามบ้านเก่าๆ มักมีศาลเจ้าที่เตรียมเครื่องเซ่นไว้ ซึ่งเป็นการจัดเตรียมไว้เพื่อต้อนรับเทพอาคันตุกะ ที่อาจจะมาแวะเยี่ยมเยียนตามบ้าน.....




Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Nov 5 2010, 11:12 AM
Post #77


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,906
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



เนะโกะมะตะ


เนะโกะมะตะ (ญี่ปุ่น: 猫又 Nekomata ?) หรือ แมวผี มีเรื่องเล่ามาว่า เมื่อแมวบางตัวมีอายุมากจะมีตบะสูงขึ้น แล้วกลายเป็นแมวผี ที่เรียกว่าบะเกะเนะโกะ (化け猫) ซึ่งมีหลายวิธีที่มันจะสามารถกลายเป็นบะเกะเนะโกะได้ และเมื่อหางมันแยกออกเป็น 2 หาง มันถึงจะพัฒนากลายเป็นเนะโกะมะตะ ซึ่งเนะโกะมะตะสามารถขยายตัวได้ถึง 1 เมตร และส่วนมากจะเดินด้วยขาหลัง 2 ขา และมันเป็นผีที่ไม่ยอมให้ใครมาดูถูก ถ้าใครปฏิบัติกับมันไม่ดี มันจะจดจำอย่างฝังใจ เชื่อกันว่าการเต้นรำของเนะโกะมะตะสามาถควบคุมคนตายได้ และยังเชื่ออีกว่าเนะโกะมะตะเป็นสาเหตุของเพลิงไหม้ที่ผิดปกติ จึงมีความเชื่อบางอย่างที่จะตัดหางแมวออกซะ เพื่อป้องกันไม่ให้มันกลายเป็นเนะโกะมะตะ

เรื่องเล่าของเนะโกะมะตะ แตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ บ้างก็เชื่อว่าเนะโกะมะตะจะกิน แม้กระทั่งเจ้านายของตัวเอง และการที่ทิ้งแมวไว้กับศพเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก เพราะมันอาจจะปลุกศพให้คืนชีพ และควบคุมศพได้ แต่ขณะเดียวกันก็มีเรื่องที่เล่าถึงเนะโกะมะตะซึ่งหลงรักเจ้านายของตน และแปลงร่างเป็นสาวงามเพื่อใช้ชีวิตด้วย



นะโกะมะตะ (ญี่ปุ่น: 猫又 Nekomata ) หรือ แมวผี มีเรื่องเล่ามาว่า เมื่อแมวบางตัวมีอายุมากจะมีตบะสูงขึ้น แล้วกลายเป็นแมวผี ที่เรียกว่าบะเกะเนะโกะ (化け猫) ซึ่งมีหลายวิธีที่มันจะสามารถกลายเป็นบะเกะเนะโกะได้ และเมื่อหางมันแยกออกเป็น 2 หาง มันถึงจะพัฒนากลายเป็นเนะโกะมะตะ ซึ่งเนะโกะมะตะสามารถขยายตัวได้ถึง 1 เมตร และส่วนมากจะเดินด้วยขาหลัง 2 ขา และมันเป็นผีที่ไม่ยอมให้ใครมาดูถูก ถ้าใครปฏิบัติกับมันไม่ดี มันจะจดจำอย่างฝังใจ เชื่อกันว่าการเต้นรำของเนะโกะมะตะสามาถควบคุมคนตายได้ และยังเชื่ออีกว่าเนะโกะมะตะเป็นสาเหตุของเพลิงไหม้ที่ผิดปกติ จึงมีความเชื่อบางอย่างที่จะตัดหางแมวออกซะ เพื่อป้องกันไม่ให้มันกลายเป็นเนะโกะมะตะ



เรื่องเล่าของเนะโกะมะตะ แตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ บ้างก็เชื่อว่าเนะโกะมะตะจะกิน แม้กระทั่งเจ้านายของตัวเอง และการที่ทิ้งแมวไว้กับศพเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก เพราะมันอาจจะปลุกศพให้คืนชีพ และควบคุมศพได้ แต่ขณะเดียวกันก็มีเรื่องที่เล่าถึงเนะโกะมะตะซึ่งหลงรักเจ้านายของตน และแปลงร่างเป็นสาวงามเพื่อใช้ชีวิตด้วย

Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Nov 5 2010, 11:17 AM
Post #78


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,906
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



ปีศาจจิ้งจอก



ปีศาจจิ้งจอก หรือ คิตสึเนะ (ญี่ปุ่น: 狐 Kitsune ?) ตามความเชื่อแล้วปีศาจจิ้งจอก เป็นจิ้งจอกที่มีพลังเวทย์ มีทั้งพวกที่จัดว่าศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นข้ารับใช้ของเทพอินาริ ซึ่งเป็นเทพแห่งการเพาะปลูก และพวกที่จัดว่าเป็นผีร้าย ปีศาจจิ้งจอกมีความเชี่ยวชาญในมนต์มายา และวิชาแปลงกาย ซึ่งบ่อยครั้งที่มักจะแปลงกายเป็นมนุษย์ เชื่อกันว่าสุนัขจิ้งจอกที่อายุยืน และมีตบะแก่กล้ามากพอ จะสามารถกลายเป็นปีศาจจิ้งจอกได้ เมื่อปีศาจจิ้งจอกอยู่จนครบ 100 ปี จะมีหางเพิ่มขึ้นมาหนึ่งหาง และมีพลังแข็งแกร่งขึ้น และหากมีหางครบเก้าหางเมื่อไหร่ จะมีพลังมหาศาลและชาญฉลาดอย่างยิ่ง

ปีศาจจิ้งจอกมีสังคมคล้ายคลึงกับมนุษย์ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้าและยืนสองขา บางครั้งก็เข้ามาปะปนอยู่กับ มนุษย์ธรรมดา ปีศาจจิ้งจอกสามารถแปลงกายได้แนบเนียน จนมนุษย์ธรรมดาจับไม่ได้ ปีศาจจิ้งจอกตนใดถูกมนุษย์จับได้ จะถูกลงโทษอย่างหนักจากสังคมปีศาจจิ้งจอก การที่ปีศาจจิ้งจอกจะสำเร็จ วิชาแปลงกาย สามารทำได้หลายวิธี ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การใช้กะโหลกมนุษย์ช่วยใน การแปลงกาย แต่ปีศาจจิ้งจอกที่ไม่ระมัดระวังอาจจะเหลือหลักฐานบางอย่าง อย่างเช่น ลืมแปลงกายอวัยวะบางส่วนที่อยู่ใต้เสื้อผ้า

เมื่อปีศาจจิ้งจอกแปลงร่างเป็นมนุษย์ มันก็มีความรู้สึกหรือความต้องการคล้ายมนุษย์เช่นกัน ปีศาจจิ้งจอกชอบกินของอร่อยๆ โปรดปรานเต้าหู้ทอด ชอบการได้สัมผัสกาย รวมไปถึงเรื่องเซ็กส์ เป็นหนึ่งในปีศาจที่มีเรื่องเล่าถึง สายสัมพันธุ์ที่ลึกซึ้งกับมนุษย์ การที่ปีศาจจิ้งจอกต้องแปลงกายมาปะปนกับมนุษย์ ไม่มีเหตุผลที่แน่นอน บางครั้งเชื่อว่า มันมาเพื่อค้นหาความรัก มีเรื่องเล่าว่า มีปีศาจจิ้งจอกที่แปลงกายเป็นสตรีที่งดงาม และแต่งงานอยู่กินกับมนุษย์ ทั้งยังสามารถสืบทายาทได้ด้วย ทายาทปีศาจจิ้งจอกจะมีความแข็งแกร่งผิดมนุษย์ รวมไปถึงมีพลังเวทย์ติดตัว และมีเสน่ห์ที่ประหลาด จนมีคำเล่าลือว่า องเมียวที่มีชื่อเสียงที่ชื่อ อาเบะโนเซย์เมย์ (Abe no Seimei) เป็นทายาทของปีศาจจิ้งจอก

มนต์มายาของปีศาจจิ้งจอกลึกล้ำมาก ถึงแม้ว่ามนุษย์จะรู้ว่าต้องมนต์ของปีศาจจิ้งจอก แต่สัมผัสของมนต์มายาก็เหมือนจริง จนแทบแยกความจริงกับภาพมายาไม่ออก ปีศาจจิ้งจอกที่มีตบะมากจะรู้จิตใจของมนุษย์ ทำให้สามารถสร้างภาพมายาที่มนุษย์คนนั้นต้องการเห็นได้ ทำให้แม้มนุษย์อยากปฏิเสธ ก็ยากที่จะทำได้
Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Nov 5 2010, 11:26 AM
Post #79


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,906
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



ปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง



ปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง (九尾の妖狐, คิวบิโนะโยโกะ) ปีศาจในตำนานญี่ปุ่น คำว่า คิว (九) หมายถึง เก้า, บิ (尾) หมายถึง หาง และ (โยโกะ) หมายถึง ปีศาจจิ้งจอก โดยสามารถหมายถึง

คิทซึเนะ (狐) - จิ้งจอกในนิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่นมีพลังพิเศษต่างๆ
ตามตำนาน ปิศาจจิ้งจอกเก้าหางมีที่มาจากอินเดีย, จีน และญี่ปุ่น ซึ่งนัยว่าเป็นปิศาจตนเดียวกัน คาดว่าน่าจะเป็นเรื่องของการสืบทอดวัฒนธรรมจากอินเดียไปยังจีนตามเส้นทางสายไหม และไปยังญี่ปุ่นโดยการเผยแพรทางวัฒนธรรม



จิ้งจอกเก้าหางของอินเดีย

ลัยตามเรื่องเล่าที่กล่าวถึงในิทานพื้นบ้านของชาวอินเดีย มีการกล่าวถึง สัตว์ที่มีรูปร่าง จิ้งจอกผสมงู มีลักษณะเป็นนรสิงห์ เพื่อเป็นสัตว์เลี้ยงหน้า บายนเทว


จิ้งจอกเก้าหางของจีน


เรื่องจิ้งจอกเก้าหางของจีน มีปรากฏอยู่ในตำนานเรื่อง ห้องสิน ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับไสยศาสตร์ และภูตผีปิศาจ

เรื่องราวมีอยู่ว่า พระเจ้าโจ้วหวาง (ติวอ๋อง) แห่งราชวงศ์ซางได้ไปสักการะเจ้าแม่หนี่วา หนึงวาสี ในวิหารของเจ้าแม่ ตามปกติ รูปเคารพเจ้าแม่จะมีผ้าแพรบางๆ กั้นใบหน้าอยู่ บังเอิญขณะนั้นมีลมพัดผ่านมา ทำให้ผ้าแพรเปิดออก โจ้วหวางได้เห็นใบหน้ารูปเคารพของเจ้าแม่หนวี่วางดงามยิ่งนัก จึงออกปากมาว่า เจ้าแม่งดงามขนาดนี้ หากได้มาเป็นมเหสีน่าจะดี

เมื่อเจ้าแม่หนวี่วาได้ยินดังนั้น จึงกริ้วมาก รับสั่งให้ปิศาจจิ้งจอกเก้าหาง ปิศาจพิณ และปิศาจไก่ มาทำให้โจ้วหวางเกิดความลุ่มหลงจนบ้านเมืองล่มสลายเพื่อเป็นการลงโทษ แต่อย่าให้ราษฎรต้องเป็นอันตราย

ในขณะนั้น มีนางงามนางหนึ่ง นามว่า ต๋าจี ลูกสาวของเจ้าเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งถูกส่งตัวเข้าวังเพื่อเป็นพระสนมของโจ้วหวาง ต๋าจี เป็นหญิงสาวที่มีรูปโฉมโนมพรรณงดงามมาก แต่หญิงงามมักอาภัพนัก จิ้งจอกเก้าหางได้แอบลอบฆ่าต๋าจี และสวมรอยเป็นต๋าจีเสียเองเพื่อลักลอบเข้าวัง

เมื่อโจ้วหวางได้พบต๋าจีก็รู้สึกพึงพอใจในตัวต๋าจีเป็นอย่างมาก เนื่องจากต๋าจีมีรูปโฉมงดงามราวกับเจ้าแม่หนวี่วา กิริยาวาจาไพเราะอ่อนหวานราวกับเทพธิดามาแต่สรวงสวรรค์ชั้นฟ้า ยากที่จะหาหญิงใดในแผ่นดินเสมอเหมือน จิ้งจอกเก้าหางจึงได้เริ่มการทำให้โจ้วหวางลุ่มหลงในตัวนาง ซึ่งไม่ได้เป็นการยากเย็นกระไรเลย เพราะนอกจากมีความงดงามเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยังสามารถร้องเพลง และเล่นดนตรีได้ไพเราะ อีกทั้งร่ายรำได้งดงาม ทำให้โจ้วหวางนานวันก็ยิ่งลุ่มหลงนางจนถอนตัวไม่ขึ้น และนางก็ได้ส่งเสริมให้โจ้วหวางทำแต่เรื่องชั่วร้าย ฆ่าคนเหมือนผักเหมือนปลาอยู่เสมอมา

ในที่สุดจิ้งจอกเก้าหางในร่างตาจี๋ ก็ได้ยุให้โจ้วหวางสร้างหอสอยดาวขึ้น ยังความทุกข์ยาก และนำมาซึ่งความตายแก่ราษฎรจำนวนมากมายมหาศาลที่ต้องถูกเกณฑ์แรงงานมาสร้างหอสอยดาวนี้

แต่ในที่สุด ปิศาจทั้งสามก็ถูก เจียงจื่อหยา ซึ่งได้ฝึกวิชาบนภูเขาจนกลายเป็นผู้วิเศษ ได้รับบัญชา เทียนมิ่ง นักรบจากสวรรค์ให้มาปราบทุกข์เข็ญของเหล่าราษฎร พร้อมทั้ง นาจาศิษย์เอก

ปิศาจทั้งสามถูกจับตัวไปให้เจ้าแม่หนวี่วา ตัดสินโทษ จิ้งจอกเก้าหางเห็นว่าตนสามารถทำงานที่เจ้าแม่มอบหมายให้ ทำไมจึงยังมีโทษอีก เจ้าแม่หนวี่วากล่าวว่าได้ใช้ให้ไปทำลายแต่เพียงโจ้วหวางเท่านั้น หาได้สั่งให้ไปเข่นฆ่าผู้คนมากมายเช่นนี้ไม่ การทำเกินกว่าคำสั่งแบบนี้จำต้องถูกลงโทษ ทั้งปิศาจพิณ และปิศาจไก่จึงถูกลงโทษให้ตายตกไปตามกัน ส่วนจิ้งจอกเก้าหางนั้นหลบหนีการลงโทษไปได้





จิ้งจอกเก้าหางของญี่ปุ่น
ในตำนานของญี่ปุ่นได้กล่าวถึงจิ้งจอกเก้าหางว่า เป็นปิศาจที่หลบหนีมาแฝงตัวอยู่ในราชสำนักของญี่ปุ่นในรัชสมัยของจักรพรรดิ์โทบะ หลังจากที่หลบหนีมาจากอินเดีย และจีนมาแล้ว โดยแฝงตัวมาในร่างของหญิงงามนามว่า ทามาโมะ มาเอะ พระสนมของจักรพรรดิ์โทบะ นางทำให้จักรพรรดิ์โทบะลุ่มหลงในความงามของนาง และสุขภาพของจักรพรรดิ์โทบะก็ทรุดโทรมลงทุกวัน จึงได้มีการอัญเชิญนักพรตจากหอองเมียวมาทำพิธีปัดรังควาน พบว่าในวังมีปิศาจจิ้งจอกเก้าหางสีทองแฝงตัวอยู่

เมื่อความแตก ทามาโมะ มาเอะ จึงได้คืนร่างเป็นจิ้งจอกสีทองตัวมหึมา มีเก้าหาง เหาะหลบหนีไปบนท้องฟ้า กองทหารของจักรพรรดิ์โทบะได้ไล่ตามไปจนถึงที่ราบสูงนาสุ และต่อสู้กับปิศาจจิ้งจอกเก้าหาง และสามารถสยบจิ้งจอกเก้าหางลงได้ กลายเป็นหินเซ็ทโชเซกิ ซึ่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นมาจนปัจจุบันนี้

อนึ่งมักเกิดความสับสนในผู้ที่เริ่มต้นศึกษาซึ่งเอาตำนานของปีศาจจอกเก้าหางมารวมกับตำนานของเทพเจ้าแห่งจิ้งจอก อินาริ (稲荷, Inari หรือ Oinari) ซึ่งแท้จริงเป็นคนละอย่างกัน อินารินั้นเป็น คามิ (神, Kami) หรือเทพเจ้าองค์หนึ่งตามตำนานของศาสนาชินโตซึ่งเป็นศาสนาดั้งเดิมของญี่ปุ่น



Go to the top of the page
 
+Quote Post
สีทอง
post Nov 5 2010, 04:55 PM
Post #80


แฟนพันธุ์แท้ ThaiDVD.net
Group Icon

Group: สมาชิกสามัญ
Posts: 9,906
Joined: 21-March 07
From: ความรักและความหวังดี
Member No.: 126



สตรีหิมะ



สตรีหิมะ หรือ ยูกิอนนะ (ญี่ปุ่น: 雪女 yuki onna นางหิมะ ?) ตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่น เป็นชื่อที่ใช้เรียกภูตหิมะที่มีรูปร่างเป็นสตรีที่งดงาม ว่ากันว่าเป็นจิตวิญญาณแห่งฤดูหนาว ซึ่งยูกิอนนะนี้ จะมีลักษณะเป็นผู้หญิงสาวสวย สวมชุดกิโมโนสีขาวสะอาด นางจะปรากฏตัวบนภูเขาหิมะในวันที่มีพายุหิมะ และหลอกล่อให้ผู้ชายที่หลงไหลในความงามของนางไปสู่ความตาย เรื่องเล่าของสตรีหิมะมีหลากหลายอยู่ว่า บางครั้งเล่ากันว่าในวันที่หิมะตกหนัก นักเดินทางที่โชคไม่ดี จะได้พบกับสตรีหิมะท่ามกลางพายุหิมะที่อันตราย เธอจะสวมกิโมโนสีขาว และค่อนข้างตัวสูง บ้างก็เล่าว่าเธอสวมกิโมโนสีแดง แล้วรอยเท้าที่เธอเดิน เต็มไปด้วยคราบเลือด บางครั้งเชื่อว่าสตรีหิมะเป็นวิญญาณของหญิงที่ตั้งครรภ์ ที่ตายเพราะพายุหิมะ และเมื่อใครเดินผ่านมาตามทางแล้วพบเห็นเธอเข้า เธอจะยิ้มแล้วยอมให้คนนั้นอุ้มลูก เหยื่อจะไม่สามารถปล่อยลูกของเธอได้เมื่ออุ้มแล้ว และลูกของเธอจะหนักขึ้นและเย็นจนแข็ง ทำให้เหยื่อขยับไปไหนไม่ได้ และจะจมหิมะตาย

ทว่าเรื่องเล่าที่มีชื่อเสียงของสตรีหิมะ เป็นเรื่องที่มีอยู่ว่า ชายตัดฟืน 2 คน คนหนึ่งยังหนุ่ม ส่วนอีกคนค่อนข้างมีอายุ ติดอยู่ท่ามกลางพายุหิมะไม่สามารถกลับได้ จึงต้องหาที่พักซึ่งเป็นกระท่อมร้างเพื่อหลบหิมะก่อน เมื่อทั้งคู่หลับลง กลางดึกนั้นมีเพียงชายคนที่อายุน้อยกว่ากึ่งหลับกึ่งตื่น เห็นผู้หญิงที่สวมกิโมโนสีขาว หน้าตาซีดเผือด และมีแววตาที่น่ากลัว เป่าลมหายใจใส่ชายคนที่มีอายุกว่า ชายคนที่อายุน้อยกว่าตกใจมากจนพูดไม่ออก แล้วสตรีหิมะก็เข้ามากระซิบว่าเธอจะไว้ชีวิตเขา ตราบเท่าที่เขาไม่แพร่งพรายเรื่องของเธอให้ใครรู้ แล้วสตรีหิมะก็หายตัวไป เขาพบว่าชายคนที่สูงวัยกว่าได้แข็งตายไปแล้ว





หลังจากนั้น 1 ปีให้หลัง เขาได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ค่อนข้างสูง หน้าตาซีดเผือด แต่เป็นผู้หญิงที่หน้าตาดี เขาตัดสินใจแต่งงานและอยู่กินกับเธอ ถึงแม้ว่าเธอจะมีลูกกับเขาถึง 10 คน แต่ความงามของเธอไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยซักนิดเดียว วันหนึ่งสามีก็เกิดหลุดปาก เล่าเรื่องสตรีหิมะออกมาให้เธอฟัง เมื่อเธอได้ยิน เธอก็คืนร่างกลับเป็นสตรีหิมะตนเดิม ตนเดียวกับที่สามีเคยเจอ ด้วยความเป็นมนุษย์ ฝ่ายสามีเกิดหวาดกลัวภรรยา แต่เพราะว่าเธอเห็นแก่ลูกๆ จึงไว้ชีวิตสามีแล้วหายตัวไป หลังจากนั้นก็ไม่มีใครได้พบกับสตรีหิมะนางนั้นอีกเลย

ส่วนใหญ่แล้ว เรื่องเล่าของ ยุกิอนนะ จะปรากฏในทางตอนเหนือของเกาะญี่ปุ่นเสียเป็นส่วนมาก ไม่ว่าจะเป็นทางแถบฮอกไกโด หรือทางแถบจังหวัดอิวาเทะ เนื่องจากทางตอนเหนือของญี่ปุ่นจะมีอากาศหนาวเย็น และมีหิมะปกคลุมอยู่เกือบตลอดทั้งปี จึงมีเรื่องเล่าขานของยูกิอนนะ มากกว่าท้องที่อื่นๆ


Go to the top of the page
 
+Quote Post

8 Pages V  « < 2 3 4 5 6 > » 
Reply to this topicStart new topic
1 User(s) are reading this topic (1 Guests and 0 Anonymous Users)
0 Members:

 



RSS Lo-Fi Version Time is now: 24th July 2014 - 06:53 AM



สนใจกระทู้ปักหมุดในบอร์ดซื้อขายหรือโฆษณาติดต่อ >>คลิ๊ก<<

website monitoring
eXTReMe Tracker